ReadyPlanet.com
dot
bulletHome
dot
เกี่ยวกับมูลนิธิฯ
dot
bulletสมเด็จพระสังฆราช
bulletสารมูลนิธิสมาตมโหรฯ
bulletความเป็นมามูลนิธิฯ
bulletวัตถุประสงค์มูลนิธิฯ
bulletคณะกรรมการมูลนิธิฯ
bulletอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ
bulletสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ
dot
การเรียนการสอน
dot
bulletตารางการอบรม
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletห้องเรียนออนไลน์
bulletสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ
dot
รายละเอียดหลักสูตร
dot
bulletดารา+โหราศาสตร์
bulletโหราศาสตร์สากลยูเรเนี่ยน
bulletโหราศาสตร์ไทย
bulletสุริยาตร์ศึกษา
bulletลายมือ(หัตถศาสตร์)
bulletกาลเวลาบนฝ่ามือ
bulletเลข 7 ตัว 9 ฐาน
dot
อาจารย์ผู้บรรยายที่มูลนิธิฯ
dot
bulletอ.อารี สวัสดี
bulletอ.วรพล ไม้สน
bulletอ.ลี ภัทรพงศ์มณี
bulletอ.สิวะพร เมธศาสตร์
bulletอ.กิตตินันท์ เจนาคม
bulletอ.ภารต ถิ่นคำ
dot
กิจกรรมมูลนิธิฯ
dot
bulletทำบุญขึ้นบ้านใหม่
bulletพยากรณ์การกุศล 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช
bulletพยากรณ์การกุศล (1) สมเด็จพระเทพฯ
bulletพยากรณ์การกุศล (2) สมเด็จพระเทพฯ
dot
รับพยากรณ์ดวงขะตา
dot
bulletพยากรณ์ที่มูลนิธิฯ
bulletพยากรณ์นอกสถานที่
dot
บทความของอาจารย์ประจำมูลนิธิฯ
dot
bulletเรื่องที่ควรรู้ ดูเหมือนจะเข้าใจ
bulletถ้าจะเรียนโหรา ให้ฆ่าอ.ทั้ง ๔
dot
บทความหมอเถา(วัลย์)
dot
bulletหน้าพากย์
bulletเกณฑ์ชันษา
bulletดวงพระ
bulletดวงสองชั้น
bulletดาวแฝงแสง
bulletดวงชาวเกาะ
bulletดาวลอย
bulletตนุเศษ
bulletพระเคราะห์ถ่ายเรือน
bulletฤกษ์งาม-ยามดี
bulletลักคเนย์
bulletพินทุบาทว์
bulletดาวบุพกรรม
bulletบุษบามีคู่
bulletยามอัฎฐกาล
bulletกฎแห่งกรรม
bulletตั้งชื่อเด็ก
bulletยามกาลชะตา
bulletดาวคู่มิตร-คู่ธาตุ
bulletห้ามฤกษ์
bulletจับโจร
bulletบุพกรรมแห่งดาว
bulletเรียนโหราศาสตร์
bulletทักษาประสมเรือน
bulletจุดคราสในดวงชะตา
bulletทักษาสมเด็จ
bullet๓ ลัคนา
bulletอ่านดาว
dot
บทความทั่วไป
dot
bulletฮวงจุ้ยกับการเปลี่ยนแปลง
bulletความเป็นกลางกับศาสตร์โบราณของจีน
bulletจีนกับการเปลี่ยนแปลง
dot
อื่นๆ
dot
dot
แกลลอรี่ภาพกิจกรรมมูลนิธิฯ ต้องการดู Click ที่รูปด้านล่าง 1 ครั้ง
dot


งานเลี้ยงขอบคุณนักพยากรณ์
แจกประกาศนียบัตร นักพยากรณ์ งานพยากรณ์การกุศล
งานพยากรณ์การกุศล เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ (2)
งานพยากรณ์การกุศล เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ (1)
งานพยากรณ์การกุศล 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช
ถวายพวงมาลา ตำหนักเพ็ชร
งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่
ถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช
กระทรวงวัฒนธรรม
Work Shop การใช้โปรแกรม Uranus 2.6 และ 3.1
มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู และจันทรุปราคาเต็มดวง  ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรียรัมย์
เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์​ ร.๔ หน้าวังสราญรมย์ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
วางมาลาวันคล้ายวันสวรรคต พระจอมเกล้าฯ ร.4


เกณฑ์ชันษา

ขบวนรถเร็วสายใต้เข้าเทียบชานชลาสถานธนบุรี ตรงตามเวลา 16.00. คนโดยสารตั้งแต่โบกี้หน้าถึงโบกี้หลังต่างเบียดเสียดแย่งกันลงอย่างรีบร้อน เพราะจะต้องเร่งเดินไปลงเรือที่ท่าน้ำเพื่อข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทอดหนึ่ง ภิกษุชรารูปหนึ่ง ท่านค่อยๆเดินล้าหลังสุดตามกลุ่มผู้คนบนรถเพื่อจะลงบันได ท่านไม่อาจเบียดเสียดยื้อแย่งกับเขาได้เพราะเป็นสมณเพศ และหลังภิกษุชรารูปนั้น ศิษย์สองสหายอายุรวมกันกว่าร้อย เดินตามต้อยหอบเข้าของพะรุงพะรังเต็มทั้งสองมือ ต่างคนต่างสอดส่ายตาออกนอกรถดูวิวกรุงเทพฯ พอเดินผ่านม้านั่งตัวสุดท้าย จะออกประตูรถ บ้านนอกเข้ากรุงทั้งสองสหายที่เดินตามอาจารย์ก็หยุดชะงักเพราะถูกยึนชายเสื้อเอาไว้ เจ้าของเสื้อเหลียวดูเจ้าของมือที่ฉุด ซึ่งเป็นหญิงผิวสะอาดสะอ้าน อายุราว 40 เศษ แต่ในสายตาของผู้ดูที่มีอายุ 60 กว่านั้นว่าเธอยังสาวและสวยพริ้ง ข้างตัวหญิงนั้นมีเด็กชายอายุ 10 ขวบ ขาข้างหนึ่งพันผ้าเข้าเฝือกไว้บอกถึงความเจ็บป่วยที่ได้รับ เมื่อถูกเจ้าของเสื้อมองจ้องหน้า หล่อนก็ยกมือไหว้นอบน้อม
คนถูกฉุดถามสีหน้ายิ้มๆแววตาติดข้างจะวาวๆพิลึก “เธอฉุดฉันไว้ จะต้องการให้ช่วยอะไรหรือแม่คุณ”
“ไปเถอะน่าหมอเถา” เพื่อนที่เดินตามดุนหลังเตือน “โน่นพลวงตาเดินลงรถไปโน่นแล้ว เดี๋ยวเกิดหลงกันละยุ่งใหญ่”
“เดี๋ยวก่อนน่ะครูก้อน” หมอเถายังมองหน้าหญิงนั้น “เธออาจจะเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ”
“ใช่ค่ะ พ่อลุง” เธอตอบ มือพนมไว้อีกครั้งหนึ่ง “ขอรบกวนเพียงกำลังแรงสักหน่อยเท่านั้นแหละค่ะ จะพาหลานไปรักษาโรงพยาบาลศิริราชข้างๆนี้ แต่อิฉันเป็นผู้หญิงอุ้มไม่ไหว ไม่รู้จะทำยังไงกะเขา”
หมอเถาได้ฟังเด็กน้อยเป็นเพียงหลานชายไม่ใช่ลูกอย่างที่สงสัยอยู่ หัวใจมันพองปิติยินดีอยู่ในอกบอกไม่ถูก
“เอาเถอะ เรื่องเล็กน้อย ฉันรับอาสาอุ้มไปส่งเอง”
ครูก้อนไม่ทันพูดว่ากระไร ก็ถูกโอนเข้าของที่ถืออยู่มาให้รับไว้จนต้องประคองแนบอกอุ้มของ ส่วนหมอเถาก็ก้มลงประคองเด็กน้อยอุ้มแนบอกทนุถนอม ออกนำหน้าลงจากรถและยิ่งหญิงผิวสะอาดเดินเคียงข้างเกาะแขนหมอเถาแนบมาด้วย หมอเถาเหมือนได้พลังพิเศษออกเดินอ้าวจนขึ้นหน้าหลวงตาไป หลวงตาชื้นไม่รู้เรื่องก็พลอยจ้ำตามหมอเถาไปด้วยจนจีวรปลิว ข้างครูก้อนนั้นทั้งๆที่อุ้มของเต็มมือก็ต้องแข็งใจวิ่งตามเป็นขบวนกันไป จนคนบนชานชลาพากันหลีกเป็นช่องเหลียวมองเป็นตาเดียว
เมื่อถึงหน้าสถานี สุภาพบุรุษหมอเถาก็อุ้มเด็กรอให้น้าสาวคนสวยเรียกรถแท็กซี่เลี้ยวเข้ามารับ เมื่อต่อตามราคาเสร็จ หมอเถาก็อุ้มเด็กน้อยประคองเข้านั่งข้างหลัง
แม่น้าสาวคนสวยยกมือไหว้ขอบพระคุณยิ้มหน้าแฉล้ม เจ้าเด็กน้อยก็ยกมือไหว้เช่นกัน
“ขอบพระคุณครับ ลุงหมู...”
“หมอเถานึกว่าเด็กสัพยอกเพาะรูปร่างอ้วนท้วนของตน” ก็หัวเราะชอบใจ “ฉันชื่อเถาวัลย์เธอและหนูจะเรียกว่าหมอเถาก็ได้”
รถแท็กซี่เคลื่อนออกไปได้ยินแว่วๆไม่ถนัดว่าเสียงน้าสาวหรือเจ้าเด็กน้อย เรียก “หมู...เถา”
หลวงตาจ้ำมาทันก็หยุดหอบเหนื่อยถามไม่ออก ขบวนหลังที่วิ่งมาคือครูก้อน พอมาถึงก็ทิ้งของยืนหอบแฮ่กเช่นกัน หมอเถาพอหมดแม่แรงก็ชักเหนื่อยหายใจฮึดฮาด ทั้งศิษย์อาจารย์เลยยืนหายใจหอบแข่งกันทั้ง 3 คน
พอหายเหนื่อย หลวงตาชื้นก็หันมาทางครูก้อน ด้วยความเป็นห่วงเงินวัดที่จะลงมาจัดซื้อกระเบื้องคราวนี้
“เงินในย่ามยังอยู่หรือ ครูก้อนตรวจดูที”
ครูก้อนแย้มปากย่ามดู “อยู่ขอรับ นอนนิ่งเงียบไม่ดุกดิกเลย”
หลวงตาแบมือขอย่ามมาดูด้วยตาตนเองให้แน่ใจ แต่เมื่อล้วงหยิบเงินก็ไม่อาจเอาออกจากย่ามได้ เพราะครูก้อนพันธนาการไว้แน่นหนาโดยมัดห่อเงินผูกติดก้นย่ามไว้จนแน่น
หลวงตาหัวเราะชอบใจปัญญาศิษย์ “เออ ครูก้อนกลัวรอบครอบดี”
หมอเถาก็สำรวจตัวเองบ้าง พลอยอดคลำกระเป๋าเงินที่สอดไว้กระเป๋าด้านใน ก็ตาเหลือกพลั้งปาก
“เอ๊ะ...หายแล้ว”
“อะไรหาย...” ครูก้อนมองหน้าเพื่อน
“เงินหายหมดทั้งกระเป๋า” หมอเถาระล่ำระลักบอก สอดมือเข้าในอกเสื้อซึ่งกระดุมเปิดหมด ควานหาจนทั่วก็ไม่พบ “หมดกัน...เงินของคนไข้เขาให้มาเจียดยาสี่ร้อยบาท เอ...ไม่น่าหายเลย”
ครูก้อนพลอยเสียดายไปด้วย ลงมือช่วยค้นตัวหมอเถาทุกแห่ง “ถ้าเก็บไว้กระเป๋าเสื้อชั้นใน ก็ไม่น่าหาย จะว่าถูกนักเลงดีล้วง ก็นั่งติดหลวงตามาตั้งแต่ขึ้นรถ ขาลงไม่ได้เบียดกับใคร”
หมอเถานิ่งทบทวนตั้งแต่แรกขึ้นรถจนลงรถก็นึกออกแน่ใจ
“ฉันเสียท่าเขาเสียแล้ว ครูก้อนเอ๋ย ใช่แล้ว...”
ครูก้อนและหลวงตามองหน้าหมอเถาเดาใจไม่ถูก จนกระทั่งหมออธิบายความต่อ “คงอ้ายเด็กเวรทำมารยาเป็นขาหักให้ฉันอุ้มนั่นแหละมันล้วงเอาไปกินมันสมคบกันทำอุบายต้มฉันแน่ๆอีตอนขึ้นรถออกไปมันยังเรียกหมูเถา”
หลวงตาชื้นเสียดายแทนก็เสียดายแต่อดขันท่าทางกะงกกะเงิ่นของหมอเถาไม่ได้ “ก็เป็นหมูให้เขาต้มจริงๆแหละ มีอย่างรึ อุ้มโจรให้มันล้วงกระเป๋าตัวเองได้ เคราะห์ดีถ้าครูก้อนเป็นคนอุ้ม โดนเงินวัดเข้าฉันต้องสึกแน่”
ครูก้อนแสนสมเพชเพื่อนและปลงสังเวชด้วยคำคมเป็นสุภาษิต
“ความรักทำให้หมดตูด”
กุฏิมหาครื้น เป็นแห่งเดียวในกรุงเทพฯที่อาจารย์และศิษย์ทั้งสามาศัยพำนักแรม
จนค่ำเปิดไฟฟ้าแล้ว หลวงตาและครูก้อนยังนั่งสนทนากับมหาครื้น ถามไถ่ถึงหนทางที่จะไปติดต่อหาซื้อกระเบื้องที่จะต้องไปในวันพรุ่งนี้ ส่วนหมอเถาแยกตัวไปนั่งกอดเข่าเงียบๆอยู่คนเดียวหน้ากุฎิซึมเซาไปถนัด เมื่อเปลี่ยนเรื่องมาคุยถึงเรื่องที่สถานีรถไฟอีก
มหาครื้นก็เหลียวหาและเรียก “หมอเถามาร่วมคุยกันทางนี้เถอะอย่าไปคิดมากเลยกลุ้มใจเปล่าๆของมันเสียไปแล้ว”
หมอเถาเกรงใจหลวงตาและมหาครื้นจึงลุกไปร่วมวงสนทนาด้วย “กรุงเทพฯนี่เห็นทีจะสาปส่งไม่ขอเข้ามาอีกแล้ว พอย่างเหยียบแผ่นดินกรุงเทพฯก็เสียทีเดียวสามสิ่ง เสียทั้งทรัพย์ เสียศักดิ์ เสียรู้”
มหาครื้นพูดเป็นเรื่องสนุกให้สหายสบายใจ โดยอ้างโคลงเก่าปลอบ “เสียสินสู้สงวนศักดิ์ไว้ วงษ์หงษ์”
หมอเถายังรำพรรณ “มันไม่ใช่เสียแต่สินแต่ทรัพย์เท่านั้นซีหมอเถาท่องเที่ยวมาสิบทิศ ดงเสือดงโจรก็เคยผ่านมาไม่เคยเสียท่าใคร คราวนี้เสียงทั้งสินและศักดิ์ชายทีเดียว”
“เออน่ะ” ครูก้อนก็เอาโคลงบาทสองปลอบต่อ “เสียศักดิ์สู้ประสงค์ สิ่งรู้”
หมอเถาโมโหตะโกนตอบ “มันเสียรู้เขาด้วยเว้ย...”
ครูก้อนก็เล่นลิ้นอีก “เสียรู้เร่งรักษาชีพไว้นา”
ไม่ทันหมอเถาจะตอบโต้อะไรอื่น เสียงเรียกชื่อมหาครื้นอยู่หน้าประตูนอก สักครู่ผู้เรียกซึ่งเป็นภิกษุอายุวัย 50 เศษ ก็ล่วงประตูเข้ามา มหาครื้นทักทายเพราะคุ้นเคยสนิท
“นิมนต์ครับท่านพระครู เมื้อกี้หลวงตายังถามถึงอยู่”
พระครูทิม ซึ่งเคยติดตามมหาครื้นไปเที่ยวจังหวัด และเคยพักอาศัยหลวงตานานๆครั้ง ตรงเข้าไปคุกเข่ากราบคารวะหลวงตาเพราะอ่อนพรรษากว่า
“ได้ทราบข่าวว่าหลวงตามาจึงมากราบ” และหันไปทักทายหมอเถาและครูก้อน
“ขอบใจท่าน” หลวงตาวิสาสะยิ้มแย้มตามประสาผู้ใหญ่และทักว่า “ดูผ่ายผอมและดำไป”
“ขอรับ หมู่นี้งานหนักขึ้น เพราะรับภาระดูแลคุมพระซ่อมเสนาสนะที่ชำรุดอันมีอยู่มากมาย จนทำไม่ชนะ”
หมอเถาแอบถามเบาๆ “เขาว่ากันว่าเดี๋ยวนี้พวกกรุงเทพฯชอบดูหมอกันมาก ขนาดเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้าจนเย็น จริงไหมคะรับท่าน”
“อาจจะเป็นได้” พระครูทิมตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไม่แน่ใจ “อาตมาเว้นทางพยากรณ์มาเสียปีกว่าแล้ว เลยไม่ใคร่รู้”
ครูก้อนเอ่ยขึ้นบ้าง “น่าเสียดายขอรบ ถ้าท่านจะทิ้งโหราศาสตร์เสียเลยทีเดียว”
หลวงตาชื้นก็พลอยเห็นด้วย “ความรู้ทางโหราศาสตร์ของท่านก็ถึงขั้นพยากรณ์ได้ดีแล้ว เหมือนเดินมาค่อนทางแล้ว มาหันหลังกลับเสียก็น่าเสียดาย”
“ไม่ทิ้งก็เหมือนทิ้ง ไม่เลิกก็เหมือนเลิกขอรับหลวงตา” พระครูทิมชี้แจงความในใจจริง “นิสัยแท้ๆผมไม่รักทางนี้นัก แต่อยู่กับอาจารย์ท่านบังคับให้เรียนรู้ เมื่อเรียนมาก็ทำกุศลช่วยทุกข์เขาไป เรียนรู้มาเท่าใดก็ใช้อยู่เท่านั้นมิได้ศึกษาเพิ่มเติมให้แตกฉานยิ่งขึ้น ผมจึงมีความรู้อยู่ครึ่งๆกลางๆแต่ก่อนเคยคิดจะขอเล่าเรียนเพิ่มเติมกับหลวงตาแต่ไม่มีโอกาส แต่บัดนี้ผมเห็นว่ากิจของสงฆ์ที่เป็นกุศลมีอีกหลายอย่างที่พึงทำได้ และผมเองก็พอใจทางช่างจึงเหมาะแก่งานอยู่แล้ว”
หลวงตาถอนหายใจ “ทางพยากรณ์ที่ท่านใช้ก็แปลก ไม่เหมือนใครและใช้การได้ดีทีเดียว สมัยอาจารย์ของท่านพระครูยังมีชีวิตอยู่ ท่านโด่งดังทางโหราศาสตร์ มีผู้นับถือเคารพท่านมาก ความรู้ที่ท่านได้เรียนรู้ถ่ายทอดเป็นของดีหายาก อุตสาห์เรียนรู้มามากก็จะสุญหายเปล่าประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย น่าจะหาศิษย์ถ่ายทอดแทนตัวสืบวิชาไว้บ้าง”
พระครูทิมก็ระบายความในใจต่อไปอีกว่า “ผมเคยคิดอย่างคำหลวงตาอยู่ แต่ไม่ แน่ใจเพราะในกรุงเทพฯขณะนี้เขาเล่นโหราศาสตร์ก้าวหน้าไปไกล ทิ้งของเก่าครั้งปู่ย่าตายายกันเสียโดยมาก ทั้งหลักเกณฑ์ที่อาจารย์ให้มาเป็นของแปลกกว่าอาจารย์อื่นๆเขา สอนไปเกรงเขาจะไม่เชื่อถือและหาว่าคร่ำครึล้าสมัย”
หลวงตาปลอบ “ค่อยๆเสาะหาไปเถอะคงพบคนดีเข้าบ้างแน่”
“อันที่จริงผมก็ดูๆไว้คนหนึ่ง” พระครูทิมหันไปชี้เอามหาครื้นตรงๆ” แต่ติดขัดอยู่สองสถานคือเห็นหลงใหลเล่นองศาลิบดาเคร่งครัดอยุ่มากเกรงจะไม่รับ อย่างที่สองก็คือเห็นเป็นศิษย์ของหลวงตาอยู่แล้วดูจะไม่เหมาะ”
“อาตมาอนุญาตศิษย์ทุกคน” หลวงตาชื้นดีใจรีบตกปากอนุญาต “ทั้งครูก้อน หมอเถาและมหาครื้นที่จะเรียนรู้เป็นศิษย์ท่านพระครู อันวิชานั้นคนเราต้องแสวงหาไม่เลือกอาจารย์ เอ้า มหาครื้น ครูก้อน หมอเถากราบท่านพระครูเสียซี ท่านจะให้ของดีมีค่า...”
ทั้งมหาครื้นและหมอเถาครูก้อนลนลานลุกขึ้นคุกเข่ากราบตามคำอาจารย์สั่งทันใด ต่างคนต่างดีใจที่ได้โชคไม่รู้เนื้อรู้ตัว
พระครูทิมนั่งคิดตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่ จึงพนมมือตารวะหลวงตา “ผมไม่กล้าอาจเอื้อมตีเสมอเป็นอาจารย์สอนศิษย์ของหลวงตา ผมตัดสินใจขอเอาเป็นว่าผมขอถวายแก่หลวงตาด้วยความรักและเคารพ ถ้าหลวงตาเห็นเป็นสิ่งมีคุณค่าก็ขอให้อุทิศสอนคนอื่นๆต่อไปเถอะขอรับ วิชาของอาจารย์ผมจะได้ไม่สูญเปล่า”
หลวงตาชื้นตกปากรับด้วยความปิติ “ขอบใจท่านและขออนุโมทนาความคิดนี้ด้วย”
พระครูทิมจึงชี้แจงให้ฟัง “อันที่จริงกฎเกณฑ์อื่นๆก็เหมือนดหราศาสตร์ทั่วๆไปแหละขอรับ คือถือเจ้าเรือนเป็นใหญ่อย่างที่หลวงตาสอน แต่จุดพยากรณ์ในรอบปีนั้นมีกฎเกณฑ์เฉพาะจุดเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ อาจารย์ท่านเรียกว่า “เกณฑ์ชัณษา” เพราะเอาชัณษาคือ อายุเป็นที่ตั้ง และบวกด้วยทักษา แล้วจึงคำนวณไปหาดาวภพในดวงชะตา”
มหาครื้นอยากได้อยู่เต็มที่ เพราะคุ้นเคยใกล้ชิดกับพระครูทิมเห็นการทายได้ผลมาแล้วจึงจัดแจงฉวยกระดฃฐและค้นดวงเก่าๆที่เก็บไว้เป็นสถิติออกมาเป็นตัวอย่าง
“เอาดวงนี้เป็นตัวอย่าง สอนวิธีเถอะขอรับ อธิบายปากเปล่า เข้าใจยากและหลงลืมได้ง่าย”
ครูก้อนเป็นคนลายมือสวยจัดแจงเขียนดวงลงบนกระดานจะแจ้งทุกดวงดาว
พระครูทิมนับอายุเจ้าชะตาตามดวงที่เขียนไว้ “อายุย่าง 51 ปี ท่านตั้งภูมิพยากรณ์ขึ้น ตามปกติทั่วไปใช้วันเกิดเป็นจุดกำเนิดในภูมิพยากรณ์ แต่วิธีนี้ไม่ใช้วันเกิด แต่ใช้ตนุลัคน์หรือเจ้าเรือนลัคน์เป็นจุดแรก คือใช้จันทร์เป็นจุดกำเนิดในภูมิพยากรณ์ และนับตามภูมิโดยทักษิณาวัตร์ คือนับต่อไปทางภูมิอังคาร พุธ เรื่อยไปจนเท่าอายุย่าง วิธีนี้ไม่นับเข้าภูมิตากลางอย่างทั่วไป คงนับเวียนรอบนอกอย่างดวงนี้อายุย่าง 51 จรตกภูมิพุธ ท่านไห้กาไว้ และให้เอาอายุตั้งและเอากำลังแห่งดาวประจำภูมิที่ชัณษาตกนั้นบวกเข้าด้วยกันอย่างเช่นดวงนี้ก็เอาอายุ 51 ตั้งและบวกด้วยกำลังแห้งดาวพุธคือ 17 รวมกันได้ 68 และให้หารด้วยรอบจักรราศีคือหารด้วย 12 เหลือเศษ 8 ให้นับแต่ลัคนาไปเท่าเศษตกราศีใด กาไว้เป็นที่หมาย อย่างดวงนี้จะตกราศีกุมภ์”
ครูก้อนจดเป็นตัวอักษรทุกถ้อยคำตามพระครูทิมบอก ไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักคำเดียว ส่วนหลวงตาชื้นนิ่งฟังโดยพินิจพิจารณาและออกความเห็นว่า
“เป็นการเล่นแปลกและเข้าเค้าดี คงจะมาจากทักษาเดิมซึ่งนับอายุตามกำลังแห่งดาวพระเคราะห์ แต่ทางนี้ใช้อายุบวกกำลังดาวพระเคราะห์แล้ว จึงโอนเข้าดวงชะตาเป็นการเล่นภูมิทักษา ผสมผสานกับดวงชะตาสนิทดี”
พระครูทิมอธิบายว่า “อาจารย์ท่านบอกว่า มนุษย์เกิดบนแผ่นดินจึงคำนวณอายุเข้าภูมิพยากรณ์เป็นฤกษ์ล่าง เมื่อได้เกณฑ์ชัณษาแล้วจึงไปหาจุดพยากรณ์ทางดวงดาวในดวงชะตาซึ่งเป็นฤกษ์บนเพราะเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า”
ครูก้อนเอ่ยถามขึ้นบ้าง “เมื่อเล่นภูมิพยากรณ์ จะเล่นเดชศีรกาฬกิณีทั้งทางเดิมทางจรด้วยหรือเปล่าขอรับ”
“ไม่ได้เล่นเลย เพียงแต่เอาภูมิพยากรณ์หาเกณฑ์ชัณษาอายุเท่านั้น” และพระครูทิมก็อธิบายไปตามที่ได้เรียนรู้มา “เมื่อเกณฑ์ชัณษาตกราศีกุมภ์ ก็เท่ากับภพมรณะแก่ลัคนา ท่านให้พิจารณาเจ้าเรือนเดิมเป็นคุณเป็นโทษแก่ดวงชะตาสถานใด และพิจารณาเจ้าเรือนแห่งเกณฑ์ชัณษาตัวจร อยู่ในภพเป็นคุณเป็นโทษสถานใด เป็นเครื่องชี้โชคเคราะห์ในปีอายุแห่งเจ้าชะตาเขา”
มหาครื้นฟังไปก็อ่านดาวในดวงตามไปด้วย “ฉะนั้นดวงนี้ก็น่าจะมีเคราะห์เพราะเกณฑ์ชัณษาตกภพมรณะอยู่”
พระครูทิมออกตัวก่อนจะอ่านดาวต่อไป “ผมได้แต่กฎเกณฑ์แต่การอ่านดาวมันติดๆขัดๆเพราะไม่มีความชำนาญ กฎเกณฑ์นี้ถ้าหลวงตาอ่านดาวคงจะละเอียดถี่ถ้วนแม่นยำกว่าผม อย่างดวงนี้ผมอ่านได้เพียงว่า เกณฑ์ชัณษาตกมรณะและราหูจรเจ้าเรือนมาตกอริ ย่อมแสดงโทษอยู่เป็นแน่และเรือน ที่ราหูจรทับอยู่เจ้าเรือนคือพฤหัสจรก็ไปตกอยู่ในภพวินาสน์ แต่เมื่อพยากรณ์ว่าเป็นโทษเป็นเคราะห์ด้วยเรื่องใดก็พิจารณาจากฐานที่ตั้งของเรือนทั้งสองที่เกิดโทษ คือ ราหูเดิมเป็นกดุมภะ และพฤหัสเดิมซึ่งครองภพกัมมะย่อมจะเดือนร้อนทั้งทรัพย์สินและการงานระส่ำระสายสูญเสียเป็นแน่ ถ้าจะอ่านให้ลึกซึ้งก็จะต้องขอรบกวนความรู้ของหลวงตา”
หลวงตาจุดบุหรี่สูบนิ่งมองดูดวงชะตาพินิจพิเคราะห์จริงจังและเอ่ยช้าๆ “ถ้าจะอ่านตามเกณฑ์ชัณษาของทานพระครู อาจอ่านได้ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก คือตัวราหูจรเจ้าเรือนมรณะซึ่งทับเรือนภพอริเรือนพฤหัสนั้น ตนุลัคน์คือจันทร์อาศัยอยู่ในราศีมีนคือเรือนพฤหัสเช่นกัน เป็นการเกิดโทษทุกข์ต่อตัวเองโดยตรงและที่หวาดวิตกยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือขณะที่ดาวพระเคราะห์ใหญ่เป็นโทษอยู่นั้น มฤตยูจรยังทับลัคนาเอาไว้ ดาวดวงนี้ยามเกิดโทษก็จะวิบัติเป็นโทษใหญ่หลวงยามเกิดโชคก็จะมหาศาล ฉะนั้นจึงเกรงว่าเจ้าชะตานี้จะวิบัติพลัดพรากจากทรัพย์สินศฤงคารและกิจการงานทั้งปวง”
พระครูทิมชอบใจทางอ่านของหลวงตาชื้น “สิ่งนี้แหละที่ผมไม่มี แม้จะได้เกณฑ์ดีเป็นนักพยากรณ์ที่ดีไม่ได้ เหมือนดาบเหล็กเนื้อดี อยู่กับผมซึ่งมิใช่นักรบชั้นขุนพล ดาบก็คือพร้าเหล็กธรรมดา ถ้าตกอยู่ในมือของหลวงตาดาบก็จะกลายเป็นศาสตราวุธอันมีคุณวิเศษ”
หมอเรื่องโหราศาสตร์ต่างก็ไถ่ถามทุกข์สุขระหว่างกันอีกสักพักใหญ่ พระครูทิมก็ลากลับไป เพราะหลวงตาเดินทางมาไกลจะได้มีโอกาสพักผ่อน
หมอเถาเก็บความในใจไว้มิอยู่ จึงแอบถามมหาครื้น
“ดวงเก่าแก่ดวงนี้เจ้าของดวงเป็นใครหรือ”
มหาครื้นมองหน้าหลวงตาทำท่าอึกอักจนหลวงตาชื้นลุกขึ้นเดินคล้อยหลังเข้ากุฎิไปแล้วจึงกระซิบบอก
“ดวงนักโทษคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 และวันจรคือวันถูกประหารชีวิต”







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ สถานที่ตั้ง เลขที่ 24 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน แขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ 02-4243377 Email : horathaimail@yahoo.com


eXTReMe Tracker



www.horawej.com เวปนิตยสาร โหราเวสม์  เพื่อการศึกษาค้นคว้า โหราศาสตร์ และศาสตร์ต่าง ๆ รวมทั้งโปรแกรมผูกดวงต่าง ๆ มากมาย ทางเรายินดี เป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ ความรู้ทางศาสตร์ แห่งโหรศาสตร์ และอื่น ๆ ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใดหากท่านใดต้องการรับการพยากรณ์เชิญในห้องกระทู้ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคอย ตอนรับท่าน อยู่หลายท่าน เรียนเชิญครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง webmaster horawej@horawej.com