ReadyPlanet.com
dot
bulletHome
dot
เกี่ยวกับมูลนิธิฯ
dot
bulletสมเด็จพระสังฆราช
bulletสารมูลนิธิสมาตมโหรฯ
bulletความเป็นมามูลนิธิฯ
bulletวัตถุประสงค์มูลนิธิฯ
bulletคณะกรรมการมูลนิธิฯ
bulletอาจารย์ผู้ทรงเกียรติ
bulletสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ
dot
การเรียนการสอน
dot
bulletตารางการอบรม
bulletขั้นตอนการสมัคร
bulletห้องเรียนออนไลน์
bulletสถานที่ตั้งมูลนิธิฯ
dot
รายละเอียดหลักสูตร
dot
bulletดารา+โหราศาสตร์
bulletโหราศาสตร์สากลยูเรเนี่ยน
bulletโหราศาสตร์ไทย
bulletสุริยาตร์ศึกษา
bulletลายมือ(หัตถศาสตร์)
bulletกาลเวลาบนฝ่ามือ
bulletเลข 7 ตัว 9 ฐาน
dot
อาจารย์ผู้บรรยายที่มูลนิธิฯ
dot
bulletอ.อารี สวัสดี
bulletอ.วรพล ไม้สน
bulletอ.ลี ภัทรพงศ์มณี
bulletอ.สิวะพร เมธศาสตร์
bulletอ.กิตตินันท์ เจนาคม
bulletอ.ภารต ถิ่นคำ
dot
กิจกรรมมูลนิธิฯ
dot
bulletทำบุญขึ้นบ้านใหม่
bulletพยากรณ์การกุศล 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช
bulletพยากรณ์การกุศล (1) สมเด็จพระเทพฯ
bulletพยากรณ์การกุศล (2) สมเด็จพระเทพฯ
dot
รับพยากรณ์ดวงขะตา
dot
bulletพยากรณ์ที่มูลนิธิฯ
bulletพยากรณ์นอกสถานที่
dot
บทความของอาจารย์ประจำมูลนิธิฯ
dot
bulletเรื่องที่ควรรู้ ดูเหมือนจะเข้าใจ
bulletถ้าจะเรียนโหรา ให้ฆ่าอ.ทั้ง ๔
dot
บทความหมอเถา(วัลย์)
dot
bulletหน้าพากย์
bulletเกณฑ์ชันษา
bulletดวงพระ
bulletดวงสองชั้น
bulletดาวแฝงแสง
bulletดวงชาวเกาะ
bulletดาวลอย
bulletตนุเศษ
bulletพระเคราะห์ถ่ายเรือน
bulletฤกษ์งาม-ยามดี
bulletลักคเนย์
bulletพินทุบาทว์
bulletดาวบุพกรรม
bulletบุษบามีคู่
bulletยามอัฎฐกาล
bulletกฎแห่งกรรม
bulletตั้งชื่อเด็ก
bulletยามกาลชะตา
bulletดาวคู่มิตร-คู่ธาตุ
bulletห้ามฤกษ์
bulletจับโจร
bulletบุพกรรมแห่งดาว
bulletเรียนโหราศาสตร์
bulletทักษาประสมเรือน
bulletจุดคราสในดวงชะตา
bulletทักษาสมเด็จ
bullet๓ ลัคนา
bulletอ่านดาว
dot
บทความทั่วไป
dot
bulletฮวงจุ้ยกับการเปลี่ยนแปลง
bulletความเป็นกลางกับศาสตร์โบราณของจีน
bulletจีนกับการเปลี่ยนแปลง
dot
อื่นๆ
dot
dot
แกลลอรี่ภาพกิจกรรมมูลนิธิฯ ต้องการดู Click ที่รูปด้านล่าง 1 ครั้ง
dot


งานเลี้ยงขอบคุณนักพยากรณ์
แจกประกาศนียบัตร นักพยากรณ์ งานพยากรณ์การกุศล
งานพยากรณ์การกุศล เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ (2)
งานพยากรณ์การกุศล เฉลิมพระเกียรติ ๕ รอบ (1)
งานพยากรณ์การกุศล 100 ปี สมเด็จพระสังฆราช
ถวายพวงมาลา ตำหนักเพ็ชร
งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่
ถวายพระพรสมเด็จพระสังฆราช
กระทรวงวัฒนธรรม
Work Shop การใช้โปรแกรม Uranus 2.6 และ 3.1
มหัศจรรย์ดวงอาทิตย์ตกตรง 15 ช่องประตู และจันทรุปราคาเต็มดวง  ปราสาทหินพนมรุ้ง บุรียรัมย์
เปิดพระบรมราชานุสาวรีย์​ ร.๔ หน้าวังสราญรมย์ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗
วางมาลาวันคล้ายวันสวรรคต พระจอมเกล้าฯ ร.4


เรียนโหราศาสตร์

        ย่างเข้าเดือน 6 ข้างแรม ฝนต้นฤดูตกรำมาแต่เช้ามือเรื่อยมากระทั่งเช้ายิ่งกลับลงหนาเม็ดขึ้นทุกที หมอเถาถูกตบประตูปลุกจากที่นอนขณะกำลังหลับสบายสุขารมย์ ผู้ปลุกคือเณรชั้ว และครูก้อนซึ่งตากฝนมาเปียกโชกทั้งคู่เณรชั้วเป้นคนรายงานที่รต้องกรำฝนมาตามครูก้อนและหมอเถาแต่เช้า เพราะหลวงตาไม่สบายมากสั่งให้มาตามด่วน ครั้นซักไซร้ไล่เลียงอาการป่วยของหลวงตา เณรก็บอกว่า “หลวงตานอนแบบลุกไม่ได้ ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต ตายไปครึ่งตัวแล้ว”

หมอเถาตระหนกตกใจสุดขีดในชีวิต หวลกลับเข้าห้องครู่เดียวก็หอบห่อผ้าขาวม้าห่อใหญ่จูงมือเณรชั้วฝ่าฝนแทบจะวิ่งและครูก้อนตามหลังติดมุ่งมาวัด แม้สายฝนเช้าจะชะโลมลูบหน้าตลอดกายจนเปียกโชกหนาวเย็น ทั้งหมอเถา ครูก้อนและเณรชั้ว ก็มิรู้สึกเพราะในหัวใจกำลังร้อนระอุด้วยความทุกข์และห่องใยในอาการป่วยของหลวงตาผู้ชรา

พออย่างขึ้นกุฏิยิ่งใจหาย ระเบียบหน้าห้องที่หลวงตาเคยนั่งนอนเล่นเป็นนิจสินว่างเปล่าหรุตูห้องกุฏิเปิดแง้มๆไว้

ทั้งหมอเถาและครูก้อนก้าวพรวดขึ้นระเบียง น้ำฝนหยดตามชายเสื้อกางเกงเปียกเป็นทางตามพื้น เณรชั้วค่อยๆเปิดประตูกุฏิแง้มเข้าไป

หลวงตาชื้นนอนลืมตาอยู่บนอาสนะกลางพื้นจนกระทั่งสองศิษย์ก้าวข้ามธรณีเข้ามาจนใกล้และนั่งลง ท่านก็ยังนิ่งพิจารณาเหมือนแปลกใจแต่พอขยับปากจะพูดก็ถูกหมอเถาชิงถามขึ้นก่อนว่า “เป็นอย่างไรบ้างคะรับหลวงตา”

เณรชั้วเข้าไปกอดเท้าหลวงตาไว้ แล้วร้องไห้กระซิกๆทั้งที่โตเกินเด็กไปแล้ว ทำให้หมอเถากับครูก้อนใจเสีย น้ำตาคลอคอหอยตีบตันพูดอะไรไม่ออกไปด้วย ได้แต่ยกมือปาดน้ำตาที่เปียกปนน้ำฝนอยู่บนใบหน้า

“เฮ้ย…มันเกิดอะไรกันว๊ะ” หลวงตาคนป่วยหนักร้องถามเต็มเสียง “อยู่ๆมากอดแข้งกอดขาร้องไห้ร้องห่มยังกับวาข้ากำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้”

หมอเถาสะอื้นฮัก “เณรชั้วไปบอกว่า หลวงตาตายไปครึ่งตัวแล้ว”

“ปัด…แล้ว” เสียงหลวงตาร้องถอนฉุนเต็มที่ และไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเท้าที่ว่าเป้นอัมพาตของหลวงตาวัดผึงออกไปอีท่าไรเสียงดังพั่บ เห็นแต่เณรชั้วที่เกาะเท้าอยู่หัวขมำกลิ้งไม่เป็นท่า

ทั้งหมอเถาและครูก้อนทั้งตกใจและแปลกใจยิ่งขึ้นที่หลวงตาลุกขึ้นนั่ง แม้จะฝืนกิริยาลำบากอยู่บ้างแต่ก็ดูไม่มีริ้วรอยแห่งอาการอาพาธหนักอย่างที่รู้และหลวงตาชี้นิ้วกราดไปตามพื้น

“ดูรึ กุฏิข้าเปียกหมดไปๆเอาผ้าอาบเก่าๆของข้าผลัดนุ่งแล้วเดี๋ยวเข้ามาพูดกัน”

หมอเถาและครูก้อนเห็นกิริยาอาการของหลวงตาไม่เป็นอย่างที่วิตกค่อยสบายใจ ถอยออกไปปนอกกุฏิ ข้างเณรชั้วเดินหลบห่างเท้าหลวงตาตามหลังออกไปด้วย ทั้งเหลียวหน้าเหลียวหลังหวาดๆว่าจะถูกซ้ำเข้าอีก

หมอเถาและครูก้อนออกไปได้สักครู่ก็กลับเข้ามา นุ่งห่มรุ่มร่ามทั้งคู่ คือนุ่งผ้าอาบเก่าๆที่หลวงตาไม่ใช้แล้ว ยังแถมห่มแก้หนาวมาอีกคนละผืน พอย่างเข้ากุฏิ หลวงตาคนป่วยหนักก็หัวเราะหึเมื่อเห็นสารรูปศิษย์แต่งตัว

“บ๊ะ…แต่งเข้าลักษณะชีปะขาวทั้งคู่”

ครูก้อนเข้ามานั่งอยู่ข้างๆหลวงตา ส่วนหมอเถาถือผ้าขั้ริ้วติดมือมาด้วยก็เช้ดน้ำที่เปียกพื้นจนแห้งผาก พอคว้าห่อผ้าที่ตนเตรียมมาจากบ้านวางลืมไว้เมื่อครู่จะวางหลบไป

หลวงตาก็ทักขึ้น “ห่ออะไรน่ะหมอเถา”

หมอเถาอึกอักอยู่สักครู่ “ห่อร่วมยาคะรับ เตรียมๆมาเผื่อฉุกเฉินจะได้ใช้”

“อ้อ นึกว้าเตรียมด้ายตราสังมามัดศพฉันเสียอีก ไหนแก้ดูทีเร๊อะเตรียมหยูกยาอะไรมาบ้าง พ่อหมอจ๋า”

หมอเถาแก้ห่อผ้าขาวม้าหยิบออกมาทีละสิ่งและอธิบายสพรรพคุณ “นี่น้ำมันไพลผสมการะบูนทาแก้ขัดลม ขัดเส้น พวกอัมพรึกษอัมพาตอันนี้ลูกประคบอังไฟนวดให้ลมในเส้นมันเดินเป็นปกติ นี่ยาต้มถ่ายเส้นเอ็นดีนัก ผมเตรียมมาเพราะทราบว่าหลวงตาขาตาย”

“เออช่างรอบคอบดีแท้หมอเถา ขอบใจ” หลวงตายันตัวนั่งให้ถนัด “ไม่ถึงกับป่วยหนักอะไรหรอก เมื่อคืนมันนอนไม่หลับกระทั่งดึกใจคอมันฟุ้งซ่าน คิดแต่เรื่องทุกข์เรื่องสุขของสัตว์โลกผู้มีการมที่มาดูหมดกันมากมายก็เลยหาทางสงบเข้านั่งปฏิบัติอาณาปานสติ กำหนดลมหายใจระงับจิตให้มันหยุดไม่ได้ปฏิบัติมาช้านาน จิตมันพยศเหมือนม้าห่างฝึก เลยนั่งนานมาเกือบค่อนรุ่ง ข้างขาขัดเลือดขัดลม เป็น็็้้็นนตะคริว พอหายตะคริวก็หมอเรี่ยวแรงขาไปเลย ประจวบกับง่วงๆก็เลยนอนหลับสักตื่น เรียกเณรมาสั่ง เณรชั้วมันเลยเข้าใจว่าจะสิ้นลมเอาไปเลย”

หมอเถาฟังอาการแล้วไม่หนักใจ “หลวงตาอายุมากแล้วเลือดลมมันเดินตามเส้นไม่ถนัดนวดเปิดลมสักหน่อยก็คงจะพอทุเลาคะรับ”

“ก็นั่นน่ะซี ถึงสั่งเณรชั้วไปตามมา ก็จะให้นวดนี่แหละ แล้วเช้านี้มันเหงาๆว่างๆอยู่ก็อยากคุยกัน

ครูก้อนบ่น “เณรชั้วบอกข่าวทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น ผมน่ะวิ่งตามฝนมาน้ำตาไหลมาตลอดทางใจมันหายบอกไม่ถูก”

หมอเถาคลานเข้าจับลูบคลำขาหลวงตา กดตามประตูลมประตูเลือดตามความรู้ที่เล่าเรียนมา ทั้งกดเส้นคลายเส้นครบกระบวนการนวดทุกสถาน หลวงตาสูดปากร้อยโอย สลับกับออกปากชมว่ามันร้อนวูบวาบสบายดีแท้ๆ

สองศิษย์อาจารย์นวดไปคุยกันไปหลายเรื่องหลายราวทั่งเรื่องวัดเรื่องบ้านลงท้ายก็หวลกลับมาพูดถึงเรื่องโหราศาสตร์ ครูก้อนปรารภว่า “ครูสมศักดิ์แกรู้ข่าวเรื่องสามีแม่จำรัสถูกรถยนต์ชนตาย แกเสียใจมากและยกย่องหลวงตาไม่ขาดปากว่าดูได้ละเอียดถี่ถ้วน อยากจะมามอบตัวเป็นศิษย์ ขอศึกษาเล่าเรียนด้วยขอรับ”

หลวงตานิ่งขรึม ฟังอยู่ครู่หนึ่ง “อันความนั้นอาตมาไม่หวงแหนหรอก แต่การเป็นศิษย์อาจารย์กันต้องสังเสวนากันไปนานๆสักหน่อย เพื่อเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกัน ศิษย์ก็จะได้รู้น้ำใจอาจารย์และอาจารย์ก็จะได้เรียนรู้นิสัยศิษย์ว่าจะไปกันได้ตลอดหรือไม่ จู่ๆเข้ามาเป็นศิษย์อาจารย์กัน ไปวันข้างหน้าเกิดขัดใจกัน อาจารย์นินทาศิษย์ ศิษย์นินทาอาจารย์เสื่อมเสียด้วยกันทั้งคู่”

        “อันที่จริง ครูสมศักดิ์แกก็เป็นคนดี ผมรู้จักแกมาหลายปีแล้ว” ครูก้อนพยายามสนับสนุน

“เออ อ้ายคนดีนี่แหละสำคัญนักละ เพราะต่างคนต่างถือดีคบกันไม่ยืดก็มี ต่างคนไม่ยอมให้ใครดีกว่ามันก็คบกันไม่ยืดอีก มันเรื่องของคนดีๆมีความดีทั้งนั้น”

หมอเถาเห็นด้วยกับคติของหลวงตา “จริงครับ คนดี ถ้าอวดดีและถือดี ก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไป”

ครูก้อนเห็นท่าไม่ดีก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา “พูดถึงการเล่าเรียนโหราศาสตร์ ขณะนี้ไม่ว่าพ่อค้า ข้าราชการ ผู้ลากมากดี ต่างสนใจเรียนรู้กันมาก แต่เรียนๆไปมักไปท้อถอยเสียครึ่งๆกลางๆไม่ทันได้ผลกันเสียเป็นส่วนมากไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ร้อยคนจะได้ผลสักคนก็ทั้งยาก”

หลวงตาชื้นนิ่งตรึกตรองพูดช้าๆเหมือนพูดไปคิดไป การเล่าเรียนโหราศาสตร์ทุกวันนี้ มีอยู่หลายแบบหลายอย่างไม่เหมือนแบบอย่างเก่าๆเขา คนสมัยใหม่นี้เขาเล่าเรียนกันโดยซื้อหาหนังสือตำรับตำรามาเล่าเรียนเอาเองก็มาก ส่วนใหญ่จะรู้แต่เนื้อหา หลักเกณฑ์ภาคต้นๆอันเป็นพื้นฐานของโหราศาสตร์เท่านนั้น ส่วนความรู้ภาคสมบูรณ์คือ การพยากรณ์โดยเฉพาะพยากรณ์จร อันเป็นตอนสำคัญแทบจะไม่มีโอกาส แม้ตำรับตำราก็แทบจะไม่มีพิมพ์ขาย แบบโบราณแท้ๆเขาต้องเรียนกันแบบ “มุขปาฐะ” คือ เรียนกันต่อหน้าต่อตาทั้งศิษย์และอาจารย์จึงจะเรียนรู้ได้จริงๆเพราะ การสอนแบบนี้เขาเรียก “ฝึกสอน” คือ สอนทั้งเกณฑ์และฝึกการใช้กฎเกณฑ์ไปพร้อมกัน บางครูอาจารย์ไม่ยอมให้จดเสียซ้ำให้จำเอาแต่อย่างเดียว เพราะกลัวว่าความรู้ที่สอนมันไปอยู่ในสมุดหมด”

หมอเถาฟังเพลินตั้งหน้าตั้งตากดเอาๆแรงจนหลวงตาร้องโอยจึงได้สติขออภัย

หลวงตาอธิบายต่อ “อันว่าดาวมันก็มีอยู่เพียง 10 ดวง เรือนราศีมันก็มีอยู่เพียง 12 เรือน แต่เรื่องราวของมนุษย์มันยุ่งยากซับซ้อนร้อยแปดพันประการ การจะพยากรณ์เขาได้ถูกต้องแนบเนียน เขียนเป็นตำรับตำราก็ต้องเขียนพิมพ์กันสูงท่วมหัว ส่วนการเรียนจากปากอาจารย์ย่อมจะทำได้ดีกว่า เมื่อศิษย์ไม่เข้าใจตอนใด อาจารย์ก็จะขยายความทั้งอุปมาอุปมัย อาถาธิบายจนรู้ได้แจ้งชัด สุภาษิตจีนเขาว่า “อ่านตำรา 10 เล่ม ยังไม่เท่ากับสนทนากับผู้รู้เพียงท่านเดียว”

“จริงทีเดียวคะรับ” หมอเถาคอสองหลวงตา ผสมโรงชักตัวอย่าง “ตำรับตำราโหราศาสตร์เมื่อแรกๆก็ต่างคนต่างลอกเลียนคัมภีร์ของเก่ามาขายกัน แต่ต่อๆมาบัดนี้ตำรับตำราต่างลอกกันเอง จนไม่รู้ว่าใครลอกใครอ่านแล้ว วนเวียน เหมือนเดินอยู่ในเขาวงกฎ”

หลวงตาจุปากห้าม “อย่าไปตำหนิเขาหมอเถา จะกลายเป็นลบหลู่ผู้อื่นไม่ดี ตำราย่อมเป็นได้แต่เพียงแค่ตำรา คือสอนให้คนรู้ได้แต่ไม่อาจสอนให้คนสามารถได้”

“ถ้าเช่นนั้น จะเรียนความสามารถได้จากอะไรเล่าขอรับ” ครูก้อนรีบซักเพราะอยากรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน

“ก็วิธีที่อาตมาสอนครูก้อนกะหมอเถาต่อหน้าต่อตาแบบเก่าๆเขานั่นแหละ แต่อาจารย์ที่สอนให้สามารถดีที่สุดก็คือการฝึกฝนของตนเองนั่นแหละ หมั่นดูดวงของจริงพยากรณ์ของจริงให้มาก จะเกิดความรู้ความชำนาญ เมื่อนั้นเหละความรู้ความชำนาญจากของจริงๆจะสอนให้เรารู้ว่ากฎเกณฑ์ตามตำราข้อใดควรละเสีย กฎเกณฑ์ข้อใดควรยึดมั่นไว้ ตราบใดยังมัวขัดมั่นกฎเกณฑ์ตามตำราเอาไว้มากมายเป็นบ้าหอบฟางจะทายเขาไม่ออก”

“เขาว่ากันว่า คนจะเรียนโหราศาสตร์ได้ดีต้องมีดวงชะตาให้ผลอยู่ด้วย ข้อนี้เป็นความจริงไม๊ขอรับ”

“ว๊ะ วันนี้ครูก้อนช่างซักจริง” หลวงตาชื้นหัวเราะชอบใจ “ไม่ต้องไปดูดวงชะตาซึ่งเป็นของดูยาก ดูมันของง่ายๆทางธรรมแหละรู้ชัดๆ ดีกว่า คนที่จะเรียนรู้สิ่งใดๆถ้าขาดอิทธิบาท 4 เรียนอะไรก็ไม่สำเร็จทั้งนั้น

ข้อ 1 ก็คือ ฉันทะ คือมีความพอใจตั้งใจจริงในปฏิปทาที่ตนเล่าเรียนสม่ำเสมอ

ข้อ 2 ก็คือ วิริยะ มีความพากเพียรพยายามไม่ท้อถอย

ข้อ 3 คือ จิตตะ สนใจเอาใจใส่ทุ่มเทจิตใจในสิ่งนั้นเป็นเนืองนิจ

ข้อ 4 คือ วิมังสา การใคร่ครวญพิจารณาในข้อวัตรนั้นๆให้รู้เหตุรู้ผลเห็นแจ้ง

กฎสี่ข้อนี้ท่านเรียก “อิทธิบาท” แปลว่า “เข้าถึงความสำเร็จ”

 

เณรชั้วยกปั้นน้ำชาเข้ามาดูท่ายังหวาดลูกดีดเมื่อเช้า พยายามเลี่ยงปลายเท้าหลวงตาเข้ามาข้างๆ คุกเข่าประเคน หลวงตารับมารินดื่มแก้คอแห้งถึงสองถ้วยซ้อน และนิ่งนึกอยู่พักหนึ่ง

“มีเรื่องเกี่ยวกับอานุภาพแห่งอิทธิบาท 4 อยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริงมีตัวมีตนอยู่ คนเก่าๆท่านเล่าสูกันฟังว่าในสมัยพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 มีครูดนตรีอยู่ท่านหนึ่งมีฝีมือเป็นเอกอยู่ในกรุงมีลูกศิษย์ลูกหามาฝากตัวเป็นอันมาก แม้แต่จ้าวนายในราชนิกูล ครูดนตรีท่านมีบุตรชายอยู่คนหนึ่งเป็นคนมีกรรม จักษุทั้งสองข้างบอดสนิทอายุเพิ่งจะย่าง 10 ขวบเศษ เพลาศิษย์มาเรียนต่อเพลงซ้อมเพลงท่านก็ไล่ลูกชายให้ลงมาเล่นใต้ถุนเรือนเสียเสมอทุกครั้ง เป็นเช่นนี้ตลอดมาหลายปี กระทั่งอยู่มาคราวหนึ่งเป็นวันไหว้ครูซึ่งจะเป็นวันครอบครูแก่ศิษย์ผู้จบการเรียนแล้ว คอนนั้นยังเช้าอยู่บนเรือนว่างผู้คนมีแต่เครื่องดนตรีวางจัดไว้รับพิธี ตัวท่านครูดนตรีลงมาดูการงานอยู่ในโรงครัวหลังบ้าน

เหมือนเกิดอัศจรรย์ เสียงฆ้องวงบนเรือนลั่นบันลือบรรเลงเป็นเพลงกระหึ่มท่วงทำนองไพเราะเพราะนักหนา ได้ยินกันทั่วบริเวณบ้าน ท่านครูได้ยินถนัด ขนลุกซู่ตัวชา จะฟังเป็นผีมือศิษย์เอกคนใดคนหนึ่งที่สอนไว้ก็ผิดที เพราะมองไม่เห็นตัวว่าจะมีใครสามารถมีฝีมือถึงขั้นนี้จะว่าเป็นผู้อื่นก็มิใช่เพราะทางเล่นเป็นทางเดียวของท่าน ครูที่สอนศิษย์ไว้ทั้งนั้น สำเนียงฆ้องวงนั้น ทั้งตีกดตีเปิดเสียงทุ้ม กังวาลชัดทุกไม้ ทั้งลูกล้อลูกขัดพริ้วพราวครบเครื่อง จะมีคนฝีมือถึงเช่นนี้ได้ก็คือตัวท่านครูคนเดียวเท่านั้น”

ท่านครูก้าวแทบจะวิ่งขึ้นเรือน พอล่วงเข้าประตูเรือน ก็เห็นผู้บรรเลงนั่งองอาจอยู่กลางวงฆ้อง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนถูกผีหลอก ท่านสงบใจฟังจนเพลงจบท่อน ก็ถลาเข้ากอดหนุ่มผู้บรรเลงไว้แน่นเรียกได้คำเดียวว่า “ลูกพ่อ” จูบแก้มซ้ายขวาจนน้ำตาความตื้นตันเปื้อนสองแก้มเจ้าหนุ่มลูกชาย ผู้ตาบอดทั้งสองข้างนั้นเอง

ครั้นซักไซร้ไล่เลียงเอาความ ลูกชายก็เล่าว่าทุกครั้งที่พ่อไล่ลงมาเล่นใต้ถุนบ้าน ก็ไม่รู้จะเล่นอะไรเพราะตามองอะไรไม่เห็น ได้แต่นั่งฟังเสียงพ่อต่อเพลงสองศิษย์อยู่บนเรือนทุกวันเป็นเดือนเป็นปี จนจดจำทำนองขึ้นใจ เมื่อรำคาญอยู่เฉยๆ จึงไปเก็บกะลามะพร้าวมาวางแทนลูกฆ้อง ขณะพ่อสอนไปก็ตีตามไปทุกวัน ปีแล้วปีเล่าจนแม่นยำขึ้นใจ ตกตอนกลางคืนพ่อหลับแล้วก็คลานออกมาแอบเข้าวงฆ้องเอามือจับต้องใช้นิ้วเคาะเบาๆ ซ้อมเพลง จนแคล่วคล่องชำนาญไม่ติดขัด จนแทบจะมองเห็นลูกฆ้องทุกลูก มาวันนี้เป็นวันไหว้ครูจึงแสดงฝีมือหวังให้พ่อครอบให้เช่นศิษย์อื่นๆ เขาบ้าง

บุตรชายตาบอดของท่านครูผู้นี้ชื่อทั่ว ต่อมาเป็นนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วกรุงสยาม ได้ตำแหน่งในกรมมหรสพหลวงเป็นจางวางทั่ว และมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมืองเช่นเดียวกับท่านครูผู้พ่อ ดูเหมือนชีวิตท่านจะอยู่มาจนกระทั่งสงครามญี่ปุ่นแต่ชื่อเสียงท่านยังกึกก้องมาจนทุกวันนี้

หมอเถาหยุดนวดไปเมื่อไร ทั้งผู้นวดและเจ้าของขาก็ไม่รู้สึก ส่วนครูก้อนนั่งนิ่งมองปากผู้เล่า มีความรู้สึกซาบชึ้งต่ออานุภาพแห่งอิทธิบาท 4 ตามเรื่องจริงที่หลวงตาเล่า

หมอเถาได้ฟังเรื่องเก่าๆ ที่น่าตื่นใจ ก็กระหายจะฟังอีก จึงยิ้มประจบ “ผมอยากฟังเรื่องทำนองนี้อีกคะรับหลวงตา ได้ทั้งความรู้และสาระประโยชน์

“เออ พอกันทีว่ะ” หลวงตาหัวร่อรู้ทันความคิดศิษย์ “อีตอนแรกน่ะเป็นตะคริวขาอีตอนนี้แหละจะเป็นตะคริวปากแทน”







Copyright © 2010 All Rights Reserved.
มูลนิธิสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ สถานที่ตั้ง เลขที่ 24 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน แขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
โทรศัพท์ 02-4243377 Email : horathaimail@yahoo.com


eXTReMe Tracker



www.horawej.com เวปนิตยสาร โหราเวสม์  เพื่อการศึกษาค้นคว้า โหราศาสตร์ และศาสตร์ต่าง ๆ รวมทั้งโปรแกรมผูกดวงต่าง ๆ มากมาย ทางเรายินดี เป็นศูนย์กลางของการเผยแพร่ ความรู้ทางศาสตร์ แห่งโหรศาสตร์ และอื่น ๆ ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใดหากท่านใดต้องการรับการพยากรณ์เชิญในห้องกระทู้ มีอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคอย ตอนรับท่าน อยู่หลายท่าน เรียนเชิญครับ ด้วยความเคารพอย่างสูง webmaster horawej@horawej.com