ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกระทู้ > enneagram ( นพลักษณ์ ) แผนภูมิ...

enneagram ( นพลักษณ์ ) แผนภูมิจิตใจ


   กระทู้นี้ตั้งขึ้นเพียงเพื่อนำ ข้อมูลความรู้อีกทางด้านนึง ที่นอกเหนือจากความรู้ทางด้านโหราศาสตร์  แต่สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน   ผมไม่ได้มีเจตนาอื่นใดในการนำ บทความทางด้านนี้มาโพส นอกเหนือจากการเสนอให้ทราบและเข้าใจเท่านั้น  เผื่ออาจจะมีประโยชน์บ้างเล็กน้อยแก่ผู้ต้องการ

***********************************************************

ENNEAGRAM คือ คือแผนภาพรูปวงกลมที่อธิบายถึงจิตใจของมนุษย์

คำว่า ENNEAGRAM เป็นภาษากรีก แปลว่า แผนภาพเลขเก้า เนื่องจากตามหลักของ ENNEAGRAM จิตใจของมนุษย์แบ่งเป็นประเภทหลัก ๆ ได้เป็นเก้าประเภท (ไทป์) แต่ละประเภทแทนด้วยจุดเก้าจุด ที่เรียงอยู่บนเส้นรอบวงของวงกลมด้วยระยะห่างที่เท่า ๆกัน ได้แก่

1. ไทป์หนึ่ง - นักปฏิรูป

2. ไทป์สอง - นักบุญ
3. ไทป์สาม - ผู้ชนะ
4. ไทป์สี่ - ศิลปิน
5. ไทป์ห้า - นักปราชญ์
6. ไทป์หก - เพื่อนยาก
7. ไทป์เจ็ด - เจ้าสำราญ
8. ไทป์แปด - ผู้นำ
9. ไทป์เก้า - ผู้รักสงบ
บุคลิกภาพของมนุษย์ทุกคน จะอธิบายได้ด้วยไทป์ใด ไทป์หนึ่ง ในเก้าไทป์นี้ ซึ่งเป็นลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด และอาจพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หรือต่ำลงก็ได้เมื่อโตขึ้น แต่จะไม่มีวันเปลี่ยนไปจากไทป์ที่ตัวเองเป็นไปได้

******************************************************

จุดศูนย์กลางสามแห่ง

ความแตกต่างของแต่ละไทป์มาจากการที่บุคลิกภาพของคนเรามีจุดสนใจอยู่สามแห่ง ได้แก่ ความรู้สึก ความคิด และสัญชาตญาณ แต่ละไทป์จะมีจุดสนใจอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง และปัญหาที่เกิดขึ้นกับจุดสนใจนั้นจะแตกต่างกัน ทุกคนจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับปัญหาที่เกิดขึ้นกับจุดสนใจนั้น ๆของตัวเอง

ไทป์ของความรู้สึก ไทป์ของความคิด ไทป์ของสัญชาตญาณ
(ภาพพจน์) (ความกลัว) (ความโกรธ)
หัวใจ สมอง ท้อง
ไทป์สอง - เปิดเผยความรู้สึกเกินพอดี ไทป์ห้า - ปกปิดความคิดมากเกินไป ไทป์แปด - เปิดเผยสัญชาตญาณมากเกินไป
ไทป์สาม - หลีกหนีความรู้สึก ไทป์หก - หลีกหนีความคิด ไทป์เก้า - หลีกหนีสัญชาตญาณ
ไทป์สี่ - ปกปิดความรู้สึก ไทป์เจ็ด - เปิดเผยความคิดเกินพอดี ไทป์หนึ่ง - ปกปิดสัญชาตญาณ

*******************************************************

อิทธิพลของไทป์รอบข้าง
อย่างไรก็ตาม บุคลิกภาพของคนส่วนมาก มักไม่สามารถอธิบายได้ด้วยไทป์ของเขาเพียงไทป์เดียว ทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลจากไทป์ที่อยู่ถัดไปในวงกลมทั้งสิ้น คนที่ได้รับอิทธิพลจากไทป์ข้างเคียงน้อย จะมีลักษณะของไทป์หลักอย่างชัดเจน ส่วนคนที่ได้รับอิทธิพลจากไทป์ข้างเคียงมาก ก็จะดูคล้ายไทป์ข้างเคียงได้บ้างในบางเรื่อง แต่ก็ยังคงลักษณะส่วนมากเป็นของไทป์หลักอยู่ เปรียบเสมือนว่า บุคลิกภาพของคน ๆหนึ่ง ก็คือจุด ๆหนึ่งบนแผนภาพวงกลม ถ้าจุด ๆนั้นอยู่ใกล้กับไทป์หลักมาก ก็จะมีบุคลิกของไทป์หลักอย่างชัดเจน แต่หากอยู่ไกลก็จะแสดงบุคลิกภาพของไทป์ถัดไปออกมาด้วยมาก
ตัวอย่างเช่น ไทป์ห้า อาจมีลักษณะของ ไทป์สี่ ปน หรือไม่ก็มีลักษณะของ ไทป์หก ปน เพราะทั้งไทป์สี่และไทป์หกเป็นไทป์ที่อยู่ข้างเคียงไทป์ห้า แต่จะไม่มีใครในโลกนี้ที่เป็น ไทป์ห้า แต่มีลักษณะของ ไทป์แปด (หรือไทป์อะไรก็ตามที่ไม่อยู่ชิดกับไทป์ห้า) ปนเป็นอันขาด



ผู้ตั้งกระทู้ BW :: วันที่ลงประกาศ 0000-00-00 00:00:00 IP : 124.121.5.84


[1]

ความเห็นที่ 26 (1008533)
ความเห็นที่ 18 (885582)

เยอะมาก -*- จะเปิดอีกกระทู้ก็เกรงใจ เจ้าของเว็บ โพสมากกว่านี้ก็เรียกได้ช้า   เอาเป็นว่า ถ้าใครสนใจอยากอ่านต่อ ก็ เข้าไปที่เว็บ www.dekisugi.net/enneagram  ได้ครับ จะมีรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก



ผู้แสดงความคิดเห็นBw ( ) วันที่ลงประกาศ 04-04-2007 16:25:20
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-06-19 12:23:39 IP : 124.121.2.202


ความเห็นที่ 25 (997349)
http://www.dekisugi.net/enneagram/index.jsp
ผู้แสดงความคิดเห็น จีระนันท์ วันที่ตอบ 2007-06-12 02:41:19 IP : 124.121.32.62


ความเห็นที่ 24 (997345)
เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับคนทั่วไปครับ แต่ขณะเดียวกัน ผมขอแนะนำว่า น่าจะแนะนำที่มา หรือทำลิงค์เชื่อมโยงไปยังเว็บดั้งเดิมด้วยจะเหมาะมาก [url=http://www.dekisugi.net/enneagram/index.jsp]คลิกที่นี่ครับ [/url]
ผู้แสดงความคิดเห็น จีระนันท์ วันที่ตอบ 2007-06-12 02:28:28 IP : 124.121.32.62


ความเห็นที่ 23 (955859)

คิดว่า การก๊อป***เวปของคนอื่นมาโดยไม่ได้ขออนุญาต และก็ไม่ได้ให้เครดิต เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น รุ่ง วันที่ตอบ 2007-05-15 10:45:07 IP : 125.24.55.60


ความเห็นที่ 22 (886127)

9. ผู้สงบ

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

"ไทป์เก้า" แรงจูงใจ มีความสงบในจิตใจ อยู่ท่ามกลางแวดล้อมที่มีแต่ความปรองดอง อนุรักษ์สิ่งต่าง ๆอย่างที่มันเป็น หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แรงกดดัน ปัญหา และข้อบังคับ

ในจิตของ "ไทป์เก้า" ราวกับว่ามีใครสักคนกำลังขี่จักรยานในวันที่อากาศโปร่ง อย่างสบายอารมณ์ ทุกสิ่งดูรื่นรมย์ไปทั้งหมด จิตใจของเขาเป็นหนึ่ง ความรู้สึกเป็นตัวตนของพวกเขาได้จากการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และพวกเขาจะพยายามรักษาความกลืมกลืนเป็นหนึ่งเดียวนี้ไว้ให้นานที่สุด การเป็นคนรับรู้สิ่งต่าง ๆทำให้พวกเขาพอใจในสิ่งเป็นเป็นอยู่ แทนที่จะระแวงสงสัยหรือพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ จึงเป็นคนที่เปิดใจกว้าง มองโลกในแง่ดี แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ "ไทป์เก้า" ไม่ยอมรับว่าแท้ที่จริงโลกที่สวยงามก็มีสิ่งยากลำบากที่ต้องการการจัดการอยู่ด้วย พวกเขาอาจปฏิเสธว่ายางแบน และไม่คิดจะซ่อมมันเพราะนั้นหมายถึงการยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น "ไทป์เก้า" ปฏิเสธว่ามีปัญหาอยู่เพื่อมิให้ความสงบในจิตใจของตัวถูกรบกวน พวกเขายอมทุกอย่างเพื่อที่จะได้รู้สึกสงบ ซึ่งบางครั้งนำมาซึ่งความเดือดร้อนของคนรอบข้าง แต่ "ไทป์เก้า" กลับทำเหมือนมองไม่เห็น

ตัวอย่างบุคคล

Abraham Lincoln, Joseph Campbell, Carl Jung, Ronald Reagan, Gerald Ford, Queen Elizabeth II, Princess Grace of Monaco, Walter Cronkite, Walt Disney, George Lucas, Garrison Keillor, Sophia Loren, Kevin Costner, Keanu Reeves, Woody Harrelson, Ron Howard, Ringo Starr, Whoopi Goldberg, Janet Jackson, Nancy Kerrigan, Linda Evans, Ingrid Bergman, Perry Como, Jim Henson, Marc Chagall, Norman Rockwell, "Edith Bunker", "Marge Simpson"

กับสัญชาตญาณ

"ไทป์เก้า" หลีกหนีแรงขับจากสัญชาตญาณ และความสามารถในการข้องแวะกับสิ่งแวดล้อม พวกเขาสร้างความสงบขึ้นในใจ และระวังไม่ให้สิ่งแวดล้อมมารบกวน ในเวลาเดียวกันก็ระวังไม่ให้แรงขับจากจิตไร้สำนึกมามีอิทธิพลหรือก่อความไม่สงบขึ้นในใจ ดังนั้นเมื่ออยู่ในระดับดี "ไทป์เก้า" ทำความสมัครสมานกลมเกลียวในเกิดขึ้นรอบตัว อาจโดยทางตรงคือ ปลอบประโลมคนอื่น หรือทางอ้อมโดยการใช้ความคิดสร้างสรร และการสื่อสารซึ่งประทับใจคน นั้นคือ พวกเขาทำประโยชน์ให้สังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็มีอิทธิพลต่อสังคม เพื่อสนับสนุนความสงบในใจตัวด้วย แต่เมื่อไรที่ "ไทป์เก้า" เข้าสู่ระดับต่ำลง พวกเขาจะทำเพื่อความสงบในใจตัวแต่เพื่ออย่างเดียว หลีกหนีเรื่องน่าหนักใจทั้งปวง หนีกหนีผู้คน และเริ่มมองคนอย่างในอุดมคติของตัว เพื่อจะได้รู้สึกสงบ

โดยพื้นฐานแล้ว "ไทป์เก้า" มองหาความเป็นอิสระส่วนตัว ต้องการที่ว่างส่วนตัวเพื่อที่จะได้มุ่งสู่จุดมุ่งหมายของตัวได้สะดวก ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับ "ไทป์แปด" และ "ไทป์หนึ่ง" แต่ "ไทป์เก้า" จะมีปัญหาในการเรียกร้องสิทธิ เพราะกลัวว่าจะเป็นก่อให้เกิดความขัดแย้ง จึงเก็บกดความต้องการเอาไว้ พวกเขาหาทางออกโดยการ เลิกติดต่อกับคนรอบข้าง หรือมองคนอื่นอย่างที่ใจอยากให้เป็นแทนที่จะมองตัวตนที่แท้จริง เก็บการพัฒนาตนเอาไว้ข้างใน เพื่อรักษาเสถียรภาพและความสงบในใจเอาไว้ ในระยะยาวจะไม่เป็นผลดี เพราะ พวกเขาจะไม่มีวันได้เป็นตัวของตัวเอง และทำอะไรอย่างที่อยากทำได้ดังที่หวังไว้ด้วยวิธีการแบบนี้

ในขณะที่ "ไทป์เก้า" มองคนอื่นอย่างอุดมคติ พวกเขามองตัวเองอย่างดูถูกด้วย พวกเขายกสิ่งที่ตนอยากมีแต่ไม่มีให้เป็นสิ่งที่คนอื่นมีไปหมด พวกเขามองว่าคนอื่นมี ความเข้มแข็ง ความกล้าเรียกร้องสิทธิ ความมั่นใจในตัวเองกันทุกคนในขณะที่ตนไม่มี แต่พวกเขาก็ไม่ได้รู้สีกกังวลเพราะไม่ค่อยใส่ใจตัวเองสักเท่าไร สิ่งที่พวกเขาจดจ่อก็คือข้อดีของคนอื่น ๆ "ไทป์เก้า" แต่ละคนจะมีสิ่งที่ตนให้ค่าต่างกัน แต่พวกเขาทุกคนล้วนแล้วแต่แสวงหาคนที่มีสิ่งที่ตนให้ค่า และคิดว่าตัวเองขาดไปอยู่ พฤติกรรมนี้ "ไทป์เก้า" อาจไม่รู้ตัว แต่พวกเขาจะรู้ตัวว่าตัวเองบูชาใครสักคนอยู่เสมอ แต่มักถูกใจคนที่ดูกล้าเรียกร้องสิทธิ หรือกระตือรือร้น จิตไร้สำนึกของพวกเขาต้องการจะเป็นหนึ่งเดียวกับเขาเหล่านั้น เพื่อจะได้รับเอาสิ่งที่ตนขาดไป การที่ต้องยึดคนอื่นเป็นแบบนี้ ทำให้ตัวตนของพวกเขาถูกสร้างขึ้นอย่างอ่อนแอ และไม่ยอมพัฒนาตัวเอง ความสงบภายในจิตใจกลายเป็นสิ่งเดียวที่มีจูงใจเขา

"ไทป์เก้า" ในระดับดีเท่านั้นที่รู้จัก เลือกทางที่ตัวเองอยากเป็น และทำสิ่งที่ให้ประโยชน์กับตัวเอง ในขณะที่ในระดับปานกลาง พวกเขาเฉื่อยชา พวกเขายังคงมีไฟอยู่ภายใน แต่ใช้ไปกับการต่อต้านความจริง พวกเขาใช้พลังไปกับการป้องกันเขตแดนสองอย่าง อย่างหนึ่งคือกันสิ่งแวดล้อมไม่ให้มากระทบจิตใจที่สงบอยู่ภายในตัว และสองคือบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในใจด้วย อาทิ ความรู้สึก ความทรงจำ ความคิด หรืออะไรก็ตามที่อาจทำลายความสงบภายในจิตใจ สิ่งที่ตามมาก็คือ "ไทป์เก้า" ต้องชดใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อรักษาเขตแดนสองอย่างนี้ไว้ พวกเขาไม่อาจรักใครได้ หากไม่สร้างความเป็นตัวเองขึ้นมา และนั้นต้องการการรบกวนความสงบภายในใจ ต้องการเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่ขมขื่น "ไทป์เก้า" มักสนใจหนังสือจิตวิทยาพัฒนาตน การสัมมนาเชิงจิตวิทยา หรือคอร์สฝึกตนต่าง ๆ แต่จะเลือกสนใจอันที่สอนให้เราสบายมากกว่าลำบาก คือเลือกเอาแต่สิ่งที่ตรงใจตัว

ปัญหาของการกดเก็บและความก้าวร้าว

ไทป์ในกลุ่มสัญชาตญาณล้วนแล้วแต่มีปัญหาเรื่องการกดเก็บบางอย่าง พวกเขาชดเชยสิ่งหนึ่งมากเกินไปจนขาดสิ่งหนึ่งไป สำหรับ "ไทป์เก้า" พวกเขากดเก็บความต้องการเรียกร้องสิทธิของตนเสีย เพื่อแลกกับความปรองดอง การเก็บกดอาจรุนแรงมากจนตัวตนของเขาไม่ทำงาน อาจไม่นับตัวเองเป็นมนุษย์ อาศัยคนอื่นตลอดเวลา หรืออยู่ในโลกมายา พวกเขาตัดขาดจากความเป็นจริงเพื่อความสงบในจิตใจ

การรักสงบไม่ผิด แต่ในระดับล่าง ๆ "ไทป์เก้า" รักษามันมากเกินไป พวกเขายอมทุกอย่าง และไม่เห็นว่าบางทีคนเราก็ควรต่อสู้บ้าง พวกเขามองว่าการเรียกร้องสิทธิคือความก้าวร้าว และมันบ่อนทำลายมิตรภาพ พวกเขากลัวความรู้สึกอยากเรียกร้องสิทธิ เพราะมันเป็นเสมือนคลื่นยักษ์ ที่รบกวนความสงบของใจ เมื่อถึงระดับหนึ่ง "ไทป์เก้า" รู้สึกว่าตนปราศจากความก้าวร้าว แต่ที่จริงความรู้สึกก้าวร้าวไม่ได้หายไปไหน มันยังคงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของ "ไทป์เก้า" อยู่ดี พวกเขาแก้ปัญหาเรื่องความก้าวร้าวของตัวเองด้วยการเมินเฉยมัน ดังนั้นเมื่อพวกเขาแสดงความก้าวร้าวออกมา พวกเขาจะปฏิเสธว่ามันเป็นความก้าวร้าว ความสงบในใจที่ตนพยายามรักษาไว้บางทีก็คือการหลอกตัวเอง พวกเขาไม่รู้ตัวว่าที่ตนรักษาความสงบของใจไว้ ตนได้แยกตัวเองออกจากตัวเอง และความเป็นจริง การเฉื่อยชา การปฏิเสธ และการทำไม่สนใจคนรอบข้าง แท้ที่จริงคือการก้าวร้าวเงียบ "ไทป์เก้า"ก้าวร้าวกว่าที่ตนคิด และความก้าวร้าวนั้นทำร้ายตัวเองและผู้อื่นด้วย

การเข้าหาพ่อแม่

"ไทป์เก้า" เข้าหาทั้งพ่อและแม่ ผู้เลี้ยงดูและผู้ปกป้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของพวกเขา "ไทป์เก้า" ใช้พลังสมองและพลังใจส่วนใหญ่ไปกับการรักษาตัวตนแบบนี้ไว้ให้เป็นหนึ่ง โลกส่วนตัวของเขาจึงเป็นเหมือนการรักษาสมดุลระหว่างพ่อ แม่ และความต้องการส่วนตัว

"ไทป์เก้า" ในระดับดี ไวและเปิดรับโลกภายนอก โดยเฉพาะพ่อแม่ของตัว ในวัยเด็กพวกเขาได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างอย่างมาก ถ้าชีวิตวัยเด็กอบอุ่น พวกเขาก็จัดการกับชีวิตได้อย่างง่ายดาย มีเวลาเหลือให้จัดการชีวิตตัวเอง แต่หากไม่อบอุ่น พวกเขาจะหลีกหนีความคิด และความรู้สึกที่แสนจะเจ็บปวด และยุ่งเหยิงของตน รวมทั้งหาวิธีที่จะหลีกหนีสิ่งรอบตัวที่ไม่น่าพิศมัย เฉกเช่นเด็กที่ร้องเพลงดัง ๆ หรือเหม่อลอยนึกถึงช่วยเวลาที่ตนมีความสุข ในขณะที่พ่อแม่ของตนทะเลาะกันดัง ๆอยู่อีกห้องหนึ่ง

การเข้าหาทั้งพ่อและแม่ สร้างความรู้สึกอบอุ่น และความเป็นตัวตนให้กับ "ไทป์เก้า" เพราะเมื่อกับว่าตัวตนไปสิ่งที่ได้รับมา แต่เมื่อ "ไทป์เก้า" โตขึ้นพวกเขาจะรู้สึกว่าตัวตนที่เขายึดถืออยู่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ( "ไทป์สาม" ก็รู้สึกแบบนี้) และตัวตนของเขาต้องขึ้นอยู่กับสิ่งภายนอกตัวเอง ( "ไทป์หก" ก็รู้สึกแบบนี้) และการที่ตัวตนของเขาเป็นไปเพื่อสนับสนุนพ่อแม่ แล้วที่ว่างสำหรับตัวของเขาเองจะอยู่ที่ไหน "ไทป์เก้า" รู้สึกเหมือนในตัวเขาเต็มไปด้วยเรื่องของพ่อแม่ และคนอื่น ๆ ที่มีบทบาทต่อชีวิตของเขา ดังนั้นการแสวงหาความเป็นอิสระ และการพึ่งตนเองจะกลายเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา บางครั้งการตัดสินใจด้วยตัวเองของ "ไทป์เก้า" ในเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ เขาทำอย่างจริงจัง และปกป้องจุดยืนอย่างดุเดือด สักวันหนึ่งเมื่อ "ไทป์เก้า" เข้าใจตัวเองดีขึ้น พวกเขาจะสามารถเลิกนิสัยบางอย่าง และเรียกร้องโลกส่วนตัวของเขาได้อย่างสบายใจมากขึ้น

ชีวิตของ "ไทป์เก้า" จำเป็นต้องสร้างความสมัครสมานระหว่างตนกับคนรอบข้างเอาไว้ เริ่มแต่เด็ก พวกเขาสร้างตัวตนจากความผูกพันที่มีกับพ่อแม่ การแยกทางกันหรือความไม่ปรองดองกันของพ่อแม่จึงเป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวมากสำหรับ "ไทป์เก้า" มันเป็นเสมือนกับตัวตนของเขาถูกรบกวนไปด้วย พวกเขาจะรู้สึกเต็มก็ต่อเมื่อคนที่เขาผูกใจไว้เต็ม ในระดับดี พวกเขาใช้พรสวรรค์ในตัวสร้างความรู้สึกเต็มให้กับคนรอบข้าง แต่เมื่ออยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาหลอกตัวเองว่าคนอื่นกำลังรู้สึกเต็ม และจะเริ่มสูญเสียคนรอบข้างที่ตนผูกผันไปเรื่อย ๆ

ปัญหาของการระลึกตัวและความเป็นเอกเทศ

ที่จริงแล้ว "ไทป์เก้า" เป็นตัวของตัวเอง และมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง ทั้งที่บางทีพวกเขาไม่คิดอย่างนั้น ถ้าหากเขาเมินเฉยต่อจุดนี้ และไม่สร้างความปรองดองอย่างแท้จริงกับคนรอบข้าง พวกเขาจะลำบากเพราะการหลงอยู่ในอุดมคติว่าสิ่งรอบตัวมีแต่ความปรองดองนั้นเป็นเพียงมายาที่ใช้ไม่ได้ผล ในระดับเสื่อมที่สุด "ไทป์เก้า" เป็นคนที่น่ารำคาญ และเป็นคนเห็นแก่ตัว แต่สังเกตได้ยากเพราะดูเหมือน "ไทป์เก้า" จะทำอะไรเพื่อคนอื่น พวกเขาเห็นแก่ตัวในรูปแบบของ การยอมแลกเอาทุกอย่างกับความรู้สึกสงบภายในใจ พวกเขาหลีกเลี่ยง ความกังวลใจ ความก้าวร้าว เรื่องตื่นเต้น หรือความรู้สึกอะไรก็ตามที่ทำให้ไม่รู้สึกสงบ ทุกวิถีทาง แม้แต่การตัดขาดคนรอบข้าง สิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ตัวเอง การยึดติดสันติภาพเขากับการที่สมองต้องปลอดโปร่งไร้กังวล ทำให้พวกเขาสูญเสียความสามารถในการจัดการชีวิต พวกเขาล่องลอยไร้เป้าหมาย การตัดสินใจไร้ประสิทธิภาพ นำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้ใจไม่สงบเพิ่มขึ้นอีก นานเข้าสิ่งที่เขาทำลงไปจะบังคับให้เขาต้องยอมรับความเป็นจริงมากขึ้น แต่ในระดับเสื่อม "ไทป์เก้า" ไม่มีพลังพอที่จะปรับปรุงอะไรได้อีกแล้ว

ในระดับดี "ไทป์เก้า" เป็นคนที่มีความสุขมาก พวกเขาเป็นฝ่ายรับความเป็นจริง มองคนรอบข้างอย่างที่พวกเขาเป็น ความสงบในใจของพวกเขามั่นคงพอที่จะรับความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริงได้ เติบโตและเป็นตัวของตัวเอง แต่เมื่อไรก็ตามที่ "ไทป์เก้า" เริ่มแสวงหาความสงบด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม พวกเขาจะเริ่มกลัวการเปลี่ยนแปลง คิดเข้าข้างตัวเอง และไม่จัดการกับความเป็นจริง เข้าสู่ระดับเสื่อมในที่สุด

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้แนะนำ"

ระดับสูงสุดของ "ไทป์เก้า" พวกเขาจะให้อิสระกับตัวเองในการที่จะเป็นนายของตัวเอง ด้วยเพราะพวกเขาเอาชนะความกลัวความสูญเสีย และการถูกแยกตัวจากคนอื่น พวกเขาเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขารู้สึกพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่อย่างที่สุด เพราะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคน ๆหนึ่ง คนที่ไม่มีวันแยกตัวไปจากเขา คนนั้นคือตัวเขาเอง พวกเขาได้พบกับความสงบที่พวกเขาแสวงหามาตลอด คือการได้เป็นหนึ่งกับตัวเอง ความรู้สึกแบบนี้น้อยคนบนโลกใบนี้จะได้เจอ มันเป็นต้นกำเนิดแห่งความสวยงาม ความคิดสร้างสรร และความสุข

แม้จะดูเป็นคนสงบนิ่งไม่หวั่นไหว แต่พวกเขาก็มีชีวิตชีวาในเวลาเดียวกัน พวกเขารับรู้ความคิด ความรู้สึก และความต้องการของตน รวมถึงความก้าวร้าวใด ๆที่ตนมี พวกเขาเข้าใจว่า การมีความก้าวร้าวภายใน มันต่างกับ การแสดงความก้าวร้าวออกมาให้คนอื่นเดือดร้อน ความเป็นตัวของตัวเองทำให้พวกเขาดึงเอาตัวตนของเขาออกมาให้คนอื่นรับรู้ได้ ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจึงดีขึ้นเมื่อได้แสดงความเป็นตัวตนลึก ๆออกมา

พวกเขาเคารพตัวเอง มีความทรนง ด้วยเพราะเห็นคุณค่าที่แท้จริงของตัวเอง หาใช่เพราะการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือคิดเข้าข้างตัวเองไม่ พวกเขามีภาพลักษณ์ของการเป็นคน ๆหนึ่ง พวกเขาเห็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองจึงเห็นคนอื่นด้วย พวกเขาไม่มองคนอื่นอย่างอุดมคติ แต่มองคนอื่นอย่างที่คนนั้นเป็น พวกเขาจึงได้รับความรักที่เป็นรูปธรรมมากกว่า

พวกเขามีกำลังต่อสู้กับปัญหา เพราะพบความเป็นหนึ่งที่แท้จริงในใจ พวกเขาเป็นคนที่เต็มแล้ว ไม่ใช่เพราะสมบูรณ์แบบ แต่เพราะพร้อมที่จะเผชิญความจริง พวกเขาอยู่กับปัจจุบัน จัดการกับชีวิต สิ่งนี้เป็นสิ่งที่มองเห็นจากภายนอกได้ยาก ความเป็นหนึ่งเดียวกันข้างในเป็นพลังที่ "ไทป์เก้า" ในระดับนี้โดดเด่นกว่าไทป์ใด ๆ พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง และกับโลกภายนอก มองตัวเองเป็นของขวัญสำหรับคนอื่น และคนอื่นก็เป็นเหมือนของขวัญสำหรับตน เราต่างมีข้อดีที่แตกต่างกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน

ระดับสอง "ผู้ตั้งรับ"

การเป็นนายของตัวเอง เป็นเรื่องที่รักษาไว้ได้ยากสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะพวกเขามีความกลัว กลัวจะเสียสมดุลและความเป็นหนึ่งเดียวที่ตนรู้สึกต่อสิ่งรอบข้าง และคนที่มีความสำคัญสำหรับตน ถ้าเขายอมแพ้ความกลัวนี้ "ไทป์เก้า" จะสร้างความสงบโดยการไม่ตื่นตัว พวกเขาจะเริ่มไม่ค่อยตระหนักว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ คนอื่นๆ และสิ่งรอบตัวกำลังมีอะไรเกิดขึ้น และความต้องการที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งแวดล้อมจะทำให้พวกเขาสูญเสียความเป็นตัวเองไป

"ไทป์เก้า" พัฒนาตัวตนจากการดูพ่อแม่เป็นต้นแบบ ดังนั้นพวกเขาจึงถนัดที่จะดูคนอื่น สนใจคนอื่นแทนที่จะเป็นตัวเอง เป็นฝ่ายรับตลอดไม่มีรุก พวกเขามองคนอื่นแทนตัวตนจนไม่รู้สึกตัวเอง ไม่สงสัยตัวเอง และไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง พวกเขามีความรักและความห่วงใยให้กับคนอื่น

ใจของพวกเขาสงบ จึงทนทานต่อความเครียด และเรื่องน่ารำคาญ เป็นคนที่ดูสบายใจ ไม่รนรานง่าย ๆ จิตใจของเขาไร้เดียงสา และไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่เอาเปรียบใคร และไม่เข้าใจคนที่ชอบเอาเปรียบคนอื่น พวกเขาจึงเป็นไทป์ที่ไว้ใจได้มากที่สุด พวกเขาไว้ใจตัวเอง ไว้ใจคนอื่น และไว้ใจชีวิต พวกเขามองอย่างไม่ตัดสิน ยอมรับทุกสิ่งอย่างที่เป็น เป็นที่พึ่งทางใจให้คนอื่นเมื่อคนเหล่านั้นต้องการ ถ่อมตัว สุภาพ และเข้าหาได้ง่าย ไม่วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ข่มขู่ พวกเขาไม่เคยคาดหวังใครสูงเกินไป พอใจง่าย และไม่ค่อยเบียดเบียนใคร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่วิจารณ์ใครเลย หรือเป็นฝ่ายตั้งรับให้กับทุก ๆคน คนไม่ชอบ "ไทป์เก้า" ก็มี แต่ "ไทป์เก้า" เป็นไทป์ที่ปฏิบัติต่อคนที่ตนไม่ชอบอย่างดีที่สุดแล้ว

แม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกสบายใจท่ามกลางผู้คน แต่พวกเขาชอบธรรมชาติ พวกเขารักการแล่นเรือ ปีนเขา แค้มปิ้ง ทำสวน หรือดูแลสัตว์มาก ความสงบและลึกลับของธรรมชาติโดนใจพวกเขา เพราะพวกเขาผูกตัวตนไว้กับธรรมชาติด้วย "ไทป์เก้า" รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับอะไรก็ตามที่ใหญ่โตกว่าตน ที่จริงพวกเขาผูกตัวตนไว้กับทุกสิ่ง คนอื่น ธรรมชาติ สัตว์ นามธรรม สัญลักษณ์ ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวให้กับ "ไทป์เก้า" พวกเขาไม่มองชนชาติว่าเป็นนามธรรม แต่มองเป็นสิ่งมีชีวิต มองสัตว์เลี้ยงเป็นเหมือนคน ชนบทมีสิ่งลี้ลับแฝงตัวอยู่ ผีสางนางไม้ล้วนมีอยู่รอบตัวไปหมด จินตนาการเหล่านี้ของ "ไทป์เก้า" เป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดคนอื่นด้วย เพราะความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลเป็นสิ่งที่ทุกคนก็อยากเป็น "ไทป์เก้า" มองโลกอย่างไร้เดียงสา อะไรก็ดูสุขไปหมด มองโลกนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ด้วยเหตุผลนี้ "ไทป์เก้า" จึงไวต่อภาษากาย พวกเขารู้สึกคุ้นเคยกับภาพ หรือสัญลักษณ์ พวกเขาคิดอะไรเป็นสีสันมากกว่าคำพูด สนใจดนตรี รู้สึกเป็นสุขเมื่อได้เสพดนตรี ร้องเพลง หรือเล่นดนตรี พวกเขาอาจปล่อยใจไปกับดนตรี เสียงพ้องหูต่าง ๆในดนตรีทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเป็นหนึ่งเดียว และล่องลอยไปกับสิ่งรอบตัว

"ไทป์เก้า" ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ พวกเขาจึงมองเรื่องเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสืบพันธุ์ เป็นธรรมดาโลก ความคิดแบบปลงนี้นำมาซึ่งความสงบในจิตใจพวกเขา พวกเขาไม่ต่อต้านความเป็นไปของธรรมชาติ และไม่รู้สึกประหลาดกับการมีชีวิตอยู่ พวกเขายอมรับความเป็นไปของโลก

ระดับสาม "ผู้พิทักษ์สันติ"

ความสงบของพวกเขาจะได้รับการกระทบกระเทือนเมื่อไรก็ตามที่ขัดแย้งกับคนรอบข้าง พวกเขาจึงห่วงความสงบมาก และพยายามทำให้ทุกคนรอบตัวรักกัน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยที่ดี พวกเขาจริงจังกับคำติเตียนของคน เข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล และมองเห็นจุดที่จะทำให้คนที่มีเรื่องกันพบกันครึ่งทาง พวกเขาเห็นค่าของการร่วมแรงร่วมใจกันมากกว่าการแบ่งพรรคแบ่งพวก

"ไทป์เก้า" มีจุดดีหลายอย่างมาก มองเห็นสาเหตุของความบาดหมาง และเอาตัวเขาแก้ไข ดึงดูดให้คนหันมารักสงบเพราะตัวเองทำเป็นตัวอย่าง คนอื่นจะรู้สึกสงบเมื่ออยู่ใกล้ มองโลกแง่ดี ชอบมองแต่จุดดีมากกว่า ให้อภัยคน เป็นมิตร เป็นคนน่ารัก สนุกสนานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ไม่เสแสร้ง ปฏิบัติต่อคนทุกระดับอย่างทัดเทียม เป็นคนง่าย ๆและรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ คนที่ไม่ชอบ "ไทป์เก้า" ต้องเป็นคนที่ประหลาดมาก

พวกเขาทำประโยชน์ให้คนรอบตัวเสมอ ใครที่ได้เป็นคนใกล้ชิดของ "ไทป์เก้า" ไม่ว่าจะเป็น คู่สมรส ลูก ๆ หรือเพื่อนสนิทจะได้รับประโยชน์ การช่วยเหลือคนรอบข้าง ทำให้สิ่งรอบตัว "ไทป์เก้า" ดูดี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนของ "ไทป์เก้า" เอง

"ไทป์เก้า" จะพูดตรง ๆเมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าจำเป็นต้องเอ่ยปาก ซึ่งบางเรื่อง ถ้าเป็นไทป์อื่นก็ต้องคิดถึงเรื่องการเมืองก่อนจะพูดออกไป ในขณะที่ "ไทป์เก้า" พูดอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้ง ไร้เดียงสาอย่างเด็ก แต่ก็ประกอบด้วยปัญญาอย่างผู้ใหญ่ คำพูดของ "ไทป์เก้า" เป็นข้อสังเกตที่มีค่ายิ่ง และควรที่จะรับฟัง

"ไทป์เก้า" มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ดี พวกเขาเป็นแพทย์ หรือนักบำบัดที่ดี มักทำงานในวงการสุขภาพและโภชนาการ แต่เราก็พบ "ไทป์เก้า" ได้ในทุกวงการ "ไทป์เก้า" ที่ทำงานเก่ง ๆมักสนใจเรื่องการบำบัดด้วยเป็นส่วนตัว มักชอบเข้าฝึกอบรมสมาธิ โยคะ หรือเทคนิคการลดความเครียด สนใจเรื่องที่อธิบายไม่ได้ และติดตามคนที่เก่งในเรื่องการทำตัวให้เข้ากับธรรมชาติ

ในระดับดี "ไทป์เก้า" สามารถดึงเอาความคิดสร้างสรรออกมาจากจิตไร้สำนึกได้ดี พวกเขาสร้างงานศิลป์ ที่มองโลกในแง่ดี ตามสไตล์ของพวกเขา แม้ว่าจะเป็นคนง่าย ๆแต่ก็มักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสูง เพราะดึงความสามารถของคนอื่นออกมาได้ดี และเป็นนักสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น คนทั่วไปมักประเมิน "ไทป์เก้า" ต่ำเพราะความที่ "ไทป์เก้า" ไม่ชอบแข่งขัน และไม่ค่อยเรียกร้องความสนใจ ผู้คนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับ "ไทป์เก้า" จนกระทั้ง "ไทป์เก้า" ได้สร้างประโยชน์ให้กับสังคมเรียบร้อยแล้ว

ระดับสี่ "ผู้ยึดถือตามบทบาท"

ในระดับปานกลาง "ไทป์เก้า" ดูไม่แตกต่างกับตัวเองในระดับดี เมื่อมองจากภายนอก แต่ในใจพวกเขาแตกต่างกัน ในระดับดี "ไทป์เก้า" อยู่กับตัวเองและคนรอบข้าง ในขณะที่ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" กดตัวเองไว้หลังฉาก หลีกหนีการเป็นจุดสนใจ หลุดออกจากตนเองและคนรอบข้างเพื่อรักษาความสงบของสิ่งแวดล้อมรอบตัว

ในระดับดี "ไทป์เก้า" เอาตัวเข้าแลก เพื่อความสมัครสมานสามัคคีในหมู่คณะ แต่การทำแบบนั้นทำให้ "ไทป์เก้า" เริ่มรู้สึกกลัว กลัวว่าการยื่นมือของตัวเองจะไปรบกวนคนอื่น และทำให้เกิดการกระทบกระทั้งขึ้น จึงเริ่มเข้าสู่ระดับปานกลาง ซึ่งกลับกลายเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นจริง ๆ เพราะในขณะที่คนรอบข้างต้องการให้ "ไทป์เก้า" ตอบสนอง แต่ "ไทป์เก้า" กลับนิ่งเสีย "คืนนี้คุณอยากทานอะไร" "ฉันไม่แคร์ คุณอยากไปไหนก็ไป"

"ไทป์เก้า" เริ่มลดความต้องการส่วนตัว และยอมคนอื่นทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั้ง บทบาทของ "ไทป์เก้า" ในสังคมเริ่มถูกกำหนดโดยคนอื่น และกลายเป็นเพียงเครื่องในการอำนวยความสะดวกสาธารณะ การเรียกร้องสิทธิดูเหมือนการเล่นละครสำหรับ "ไทป์เก้า" พวกเขาตรงกันข้ามกับ "ไทป์สาม" ที่ต้องการออกหน้าออกตาตลอดเวลา "ไทป์เก้า" ระวังไม่ให้ตัวเป็นเป้าสนใจ และกลายเป็นคนธรรมดา ๆอย่างเด็กข้างบ้าน คนงานโรงงาน หรือนักดนตรีคนหนึ่งในวงโยธาวาฑิต ไม่มีบทบาทสำคัญใด ๆ

พวกเขาชอบทำตัวเป็นบริกร เริ่มมองคนที่ตนฝากตัวตนไว้อย่างอุดมคติ ยิ่งคน ๆนั้นยิ่งมหัศจรรย์เท่าไร ตนก็ยิ่งมหัศจรรย์เท่านั้น ยิ่งมองคนนั้นอย่างอุดมคติเท่าไร "ไทป์เก้า" ยิ่งรู้สึกเป็นหนึ่งกับตัวเอง ผลก็คือพวกเขาลดคุณค่าในตัวเองลง ลืมที่จะพัฒนาตัวเอง เป็นเหมือนแม่ที่มีชีวิตอยู่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของลูก ๆ มันไม่ผิดถ้าเด็กยังเล็ก ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ถ้าโตแล้ว แม่ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ พวกเขาจะลืมใส่ใจตัวเอง ความปรารถนาของตนคือความปรารถนาของลูก ความคิดของตนคือความคิดของลูก ๆ "ไทป์เก้า" จะเริ่มมองว่าตัวเองคือ คน ๆหนึ่งซึ่งมีหน้าที่หลายอย่างต้องทำ หน้าที่เหล่านั้นล้วนแล้วแต่ต้องทำเพื่อบริการคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น แม่ที่ดีของลูก พลเมืองดีของสังคม หรืออะไรก็ตามที่สังคมกำหนดให้ พวกเขาต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ต้องสมัครงาน ความคิด ความรู้สึก และการกระทำทุกอย่างล้วนกำหนดโดยสังคมทั้งสิ้น และตนก็ยอมรับ

นี่เป็นเหตุให้ทุกคนมอง "ไทป์เก้า" เป็นคนธรรมดา ๆ เป็นกาวสังคมที่คอยติดรอยร้าวตรงไหนก็ได้ ที่สังคมอยากให้ติด "ไทป์เก้า" รับความคิดที่สังคมทั่วไปยึดถือมาหมด พวกเขาจะแต่งตัว ประพฤติตัว และทำตามพิธีการที่สังคมยอมรับ การได้รับการยอมรับเป็นเรื่องสำคัญ คอยทำตามคนข้างบ้าน และระวังที่จะทำอะไรแปลก อนุรักษ์นิยมไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทำให้ใส่ใจกับอดีต พวกเขาชอบอยู่กับอดีตเพราะเป็นสิ่งที่รู้หมดแล้ว คิดถึงบรรยากาศเก่า ๆ คาดหวังให้สิ่งใหม่ ๆมีอะไรเหมือนเดิม เมื่ออยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง พวกเขามักคิดถึงเรื่องดี ๆในอดีต เพราะทำให้รู้สึกดีขึ้น พวกเขารับเอาสิ่งธรรมเนียมปฏิบัติมาใช้ง่ายเกินไป

ระดับห้า "ผู้ให้ความร่วมมือ"

เสถียรภาพทางอารมณ์ของ "ไทป์เก้า" ในระดับปานกลางขึ้นกับการรักษาความเชื่อ และอุดมคติของตนไว้ไม่ให้สั่นคลอน ดังนั้นในระดับนี้ "ไทป์เก้า" จะกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ยอมทำอะไรที่อาจทำให้ต้องผิดหวัง จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติโดยไม่คิดจะควบคุมเลย พวกเขาเริ่มมีปรัชญาที่สนับสนุนความขี้เกียจ หรือการอยู่เฉย ๆ "ไม่เห็นจะมีอะไรน่าเป็นห่วงเลย ไม่ต้องคิดมาก" พวกเขาจะเอาตัวออกห่างความยุ่งยากทุกอย่าง สบายใจไปวัน ๆ ไม่อยู่กับปัจจุบัน ทำอะไรไม่มีไฟ มองอะไรธรรมดา เหมือน ๆกันไปหมด เป็นคนเฉย ๆไม่ตื่นเต้นกับอะไรทั้งนั้น ไม่ยอมรู้สึกกับอะไรทั้งสิ้น คำว่า"สูง"ของเขา ไม่สูงนัก คำว่า"ต่ำ"ของเขาก็ไม่ต่ำนัก พวกเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังเป็นคนไร้ความรู้สึก พวกเขากำลังผลักตัวเองออกจากการใช้ความรู้สึกทั้งปวง คนรอบข้างจะสังเกตถึงความเป็นไปนี้ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ดูเหมือน "ไทป์เก้า" ไม่ได้อยู่กับพวกเขาทั้งตัว ล่องลอย ดูคล้ายกำลังล่องลอยไปในโลกของความคิด หรือไม่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย

ไม่มีอะไรฉุกเฉินสำหรับพวกเขา พวกเขาไม่ทุ่มเทพลังความคิดให้กับอะไรถ้าไม่จำเป็น หรือจวนตัว ไม่สนใจรายละเอียด ขี้ลืม ไม่มีสมาธิกับงานที่ทำ ใจลอยทุกระยะเปลี่ยนเรื่องคุยเร็ว จับประเด็นได้ยาก เหมือนกับไม่ได้สนใจสนทนา ช่างฝัน ชอบนึกถึงอุดมคติที่ตนชอบ ไม่สนใจโลกแห่งความเป็นจริง ถ้าเป็นคนมีการศึกษา จะชอบคุยปรัชญา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ แต่ก็เป็นเพียงเพื่อฆ่าเวลา มากกว่าที่จะพยายามสร้างสรรอะไรขึ้นมาด้วยความพยายาม

เพื่อหลอกตัวเองว่ากำลังใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่า "ไทป์เก้า" จะมีเอี่ยวกับทุกโครงการ และทุกกิจกรรม ซึ่งทำให้ตนได้มีสังคมมากขึ้นมาอีกนิด แต่หาได้เกี่ยวกับตนจริง ๆไม่ พวกเขาพบว่า การพัฒนาตัวเองช่างยากเย็น และรู้สึกลำบากที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันที่สะดวกสบายอยู่แล้ว ทุกอย่างดูเป็นเรื่องน่าเวียนหัว และกลับไปทำอะไรเดิม ๆทุกที

พวกเขาใจลอย มองนาฬิกาแต่ก็ไม่ได้ดูเวลา พวกเขาจะใจลอยทันทีเมื่อเจอสิ่งที่ไม่อยากทำ จนกลายเป็นนิสัย เหมือนคนละเมอ ทำอะไรอยู่แต่ก็ไม่รู้ตัวว่าทำ พวกเขาทุ่มเทพลังในตัวให้กับการรักษาความสงบ หลีกเลี่ยงเรื่องตื่นเต้น ความสบายกาย สบายใจต้องมาก่อน ทำอะไรที่ไม่ค่อยมีประโยชน์เพื่อฆ่าเวลา เช่น นั่งดูทีวีที่เปิดอยู่แต่ไม่ได้ใส่ใจ หรือเดินไปมารอบบ้าน อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นอย่างชาชิน เหมือนคนที่ติดยากล่อมประสาทเสียจนลืมความรู้สึกของคนมีสติไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่า ความเฉื่อยชาของจิตใจ ไม่เหมือนกับการไม่ทำอะไรเลย เพียงแค่เป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นก่อนเท่านั้น "ไทป์เก้า" ในระดับนี้อาจเป็นผู้บริหารองค์กรระดับพันล้าน แต่ในใจพวกเขาก็ตัดขาดตัวเองออกจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ การไม่เอาตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นกลไกการป้องกันอย่างหนึ่งของ "ไทป์เก้า" พวกเขามีเอี่ยวกับทุกเรื่องแต่เพียงเล็กน้อย ไม่มีผลกระทบอะไรที่จะทำให้พวกเขาเดือนร้อนมากได้ พวกเขาอาจงานยุ่ง แต่ก็ยังคงไม่ร้อนใจ

พวกเขาติดต่อกับคนอื่นในฐานะของบทบาททางสังคม เป็นการหลีกเลี่ยงการเอาตัวไปเกี่ยวข้องอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ยังใจลอยเพื่อหลีกหนีปัจจุบันอีกด้วย พวกเขาไม่หาเหตุผลให้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่คิดว่าผลที่ตามมาจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง ไม่คิดละเอียด ไม่ลังเลสงสัย คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นไปอย่างเรียบร้อยโดยไม่เอะใจ

การไม่ตระหนักเกี่ยวกับตัวเองเป็นสาเหตุสำคัญของนิสัยของ "ไทป์เก้า" พวกเขาไม่เคยตั้งใจกับอะไรเลยแม้แต่ตัวเอง พวกเขาจึงประสบปัญหาอย่างมากเมื่อมีอะไรมากระทบ และกลายเป็นต้นเหตุของปัญหาได้อีกด้วย พวกเขาอำนวยความสะดวกให้คนรอบข้าง ทำตัวแบบ "ผม อะไรก็ได้" เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั้ง แต่ผลที่ตามมาก็คือการโกรธคนอื่นอย่างเงียบ ๆ โกรธที่คนอื่นไม่รู้ใจตน แม้ว่าตัวเองก็ไม่ค่อยมั่นใจว่าตัวเองต้องการอะไรกันแน่ แต่พวกเขาก็คิดว่า ความโกรธนี้ทำลายความสงบของจิตใจ พวกเขาจึงกดเก็บมันไว้ เริ่มที่จะหลีกหนีความรู้สึกของตัวเอง

"ไทป์เก้า" แบ่งคนรอบข้างออกเป็นสองกลุ่ม หนึ่งคือคนที่ตนฝากตัวตนเอาไว้ สองคือคนอื่นที่เหลือทั้งหมด คนกลุ่มหลังไม่มีความหมายใด ๆต่อ "ไทป์เก้า" บางทีเราจะเห็น "ไทป์เก้า" ไม่สนใจคนเหล่านี้เลย ราวกับว่าไม่มีคนเหล่านี้อยู่ในโลก แต่ในเวลาเดียวกัน "ไทป์เก้า" ก็ไม่ได้ทุ่มเทพลังกับคนกลุ่มแรก "ไทป์เก้า" มองคนอย่างอุดมคติ จึงสนใจความคิดอุดมคติเกี่ยวกับคนนั้นมากกว่าที่จะให้ความสนใจคนนั้นจริง ๆ ทำให้คนรอบข้างคิดว่า "ไทป์เก้า" ไม่สนใจพวกเขาจริง ๆ และเลิกทุ่มเทเวลาให้กับ "ไทป์เก้า" ทั้งสองฝ่ายต่างเลิกรากันไป

ระดับหก "

ถ้าการอยู่เฉย ๆไม่ได้ผล "ไทป์เก้า" ก็ต้องพบกับความขัดแย้งอยู่ดี "ไทป์เก้า" ในระดับนี้พยายามลดความสำคัญของตัวเองลง พวกเขาไม่รู้เลยว่าความยุ่งยากจะเกิดขึ้น หากทำตัวเฉื่อยชาแบบนี้ และคนอื่นจะต้องเป็นผู้เข้าแก้ปัญหาแทนให้ ในระดับนี้ ที่จริง "ไทป์เก้า" มีปัญหาหลายอย่าง แต่พวกเขาภูมิใจที่ใช้วิธีอดทนกับมันแทน คิดเอาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ทนเอาหรือเห็นว่าไม่เห็นจะเป็นไรแทน ถอยหนีอย่างเดียว มันไม่ได้เป็นการมองโลกแง่ดีอีกต่อไป มันคือความเห็นแก่ตัว "ฉันไม่อยากฟัง ไม่อยากรับรู้ใด ๆ"

พวกเขาผ่านชีวิตแบบต้องทนให้ได้ ทนชีวิตครอบครัวที่ไม่มีความสุข ทนที่ทำงานที่น่าเบื่อ แทนที่จะเสี่ยงแก้ไขสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะเห็นด้วยกับคนอื่นเหมือนเดิม "ไทป์เก้า" เริ่มพัฒนาตัวไปสู่การเพิกเฉยทุกอย่างเสีย

ปัญหามันอยู่ที่ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีปัญหา ถ้าใครโกรธพวกเขาที่ไม่ยอมทำอะไร พวกเขาจะรีบเอาใจคนนั้น ทำทุกอย่างเพื่อลดความรุนแรง เมื่อคนอื่นหายโกรธก็คิดว่าปลอดภัยแล้ว จึงทำตัวเหมือนเดิมอีก ปัญหาที่อยู่เป็นดินพอกหางหมูซับซ้อนขึ้นจนมองไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ดิ้นรนที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งมากเสียจนให้ความหวังอย่างผิด ๆด้วยการมองปัญหาให้เป็นเรื่องเล็กไปหมด พวกเขาพร่ำบอกคนอื่นให้สงบจิตสงบใจไว้ ทุกอย่างจะดีเอง คนรอบข้างจะทน "ไทป์เก้า" ได้ยาก เพราะ "ไทป์เก้า" จะไม่ยอมทำอะไรเลยทำให้ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับ "ไทป์เก้า" ให้รู้เรื่องหรือแก้ไขสถานการณ์ได้เลย เป็นเรื่องที่น่าเศร้าสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะ ที่จริงพวกเขาอยากเป็นหนึ่งเดียวกับคนรอบข้าง แต่กลับทำตัวหลุดลอยออกจากคนอื่นเสียเอง ในทางตรงกันข้าม หากใครพยายามจะยื่นมือเข้าช่วย "ไทป์เก้า" พวกเขาจะดื้อดึงและโมโห "อย่ามายุ่งกับฉัน" "ทำไม่เธอจึงไม่ยอมรับฉันอย่างที่ฉันเป็น" "ไทป์เก้า" ต้องการที่จะมองปัญหาว่าเล็ก เพื่อให้ทุกคนกลับเข้าสู่ภาวะสงบสุข ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ฉลาดเลย พวกเขาตัดสินใจอย่างโง่ ๆ ถ้าพวกเขาได้รับการบังคับให้จัดการกับปัญหาที่ตนเองสามารถจัดการได้ "ไทป์เก้า" จะผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆจะในที่สุดก็ไม่ตัดสินใจ เมื่อโดนบีบให้ทำ พวกเขาจะหลอกตัวเองว่าทำไปเยอะแล้วทั้งที่แทบไม่ได้ทำอะไรเลย บ่อยครั้งที่ "ไทป์เก้า" เริ่มทำไปได้นิดเดียวก็หยุด ทำให้คนที่ฝากความหวังไว้ต้องผิดหวัง

"ไทป์เก้า" เป็นพวกที่ทนต่อสภาพที่ไม่น่าอภิรมย์ได้เป็นระยะเวลานาน ๆเพราะ พวกเขาอยู่ในโลกของคำอธิษฐาน พวกเขาเชื่อมั่นในปาฏิหารย์ สักวันคงมีเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเอง หรือถ้าหากตนอดทนเอาไว้ สักวันหนึ่งปัญหาเหล่านั้นก็จะหมดไปเอง พวกเขาเชื่อว่าอนาคตจะดีได้เองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้ "สักวันหนึ่ง คงมีเรือลาดตระเวนเห็นเรา" หรือ "สักวันหนึ่งคงมีเจ้าชายมาสู่ขอ" พวกเขาเฝ้ารอคอยความฝันที่เป็นจริง

คนรอบข้างมักรู้ดีว่าจะต้องเอาไฟรนก้น "ไทป์เก้า" จึงจะช่วยให้ "ไทป์เก้า" หลุดจากสภาพนี้ได้ แต่คนรอบข้างมักรู้สึกลำบากใจที่จะทำ "ไทป์เก้า" ดูเป็นคนที่ดีเสียจนไม่มีใครอยากกดดันหรือทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเสียใจ ทุกคนจึงปล่อยเลยตามเลย ซึ่ง "ไทป์เก้า" ก็ต้องการเพราะทำให้รู้สึกไม่ถูกรบกวน ความเห็นแก่ตัวของ "ไทป์เก้า" เริ่มชัดเจนในระดับนี้ แล้ว เพราะ "ไทป์เก้า" ไม่รู้ตัวว่าที่จริงแล้ว การสร้างความสงบให้กับตัวเองนำมาซึ่งความเดือดร้อนของคนอื่น พวกเขาสังเวยคนอื่นเพื่อรักษามายาที่ว่า รอบข้างตนมีแต่ความสงบ ที่จริงแล้วพฤติกรรมแบบนี้จัดเป็นความก้าวร้าว แต่มันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครจะสังเกตออก ไม่มีใครในโลกนี้เป็นความจริงสำหรับ "ไทป์เก้า" เพราะ "ไทป์เก้า" สร้างอุดมคติให้กับทุกคน พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นในจินตนาการ แต่กลับไม่มีกับคน ๆนั้นตัวจริง

"ไทป์เก้า" ใช้พลังทั้งหมดภายในในการปิดกั้น ความกลัว และความวิตกกังวลของตน พวกเขายอมคนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คนรอบข้างสมเพช "ไทป์เก้า" และความสัมพันธ์แบบสบาย ๆกำลังจะหมดไป

ระดับเจ็ด "พรมเช็ดเท้า ผู้ปฏิเสธ"

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะเผชิญปัญหา และการกระทบกระทั้ง พวกเขาไม่ยอมรับว่าปัญหามีอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องรู้สึกกังวล หรือเจ็บปวดใจ พวกเขาคงความสัมพันธ์กับคนอื่นไว้ในจินตนาการ พวกเขาดื้อรั้นและเพิกเฉยต่อการกดดันให้ปรับปรุงอย่างสิ้นเชิง บางครั้งปัญหาเป็นเรื่องที่แก้ได้ง่าย ๆแต่ "ไทป์เก้า" กลับไม่ยอมทำอะไรกับมัน

พวกเขาทุ่มพลังทั้งหมดไปกับการป้องกันตัวให้พ้นจากความเป็นจริงทิ่มแทงตน ยากที่ใครจะเจอเข้าถึงตัว "ไทป์เก้า" เพื่อแก้ไขพฤติกรรมนี้ ราวกับว่า "ไทป์เก้า" ปิดประตูกั้นโลกส่วนตัวของเขาเอาไว้ไม่ให้ใครแตะต้อง จากคนที่เคยเปิดเผยกลายเป็นคนที่เข้าถึงได้ยาก พวกเขาจะโกรธใครก็ตามที่พยายามบังคับให้เขาทำอะไรก็ตาม แต่วิธีเดียวที่ "ไทป์เก้า" ใช้ในการแสดงความโกรธ คือการปิดกั้นคนอื่นไม่ให้เข้าหามากขึ้น การต่อต้านอย่างเงียบจัดเป็นความก้าวร้าวรูปแบบหนึ่งซึ่ง "ไทป์เก้า" ใช้ตลอด ยกเว้นบางคราวที่ความโกรธถูกยับยั้งไว้ไม่ทัน

โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์เก้า" ตกเป็นเหยื่อ หรือเป็น"พรมเช็ดเท้า" ของคนทั่วไป พฤติกรรมที่ชอบลดบทบาทตัวเอง กลายเป็นการยอมให้ตัวเองถูกหลอกใช้ ด้วยความที่กลัวจะขัดแย้งกับคนอื่น หรือกลัวเสียเพื่อน (พวกเขามีความนับถือตัวเองต่ำ) พวกเขาจึงไม่ใคร่จะป้องกันตัวเองจากการถูกหลอกใช้ แม้ว่า "ไทป์เก้า" จะโกรธอย่างยิ่งเมื่อถูกหลอกใช้ พวกเขาก็จะเก็บกดความโกรธทั้งหมดเอาไว้ เพราะไม่ต้องการให้อารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นมีทำลายสมดุลของจิตใจ และตัวตนของเขา

อาการเก็บกดนี้ทำให้ "ไทป์เก้า" อ่อนล้ามาก พวกเขาซึมเศร้า สับสน และทำอะไรไม่ถูก พวกเขาไม่มีกะใจที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรให้กับตัวเองได้เลย และเนื่องจาก "ไทป์เก้า" ขาดความสามารถในการตัดสินใจที่จะทำอะไรให้กับตัวเอง พวกเขากลายเป็นคนที่เมินเฉยต่อหน้าที่ทั้งต่อคนอื่นและตัวเอง ไม่ไปหาหมอเวลาป่วย ไม่สนใจว่าภรรยาหรือลูกจะเจ็บป่วยหรือผิดปกติอะไร ทำงานไม่ได้ถ้ากำลังรู้สึกเศร้า คนรอบข้างที่ต้องพึ่งพา "ไทป์เก้า" จะรู้สึกได้ทันทีว่า "ไทป์เก้า" เป็นที่พึ่งต่อไปไม่ได้อีก การที่จะให้ "ไทป์เก้า" ทำอะไรสักอย่างมันยากเย็นเหลือเกิน

ด้วยเหตุที่ "ไทป์เก้า" ปฏิเสธที่จะรับรู้ความจริงอย่างดื้อร้น ทำให้พวกเขากลายเป็นคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ พวกเขาไม่มีพลัง เพราะใช้มันไปกับการปัดความเป็นจริงให้พ้นตัว แทนที่จะจัดการกับความเป็นจริง ผลก็คือ อาการซึมเศร้า พวกเขาเฉื่อย ต้องพึ่งคนอื่น และทำกิจกรรมได้ไม่กี่อย่าง "ไทป์เก้า" รับแรงกดดันไม่ได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูน่าเศร้าไปหมด หรือทุกสิ่งต้องอาศัยความกระตือรืนร้นมากเกินกว่าที่พวกเขามี บ่อยครั้งที่คนอื่นจะต้องยื่นมือเข้ามาจัดการเรื่องของ "ไทป์เก้า" แทน เพราะพวกเขาปฏิเสธที่จะเผชิญกับมัน

ความขัดแย้งระหว่างบุคคลจะทวีความรุนแรงในระดับนี้ เมื่อความปาดหมางระเบิดขึ้น "ไทป์เก้า" มันจะงงที่พบว่าแท้ที่จริงคนอื่นกำลังมีความคิดในแง่ลบกับตนอย่างมาก พวกเขาไม่รู้ตัวว่า การทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ของเขาได้สร้างความลำบากและบันดาลโทสะให้คนรอบข้าง และเมื่อพวกเขาได้รู้ความจริงว่าตนได้ทำให้คนที่ตนฝากตัวตนเอาไว้ต้องเจ็บปวด พวกเขาจะเกิดความวิตกกังวล และรู้สึกผิดอย่างมาก ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกหมดอาลัย และการฆ่าตัวตายได้ การกดเก็บในอดีตได้กันพวกเขาไม่ให้รู้ว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิดพลาด และเมื่อได้รู้ตัวภายหลังมันก็สายเกินแก้ตัวใหม่ กลายเป็นความรู้สึกที่ทิ่มแทงใจ "ไทป์เก้า"

ระดับแปด " หุ่นกระป๋องไร้ชีวิต"

แรงกดดันจากความเป็นจริง และความขัดแย้งกับคนรอบข้าง อาจรุนแรงขึ้นจน "ไทป์เก้า" ต้องตัดขาดตัวเองจากโลกความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองต้องรับรู้มัน พวกเขาหวาดกลัวความวิตกกังวลมาก จนมีพัฒนาการถอยกลับไปเป็นทารก หรือกลายเป็นคนความจำเสื่อม เพื่อตัดตัวเองออกจากโลกความจริงอย่างสมบูรณ์ เป็นเหมือนหุ่นกระป๋อง ไม่รู้สึก ไม่ตอบสนอง ราวกับว่าวิญญาณได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว อาการปฏิเสธความจริงของ "ไทป์เก้า" ดูน่าตกใจมาก บางทีพวกเขาอาจสูญเสียแขนขาไป แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้สูญเสีย หรือคิดว่ามันจะงอกขึ้นมาได้อีก พวกเขาอาจปฏิเสธว่าตนถูกไล่ออกจากงาน หรือได้หย่าขาดจากคู่สมรสไปแล้ว อาการเหล่านี้จะเริ่มกลายเป็นวิถีชีวิตโดยปกติของพวกเขาไปในที่สุด มันคือวิถึชีวิตแห่งการไม่มีวิถีชีวิต

พวกเขาดำรงชีวิตอยู่ในสายหมอก รู้สึกราวกับว่าชีวิตจริงคือฝันร้าย พวกเขาต้องฝันเอาเพื่อหลีกหนีความเป็นจริงไม่ให้เข้าหาตัวเขาเอง แน่นอนในระดับต่ำ คนทุกไทป์หลีกหนีความเป็นจริงเพื่อจะได้ถอยมาตั้งหลักที่จะจัดการกับมันให้ได้ แต่ "ไทป์เก้า" หนีความเป็นจริงเพราะคิดว่าคงไม่มีทางกลับไปเผชิญกับมันได้อีกแล้ว

ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" เป็นเหมือนผู้เคราะห์ร้ายที่เพิ่งหายช็อคจากอุบัติเหตุ พวกเขาสับสนเกี่ยวกับตัวตน และสิ่งรอบข้าง ในระดับเจ็ด โรคซึมเศร้า ก่อตัวขึ้น แม้ว่าจะทำให้พวกเขาดูสร้อยซึม แต่บางเวลาพวกเขาอาจระเบิดความโกรธออกมาให้เห็นอย่างไม่คาดคิดแบบคนเป็นฮิสทีเรีย พวกเขาอาจดูเหม่อลอยพักหนึ่ง แล้วก็ร้องไห้เป็นวักเป็นเวรในอีกพักต่อมา พวกเขากำลังถอยหลังกับไปอยู่กับความทรงจำในอดีต เพื่อหลีกเลี่ยงฝันร้ายในปัจจุบัน "ไทป์เก้า" เต็มไปด้วยความโกรธแค้นคนรอบข้าง แต่พวกเขาไม่รู้ตัว เพราะการปล่อยให้ความโกรธพุ่งพล่านออกมาเป็นเรื่องเลวร้ายสำหรับ "ไทป์เก้า" มันทำร้ายความรู้สึกสงบของจิตใจที่พวกเขาปรารถนา แต่อาการโกรธพูมพายเป็นระยะ ๆก็มีให้เห็นเป็นระยะ ๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นอกเหนือจากอาการอิสทีเรียที่ "ไทป์เก้า" มีไว้หลีกหนีความเป็นจริงแล้ว พวกเขายังต้องหลีกหนีตัวเองอีกด้วย เพราะความกังวลใจที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวกำลังทำลายความสงบในใจเขา ชีวิตเป็นเหมือนฝันร้ายที่ "ไทป์เก้า" ได้แต่หวังว่าสักวันจะตื่น แต่ปัญหาสำหรับ "ไทป์เก้า" ณ ระดับนี้แล้วมักจะยากที่จะแก้ และส่งผลกระทบต่อชีวิตของ "ไทป์เก้า" มาก ทางเดียวที่จะหลีกหนีความเป็นจริงและความวิตกกังวลก็คือการหลีกหนีตัวเองให้ได้มากที่สุด

ระดับเก้า "ผี ผู้หลีกหนีตัวเอง"

ถ้ามีสิ่งใดกดดัน "ไทป์เก้า" ในระดับนี้ พวกเขาจะทุกข์ทรมานกับความสับสนทางบุคลิกภาพ และการติดต่อกับโลกของความเป็นจริง ไม่รู้ไม่เห็นตัวเอง ถ้าหากเขาเคยได้รับความรุนแรงในวัยเด็กพวกเขาจะมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการสับสนทางบุคลิกมาก พวกเขามีหลายบุคลิกในตัวเอง เพื่อต่อสู้กับความขัดแย้งในจิตใจ และพยายามสร้างตัวตนขึ้นจากความขัดแยังนั้น ความฝัน พวังค์ และอาการทางอารมณ์หลากหลาย ผ่านเข้ามาและผ่านไป ราวกับว่าตัวตนของเขาได้แตกสลายไปแล้ว เหลือแต่เศษเสียวของบุคลิกต่าง ๆที่มาแทนที่เพื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบตัวต่อไป

การหลีกหนีตัวเองไปอยู่กับกลุ่มบุคลิกภาพที่แตกสลายเป็นเพียงทางออกทางเดียวสำหรับ "ไทป์เก้า" คนที่เราเห็นนี้ไม่ใช่ "ไทป์เก้า" แต่เป็นคนอื่นที่ "ไทป์เก้า" อาศัยในการดำรงชีวิตแทน บุคลิกเหล่านี้คือร่องรอยในอดีตของ "ไทป์เก้า" ที่ฝากตัวตนไว้กับคนบางคนในชีวิต พวกเขามีชีวิตอยู่ แต่ก็ไม่เหมือนเป็นชีวิตคนตัวเอง ความที่ "ไทป์เก้า" ไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่มองตัวเองเป็นบุคคลคนหนึ่งในสังคมได้ทำให้พวกเขากลายเป็นเช่นนี้ในระดับนี้ พวกเขาเป็นคนจำนวนมากในตัวเดียว แต่ก็ไม่ใช่ใครคนคนหนึ่งในจำนวนนั้น และความกลัวที่จะต้องแยกจากคนอื่นได้กลายเป็นจริงไปแล้ว

พัฒนาการ

จาก "ไทป์เก้า" สู่ "ไทป์หก"

เริ่มที่ระดับสี่ เมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด "ไทป์เก้า" จะแสดงพฤติกรรมของ "ไทป์หก" ออกมา "ไทป์เก้า" หลีกหนีความวิตกกังวล และสิ่งแวดล้อมเพื่อรักษาสมดุลภายในจิตใจ เมื่อความกดดันรอบข้างมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มที่จะแสดงความวิตกกังวลออกมา และรู้สึกไม่ปลอดภัยอย่าง "ไทป์หก" "ไทป์เก้า" เป็นไทป์ที่ต้องทำกิจกรรมที่สร้างสรรด้วยตัวเอง และอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก แต่ในระดับต่ำ ๆ พวกเขาทำทั้งสองอย่างอย่างไม่เหมาะสม ในระดับสี่ พวกเขาง่วนอยู่กับการอำนวยความสะดวกให้ตัวเองเพื่อสอดคล้องกับ ความต้องการและความคาดหวังของคนอื่น เมื่อแรงกดดันมากขึ้นพวกเขาจะทำตัวแบบ "ไทป์หก" กล่าวคือ เข้าร่วมกิจกรรมสังคมทุกรูปแบบ พวกเขาพยายามทำสิ่งรอบตัวให้มีเสถียรภาพ และสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นให้ตัวเองปลอดภัย พวกเขาจะทำงานหนัก และทำแต่สิ่งที่เชื่อว่าจะสร้างสวัสดิภาพให้กับตัว และนำมาซึ่งความสงบของจิตใจ กิจกรรมต่าง ๆที่เขาทำไม่ได้มีเจตนาที่ดีเป็นแรงจูงใจ แต่เป็นไปเพราะวิตกจริต พวกเขาจะฝากตัวตนไว้กับคนที่ปกป้องเขา สนับสนุนเขา กลุ่มอิทธิพล หรือแนวคิดต่าง ๆเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตน และทำให้รู้สึกว่าตนเองมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน

ในระดับห้า พวกเขาอยู่แต่ใน "แดนสงบ" (Comfort Zone) ของตัวเอง และทำแต่สิ่งที่ไม่รบกวนใจเท่านั้น พวกเขาอาจมีงานยุ่ง แต่เป็นงานที่ไม่รบกวนใจเขาเท่านั้น หากความเครียดมากขึ้น พวกเขาทำแบบเดิมไม่ได้ และจะกลายเป็น "ไทป์หก" กล่าวคือ มองโลกแง่ลบ และป้องกันตัว จากเดิมที่ยอมคนอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คราวนี้พวกเขาแสดงความโกรธออกมา และดูป้องกันตัวมากขึ้น พวกเขาใช้อุบายที่ก้าวร้าวแบบเงียบ ๆในให้ได้สิ่งที่ต้องการ และระวังไม่ให้คนที่สนับสนุนเขาโกรธ พวกเขาตอบรับคำสั้งคนอื่น แต่ทำตามใจตัวเอง พวกเขามีความรู้สึกถูกกดดัน ถูกตำหนิ และหลีกหนีอย่าง "ไทป์หก"

ในระดับหก พวกเขาสร้างนิสัยส่วนตัวที่จะกันทุกสิ่งที่รบกวนใจให้ออกห่าง ถ้าใครสร้างแรงกดดันให้เข้า พวกเขาจะตอบโต้อย่างดุดันแบบ "ไทป์หก" ต่อว่าคนที่รบกวนตน และต่อต้านใครก็ตามที่พยายามเจาะเข้ามาทำลายความสงบในใจเขา การตวาดอย่างรุนแรงมีให้เห็นได้บ่อย ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คนรอบข้างที่รู้จัก "ไทป์เก้า" ยิ่งดุดันก็ยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งและเพื่อความวิตกกังวลให้กับตัวเอง

ในระดับเจ็ด "ไทป์เก้า" กำลังเผชิญกับมรสุมชีวิตที่หนักหน่วง พวกเขาต้องการพลังอย่างมากให้การเอาตัวเองออกจากความเป็นจริง พวกเขารู้สึกว่าตัวเองจัดการกับโลกภายนอกไม่ได้ และเริ่มไม่ทำอะไรเลย ซึ่งทำให้กลายเป็น "ไทป์หก" กล่าวคือ พึ่งคนอื่นมากขึ้น ฝากตัวเองไว้กับใครสักคนและหวังให้คน ๆนั้นช่วยเหลือทุกอย่าง ปัญหาที่แท้จริงของ "ไทป์เก้า"ในระดับนี้คือ พวกเขากลัวเกินกว่าเหตุ และโมโหเกินขนาด สร้างความขัดแย้งและการเผชิญหน้าให้เกิดขึ้น แต่ถ้า "ไทป์เก้า" ไม่ทำ ปัญหาต่าง ๆของ "ไทป์เก้า" ก็จะจัดการได้ยากขึ้น แต่ยิ่งทำให้ไม่มีใครอยากยื่นมือเข้าแก้ปัญหาให้กับ "ไทป์เก้า" เพราะ "ไทป์เก้า" ไม่ร่วมมือเลย

ระดับแปด พวกเขาเริ่มหยุดตัวเอง อาการซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในระดับเจ็ด กลายเป็นโรคเรื้อรั้งในระดับแปด ภายนอกพวกเขาดูเซื่องซึม แต่ภายในเต็มไปด้วยความโกรธ และความหวาดกลัว ซึ่งก่อให้เกิดอาการฮิสทีเรีย พฤติกรรมรุนแรง หรือความหวาดระแวงคนรอบข้างแบบไร้เหตุผลเป็นระยะ ๆเหมือนกับ "ไทป์หก" พวกเขาขว้างปาของ ทำลายร่างกายคนอื่น เพราะไม่สามารถกดเก็บความก้าวร้าวไว้ได้อีกต่อไป

ในระดับเก้า ความก้าวร้าวเอาชนะความพยายามของ "ไทป์เก้า" ที่จะกดเก็บมันไว้ ความเป็นจริงที่พวกเขาเคยพยายามเพิกเฉยกำลังกดดันเขา คนที่เคยดูนิ่ง ๆกลับกลายเป็นคน ทำอะไรเกินเหตุ หวาดกลัว เจ้าอารมณ์ และรนราน ในระดับนี้ "ไทป์เก้า" ต้องการใครสักคนอย่างมากที่จะปกป้องเขาจากสถานการณ์ที่กำลังกดดันเขาอยู่

พวกเขาอาจแสดงออกว่าต้องการคนอื่นอย่างเปิดเผย หรือชอบทำร้ายตัวเองเพื่อบังคับให้คนอื่นดูแลตน พวกเขาอาจทำเรื่องน่าอาย หรือทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานะที่ลำบากขึ้นอีก ด้วยเหตุจูงใจสองอย่าง หนึ่งคือ การลงโทษตัวเองฐานที่ทำให้คนอื่นผิดหวังหรือทำให้ตัวเองต้องลำบาก และสองคือ การลดละพฤติกรรมที่ตัดตัวเองออกจากสิ่งรอบตัว เพื่อดึงดูดคนอื่นให้กลับมาอีกครั้ง

พฤติกรรมเหล่านั้นไม่ได้ผล เพราะนอกจากความวิตกกังวลแล้ว "ไทป์เก้า" ยังมีความก้าวร้าวในจิตไร้สำนึกที่ "ไทป์เก้า" ส่งผลกับตนเองและคนอื่นอย่างไม่รู้ตัว ทำให้ "ไทป์เก้า" รู้สึกเกลียดตัวเอง ลงโทษตัวเอง และเป็นศัตรูกับคนทั่วไป ถ้าใครรบกวนใจเขาแล้วไม่ยอมเลิกก็ต้องเป็นศัตรูกัน

น่าสงสารที่ "ไทป์เก้า" ไม่อาจปกป้องตัวเองจากความก้าวร้าว และความวิตกกังวลได้ พวกเขาไม่อาจกดเก็บความวิตกกังวลที่เกิดจากการถูกคนที่มีความหมายสำหรับตนปฏิเสธได้ พวกเขาอาจหันไปหายาเสพติด ติดเหล้า เพื่อควบคุมอาการอิสทีเรียของตน หรืออาจหันไปพึ่งความตายหากไม่สามารถพบกับความสงบของจิตใจได้

"ไทป์เก้า" ไปสู่ "ไทป์สาม"

ในระดับดี "ไทป์เก้า" ทำตัวแบบ "ไทป์สาม" กล่าวคือ ใส่ใจที่จะพัฒนาความสามารถเฉพาะตัวของตนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นคนมีไฟ ขวนขวาย ด้วยเพราะมีความสมดุลในจิตใจอย่างพอเพียงแล้ว จึงไม่ต้องพึ่งใครในการสร้างตัวตน หรือทำตัวตามแบบที่สังคมยอมรับในการสร้างความนับถือตัวเอง พวกเขาสร้างตัวตนด้วยการประพฤติตัวตามความเหมาะสม ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวได้ดี และจัดการกับความเป็นจริงอย่างบุคคลคนหนึ่งที่มีสิทธิส่วนตัว

"ไทป์เก้า" ติดต่อกับ id ของตัวเอง จึงรู้จักความก้าวร้าวและสัญชาตญาณของตัวเอง ในระดับดี พวกเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องหวาดกลัวการมีความก้าวร้าว ความก้าวร้าวไม่ได้เป็นการทำลายเสมอไป หากรู้จักใช้ก็สามารถส่งเสริมการพัฒนาตัวเองได้

ความสงบของเขาไม่บอบบาง เนื่องจากเขารู้จักเรียกร้องสิทธิโดยไม่ต้องใช้ความก้าวร้าวกับใคร และไม่ทำให้เกิดความปาดหมางกัน เมื่อเขามีความนับถือตัวเองมากขึ้น ความสัมพันธ์ของเขาก็จะเป็นไปอย่างคนมีวุฒิภาวะ และมีความสุข พวกเขาเรียนรู้ว่าไม่ต้องหลบซ่อนความเป็นตัวเองก็มีความสัมพันธ์ที่มีลึกซี้งกับคนอื่นได้ ความเป็นตัวของตัวเองกลับทำให้ "ไทป์เก้า" ดูน่าสนใจในสายตาของคนอื่น เมื่อถึงตอนนั้น "ไทป์เก้า" กลับต้องประหลาดใจที่พบว่าคนอื่นกลับกลายเป็นฝ่ายที่ฝากตัวตนไว้กับเขาแทน แม้ว่า "ไทป์เก้า" ในระดับดี จะไม่สนับสนุนให้คนเหล่านั้นคิดอย่างนั้น แต่ "ไทป์เก้า" ก็มีความสุขที่ได้เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นด้วย

ไทป์ย่อย

"ไทป์เก้าปนแปด" "คนรักสบาย"

ที่จริงแล้ว บุคลิกภาพของ "ไทป์เก้า" ขัดแย้งกับ "ไทป์แปด" กล่าวคือ "ไทป์เก้า" ค่อนข้างเฉื่อย และประนีประนอมกับคนรอบข้าง ในขณะที่ "ไทป์แปด" ก้าวร้าว เบียดเบียน และปกป้องผลประโยชน์ของตน

แต่ "ไทป์เก้าปนแปด" มีบุคลิกของ "ไทป์เก้า" เป็นหลัก พวกเขาจึงออกไปทาง เข้าหาคน ยอมคน ไม่ค่อยตระหนักถึงตนเอง เออออ แต่ในเวลาเดียวกันก็กล้าเรียกร้องในบางเวลา พวกเขารักสนุก ชอบสังคม ชอบเล่าเรื่องตลก และใช้เวลาไปกับเพื่อนฝูง พวกเขามีญาณมากกว่า "ไทป์เก้าปนหนึ่ง" ชอบใช้ความรู้สึก และแรงบันดาลใจมากกว่า เป็นไทป์ที่เข้าใจได้ยาก เพราะมีบุคลิกที่ตรงข้ามกันอยู่ในตัวสูง ความเป็น "ไทป์เก้า" ทำให้ดูมีมารยาท ดูผู้ดี แต่ความเป็น "ไทป์แปด" ก็ทำให้ดูติดดินไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ตัวอย่างบุคคลได้แก่ Ronald Reagan, Dwight Eisenhower, Gerald Ford, Kevin Costner, Gary Cooper, Woody Harrelson, Keanu Reeves, Ingrid Bergman, Geena Davis, Sophia Loren, Ringo Starr, Whoopi Goldberg, Janet Jackson, Ging Crosby, Perry Como, Walter Cronkite, Hugh Downs, Lady Bird Johnson, Marc Chagall

ในระดับดี ส่วนของ "ไทป์แปด" ช่วยเสริมความเข้มแข็งภายใน และพลังใจ ทำให้มีบุคลิกที่มีไฟ พวกเขาสบาย ๆมองโลกแง่ดี แบบ "ไทป์เก้า" และอดทน และมีพลังอย่าง "ไทป์แปด" จึงเป็นบุคคลที่มีอำนาจ แต่สุภาพ พวกเขากล้าเรียกร้องโดยไม่รู้ตัว เวลาสงบเสงี่ยมก็ทำได้ เวลาแข็งกร้าวก็ทำดี เวลาเป็นผู้ตามก็ทำได้ เวลาเป็นตัวของตัวเองก็ทำดี พวกเขาเป็นไทป์ที่อยากมีส่วนร่วมต่อคนอื่นและสังคมมากกว่าทุกไทป์ ชอบสังคม ตลก มีทักษะรอบด้านแต่ไม่โอ้อวด ใส่ใจความต้องการของตัว ยอมรับคนอื่นอย่างที่คน ๆนั้นเป็น ชอบงานช่วยเหลือ งานให้คำแนะนำ งานบริการ งานขาย อาจประสปความสำเร็จในธุรกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการต่อรอง หรือส่วนทรัพยากรบุคคล

ในระดับปานกลาง พวกเขาแบ่งแยกความรู้สึก ภายนอกที่ดูสงบอาจแฝงความก้าวร้าวโดยที่เขาไม่รู้ตัว พวกเขามีแนวโน้มสูงที่จะเกียจคร้านเป็นนิสัย ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมาย พวกเขายังชอบแข่งขัน แต่กลับขี้เกียจทำเป้าหมายให้สัมฤทธิ์ผล ถ้าพวกเขาเกิดมาไม่ฉลาด พวกเขาจะดูเป็นคนหัวทึบมาก เพราะบุคลิกของทั้ง "ไทป์เก้า" และ "ไทป์แปด" ไม่ใช่พวกชอบใช้สมองคิด พวกเขามีแรงผลักดันที่จะรวมใจ และกาย (ทางเพศ) กับคนอื่น พวกเขาสนใจความสะดวกสบายทางวัตถุ พวกเขาดื้อและป้องกันตัวมากกว่า"ไทป์เก้าปนไทป์หนึ่ง" ขี้หงุดหงิดเป็นบางเวลา โดยเฉพาะเมื่อถูกคนอื่นรบกวนใจ หรือทำให้ไม่สะดวกสบาย บางครั้งอาจระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วก็กลับมาสงบตามปกติทันที อาจชอบเผชิญหน้าและมีเรื่องกับคนอื่น แต่จะไม่คาใจเป็นเวลานาน ๆ สิ่งที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจมากที่สุดได้แก่ การทำร้ายคนในครอบครัวเขา การทำร้ายความเชื่อ และวิถีชีวิตของเขา เมื่อวิกฤตการณ์ผ่านไป พวกเขาจะกลับมาคืนดีกับศัตรูของพวกเขาเอง

ในระดับเสื่อม พวกเขาอาจซึมเศร้าและหมดอาลัยตายอยากเหมือน "ไทป์สี่" แต่ไม่ใช้อารมณ์มากเท่า และมักกอปรด้วยความกังวลใจ และความกลัวมากกว่า ความกลัวการถูกควบคุมใน "ไทป์แปด" ทำให้พวกเขาปฏิเสธการได้รับความช่วยเหลือ พวกเขาอาจก่อความรุนแรงโดยไม่สนใจผลที่จะเกิดขึ้น id ของพวกเขามีพลังมาก เมื่ออารมณ์ของเขาแปรปรวน ego ของเขาจะควบคุมความก้าวร้าวของ id ของตนไม่อยู่ ความก้าวร้าวอาจแสดงออกมาในรูปแบบของความหึงหวงคู่สมรส การถูกคนรักตีจากกระทบกระเทือนตัวตนของ "ไทป์เก้า" และความจองหองของ "ไทป์แปด" มาก พวกเขาจึงเป็นคนอันตราย อาจทำร้ายศัตรูโดยไม่คิดสงสารใด ๆ อาการซีมเศร้าเรื้อรัง การหลีกหนีสังคมอย่างสุดโต่ง และอาการเสพติดเกิดขึ้นได้ง่าย

"ไทป์เก้าปนหนึ่ง" "คนช่างฝัน"

บุคลิกของ "ไทป์เก้า" กับ "ไทป์หนึ่ง" เสริมกัน กล่าวคือ "ไทป์เก้า" กดเก็บอารมณ์เพื่อรักษาความสงบในใจ ส่วน "ไทป์หนึ่ง" กดเก็บอารมณ์เพื่อการควบคุมตัวเอง พวกเขาดูมีสมองมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" ใส่ใจสัญลักษณ์ แนวคิด และความคิดรวบยอด ดูสุขุมมากกว่าแต่ก็อาจแสดงความโกรธออกมาบ้าง ทั้งสองกลุ่มล้วนแล้วแต่สนใจปัญหาปรัชญา และเรื่องจิตวิญญาณ แต่ "ไทป์เก้าปนหนึ่ง" จะมีความเชื่อส่วนตัวที่เป็นอุดมคติมาก

ตัวอย่างบุคคล ได้แก่ Abraham Lincoln, Queen Elizabeth II, Rosalynn Carter, Cyrus Vance, Henry Fonda, Jimmy Stewart, Garrison Keillor, Princess Grace of Monaco, Rose Kennedy, Joseph Campbell, Carl Jung, George Lucas, Jim Henson, Walt Disney, Norman Rockwell, Dame Joan Sutherland, Ralph Waldo Emerson, "Desdemona," "Edith Bunker," "Marge Simpson"

ในระดับดี พวกเขามีหลักการณ์สูง มีความเสมอต้นเสมอปลาย พวกเขามีสามัญสำนึกในการตัดสินใจที่ดี โดยเฉพาะเกี่ยวกับคนอื่น ให้ความเอาใจใส่ในเรื่องความยุติธรรม และการมองเป้าหมายมากเมื่อได้รับหน้าที่ในการตัดสินเรื่องราวต่างๆ มีพรสวรรค์อย่างยิ่งในการเอาแนวคิดต่าง ๆมาเรียงร้อยรวมกัน และมองหาหลักการสากลในการอธิบายมัน อาจเป็นคนที่มีจินตนาการ และความคิดสร้างสรรสูง แสวงหาโอกาสในการแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรร และวิสัยทัศน์ของตนต่อชาวโลก ชอบแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และรับฟังแนวคิดคนอื่น เป็นคนสดใส เป็นมิตร แต่จะจริงจังมากเมื่อพูดถึงหลักการณ์ในอุดมคติ ชอบสอนคน และชอบชักนำคนในเรื่องจริยธรรม มักสอนได้ดีจากการปฏิบัติในเห็นเป็นตัวอย่าง ความเปิดเผยของ "ไทป์เก้า" ผสมกับการมองเป้าหมายของ "ไทป์หนึ่ง" จึงเป็นคนไร้มารยา ไม่มีพิธีรีตองกับคนรอบข้าง และมีความสงบต่อตัวเอง พวกเขาเป็นมิตรที่ดี เป็นนักจิตบำบัดที่ดี มีสมดุลระหว่าง การรับฟังโดยไม่มีอคติของ "ไทป์เก้า" กับการใช้ปัญญาในการตั้งใจหาทางออกให้คนอื่น

ในระดับปานกลาง พวกเขาแสวงหาอุดมคติอย่างใด อย่างหนึ่งอยู่ ด้วยแรงปรารถนาที่จะทำโลกให้ดีขึ้น แน่วแน่ในความคิดเห็นของตัว และมีไม่เปลี่ยนความคิดในสิ่งที่เชื่อไปแล้ว มีวินัย และควบคุมตัวเอง โดยเฉพาะในเรื่องอารมณ์ความรู้สึก จึงไม่เปิดเผยเท่ากับ "ไทป์เก้าปนแปด" ในขณะเดียวกัน พวกเขามีแนวโน้มที่จะง่วนอยู่กับกิจกรรมที่ไม่มีความจำเป็น พวกเขากระตือรือร้น แต่เอาตัวออกห่างทำให้ไม่สามารถไปถึงจุดหมายระยะยาวได้ พวกเขามีธุระมาก โดยหมดเวลาไปกับการรักษาความเป็นระบบระเบียบ ไม่ชอบผจญภัย ดูสงวนตัวและเก็บอาการโกรธมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" พวกเขากัดฟันมากกว่าที่จะตะโกน โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ พวกเขาใช้การพูดอ้อมค้อม การประชดและการต่อว่ามากกว่า พวกเขามักคิดว่าตนมีคุณธรรมสูงกว่าคนอื่น จึงมีชนชั้น วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่แปลกกว่าคนอื่น พวกเขามักใช้อุดมคติทางจริยธรรม หรือศาสนาในการสนับสนุนจุดยืนของตน เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ แม้ว่าในบางด้านของชีวิตถูกละเลย พวกเขาอาจทำตัวไม่เข้าใครออกใครอย่างน่าประหลาด เพราะพวกเขามองหาอุดมคติในโลกของความเป็นจริง

ในระดับเสื่อม พวกเขาใจลอย คล้าย Five หัวเสียมากกว่า "ไทป์เก้าปนแปด" ต่อต้านสิ่งผิด และถือเป็นหน้าที่ส่วนตัว ทำตามใจ กลไกการป้องกันตัวก็มีน้อยกว่า ทำให้มีความรู้สึกขัดแย้งในใจมากกว่า และมีความกดดันทางอารมณ์สูง

บทส่งท้าย

ในระดับเสื่อม "ไทป์เก้า" มีสิ่งที่ตนเองกลัวที่สุด นั้นก็คือการสูญเสีย และการโดดเดี่ยว พวกเขามีบุคลิกภาพแตกสลาย โดดเดี่ยวจากคนอื่นและตัวเอง เป็นการยากมากที่จะรักษาบุคลิกภาพเดิมของเขาให้กลับมาได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์เก้า" ไม่ค่อยก้าวมาถึงระดับเสื่อมขนาดนี้ โดยมากเมื่อพวกเขามาถีงก็มักเด่งกลับขึ้นไปได้ใหม่ เพราะรู้จักกดเก็บแผลใจและก้าวต่อไป แต่อย่างไรก็ดี พวกเขาก็มักสูญเสียความเป็นตัวเขาไปกับการกดเก็บเหล่านั้น

ปัญหาที่แท้จริงสำหรับ "ไทป์เก้า" คือ ทำอย่างไรจะรู้ตัว และรักษาความเป็นตัวเองไว้ได้เมื่อยังมีมันอยู่ คำตอบก็คือ พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับความทุกข์ทรมาน โดยเฉพาะความวิตกกังวล การยอมทนกับความทุกข์ทรมานช่วยให้ตาสว่างได้ และเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับเขา เมื่อเรารับบทเรียน เรากำลังเติบโต คนที่รู้จักยอมรับความทุกข์ทรมานเท่านั้นที่จะรู้จักวิธีที่จะก้าวข้ามมันไป และในขณะนั้น พวกเขารู้ตัวเอง และมีเอกภาพในตัวตน ?

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 19:36:10 IP : 124.121.5.29


ความเห็นที่ 21 (886125)

8. ผู้นำ

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

อยากพึ่งพาตัวเอง หยุดความอ่อนแอ อยากมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อม เรียกร้องสิทธิ ควบคุมทุกอย่างได้ ไม่มีใครเอาชนะได้ และมีชัยชนะเหนือคนอื่น

ไทป์นี้เป็นไทป์ของบุคคลที่มีอำนาจ และใช้อำนาจ ทั้งในทางที่ดีและไม่ดี เราเห็นความกล้าหาญ กำลังใจ การพึ่งพาตัวเอง ความเป็นผู้นำ การใช้อำนาจ และการเรียกร้องสิทธิ อำนาจจะเป็นสิ่งที่ดี ถ้ามันเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ มากกว่าที่จะจำกัดอยู่แค่ภายในกลุ่มเล็ก ๆในสังคม คุณค่าของมันอยู่ที่จุดมุ่งหมายของมันนี้เอง หาใช่การได้ใช้มัน ในสังคมปัจจุบันมีพิธีรีตรองหลายอย่างที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงการมีอำนาจ อาทิ การตบมือให้กับสุนทรพจน์ การกล่าวเปิดในงานเลี้ยง ขบวนแถวทหารเกียรติยศ การยิงศรุตฆ์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ทำให้คนมองอำนาจผิดไปจากจุดประสงค์ของมัน และพยายามไขว่คว้าเอามันมาประดับตน

ตัวอย่างบุคคล

Martin Luther King, Jr., Franklin Roosevelt, Lyndon Johnson, Mikhail Gorbachev, G.I. Gurdjieff, Pablo Picasso, Richard Wagner, Indira Gandhi, Kathleen Turner, Marlon Grando, John Wayne, Charlton Heston, Sean Connery, Ernest Hemingway, Norman Mailer, Mike Wallace, Barbara Walters, Ann Roseanne, Leona Helmsley, Ross Perot, Fidel Castro, Saddam Hussein, Napoleon, Jim Jones and "Don Vito Carleone"

กับสัญชาตญาณ

"ไทป์แปด" เป็นไทป์ในกลุ่มของสัญชาตญาณ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่พยายามไม่ให้สิ่งแวดล้อมมามีผลกระทบกับตนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง "ไทป์แปด" ใช้การควบคุมสิ่งแวดล้อม Nine เพิกเฉยมัน และ "ไทป์หนึ่ง" พยายามทำให้มันไร้ที่ติ "ไทป์แปด" พยายามเรียกร้องสิทธิให้ตัวเอง เพื่อว่าสิ่งรอบข้างจะได้ไม่มามีอิทธิพลเหนือตน เป็นไทป์ที่แสดงความก้าวร้าวออกมาอย่างเปิดเผยที่สุด เขาดึงเอาแรงขับภายในออกมาเป็นพลังมหาศาล มั่นใจตัวเองสูง อยากมีอิทธิพลกับโลกใบนี้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ชอบเสนอตัวเพื่อวัดใจตัวเองกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกับมนุษย์คนอื่น เป็นการยากที่จะทำตัวหมางเมิน "ไทป์แปด" เพราะอาจเป็นอันตรายได้ พวกเขาดูมุ่งมั่นมีพลัง เป็นไทป์ที่ดูออกง่ายที่สุดไทป์หนึ่ง เข้าด้วยยากเพราะการเข้ามามีส่วนในชีวิตของพวกเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญมาก ถ้าพวกเขาอยู่ในระดับดี ความมั่นใจของเขาจะเป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรสังคม แต่หากอยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาคือคนวางโต ที่คอยกำจัดใครก็ตามที่ขวางทางพวกเขา

กลุ่มสัญชาตญาณมีลักษณะร่วมกับอยู่อย่างหนึ่งคือ การต่อต้าน พวกเขาต่อต้านส่วนใดส่วนหนึ่งในตัวเอง และสิ่งแวดล้อม สำหรับ "ไทป์แปด" แล้ว พวกเขามีการต่อต้านออกมาในลักษณะของ ความขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อม พวกเขามองโลกแบบต่อสู้ดิ้นรน คิดว่าตนต้องพยายามกระเสือกกระสนให้ได้หากต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป ทำให้เป็นคนเปิดเผย กล้าเรียกร้องสิทธิ และมั่นใจในอำนาจของตน เป็นไทป์ที่มุมานะและเด็ดเดี่ยวมากที่สุด หากพวกเขาไม่ตระหนักถึงโทษของการเข้าคุณลักษณะเหล่านี้ในเชิงทำลาย คนอื่นจะต่อต้าน และทำให้ชีวิตของเขามีความขัดแยังมากขึ้น ในที่สุดความกลัวว่าจะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจคนอื่นก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา

ถ้าพวกเขาไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความมั่นใจในตัวเองของพวกเขาจะนำมาซึ่งความสำเร็จส่วนตัวซึ่งให้ประโยชน์กับสังคมด้วย พวกเขาอาจสร้างตึกระฟ้า เมือง หรือชาติเพื่อสวัสดิภาพของคนอื่น พวกเขาเกิดมาเป็นผู้นำ และอาจเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ หากสิ่งที่เขาทำยิ่งใหญ่พอ ความมั่นใจในตัวเองที่เหลือล้นในตัวพวกเขา เป็นผลทำให้คนอื่นพลอยมีไฟไปด้วย

แต่โชคไม่ดี ที่ "ไทป์แปด" โดยมากแล้วมักยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง พวกเขาหลงในตัวตน ในระดับปานกลาง พวกเขายุ่งย่ามคนอื่นเพื่อสร้างอำนาจให้กับตัวเอง อย่างกับว่าการที่คนอื่นมีสวัสดิภาพที่ดีต้องหมายถึงการที่ตนต้องเสียสวัสดิภาพที่ดีไป พวกเขามักคิดว่าผู้มีอำนาจมีได้คนเดียว และคนนั้นควรเป็นเขาเอง โลกนี้ควรปรับเข้าหาตัวเขา ทุกคนควรทำตัวในทางที่ส่งเสริมให้เขาบรรลุเป้าหมาย

ในระดับเสื่อม พวกเขาคือบุคคลอันตราย ก้าวร้าวไร้คุณธรรมเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ พวกเขาแสวงอำนาจและใช้มันในทางที่ผิด

ปัญหาของความก้าวร้าวและการกดเก็บ

"ไทป์แปด" เก็บบางสิ่งบางอย่างในตัวตนไว้ และมักมองว่าไม่มีปัญหา พวกเขามองว่าปัญหามาจากสิ่งรอบตัวมากกว่า จึงพยายามกระทำกำหนดกะเกณฑ์สิ่งรอบตัว พวกเขากดเก็บความรู้สึกผิดในการกระทำของตัวเอง ทำให้ดำรงชีวิตได้อย่างไม่รู้สึกขัดแยังสับสน ในระยะสั้นมันช่วยในชีวิตของเขาง่ายขึ้น แต่ในระยะยาวมันทำให้คนรอบข้างลำบาก

เมื่อแรกพบ เป็นเรื่องยากที่จะมองออกว่า "ไทป์แปด" กดเก็บอะไรไว้ พวกเขาดูไม่มีปัญหาในการเรียกร้องสิทธิ และพูดจาตรงไปตรงมา กล้าหาญ และอาสาเอาตัวเข้าแลกให้กับคนที่ตนรัก สิ่งที่ตนศรัทธา หรือเรื่องที่ตนสนใจ มีความสุข ให้รางวัลกับชีวิต

แรงขับของพวกเขามาจากความกลัวว่าจะต้องตนอยู่ใต้อาณัติของใคร มองโลกว่ามีแต่การดิ้นรนเพื่อให้ตัวรอด ดังนั้นเพื่อให้เข้มแข็งและเอาตัวรอดได้ ต้องกดเก็บเอาความอ่อนแอ และความอ่อนโยนเอาไว้ภายใน

"ไทป์แปด" อ่อนไหวเหมือนเด็ก ความมีชีวิตชีวาเป็นเสน่ห์ของพวกเขาที่ทำให้เพื่อนเข้าหา ในเวลาเดียวกัน คนที่มีอันตรายกับเขาก็เข้ามาด้วย ทำให้พวกเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะป้องกันตัว และกดเก็บความอ่อนโยนไว้ "ไทป์แปด" ส่วนใหญ่มีความทรงจำในวัยเด็กที่ขมขื่นด้วยเหตุที่ตนไม่สามารถเปิดใจได้อย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะขมขื่นเพียงใด "ไทป์แปด" เลือกที่จะทำตัวเข้มแข็ง ซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ภายใน ไม่ยอมรับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการกดเก็บความกลัวของตัวเอง เพราะมันเป็นอันตรายต่อความเป็นตัวของตัวเองและความเข้มแข็ง ที่จริงแล้ว "ไทป์แปด" ขี้ขลาดเหมือน ๆกับคนอื่น แต่พยายามระงับมันไว้ เมื่อถึงเวลา พวกเขาก็จะเผชิญหน้ากับมันโดยตรง เช่นถ้ากลัวความสูง พวกเขาก็จะไปปีนเขา ถ้ากลัวสัตว์ ก็จะไปล่าสัตว์ อันที่จริง "ไทป์แปด" กลัวการตกอยู่ใต้อาณัติ แต่ก็ความกลัวนี้เองที่ "ไทป์แปด" กำลังตนอยู่ใต้อาณัติของมัน

"ไทป์แปด" ดูใจกว้าง ใจนักเลง แต่เมื่อรู้สึกกลัว พวกเขาจะไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ ไม่ยอมไว้ใจใครจึงหลอกตัวเองว่าไม่ต้องพึ่งใครก็ได้ พวกเขาบอกตัวเองว่า คนรอบข้างเข้าหาเขาเพราะมุ่งหาประโยชน์จากเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะพวกเขามักคิดว่าคนอื่นต้องพึ่งเขา แต่ไม่เชื่อว่าคนอื่นรักเขา และไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความรักและต้องการผู้อื่นตอบ

กับพ่อแม่

ในวัยเด็ก "ไทป์แปด" สองจิตสองใจกับผู้เลี้ยงดู บุคคลซึ่งสะท้อนตัวเขา เอาใจใส่เขาและให้ความรัก ตลอดจนสร้างค่านิยมส่วนตัวให้กับเขา ซึ่งมักได้แก่ แม่ กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้ติดแม่เหมือน Three หรือหลีกหนีแม่อย่าง "ไทป์เจ็ด" พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะติดต่อกับแม่ และเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ด้วยการมีหน้าที่เติมเต็มในสิ่งที่แม่ยังขาดไป นั้นก็คือ "ไทป์แปด" จะทำตัวเหมือนพ่อ และเรียนรู้ว่า วิธีการที่จะได้รับความรัก หรือเป็นคนสำคัญ ก็คือการทำตัวให้เข้มแข็ง เป็นที่พึ่งในยามลำบากของคนอื่น พวกเขาจะยึดติดกับการรักษาหน้าที่ของผู้ปกป้องนี้ไว้ เพราะมันเป็นเครื่องพิสูจน์ตน และเป็นสิ่งที่อาจทำให้ได้รับความรัก ความเอาใจใส่

"ไทป์สอง" "ไทป์ห้า" และ "ไทป์แปด" เป็นพวกที่สองจิตสองใจกับพ่อและ/หรือแม่ ซึ่งคิดว่าความสุขขึ้นอยู่กับการทำหน้าที่ของตน "ไทป์สอง" คิดว่าตนต้องเอาใจใส่คนรอบข้างอย่างไม่เห็นแก่ตัว "ไทป์ห้า" คิดว่าไม่มีที่ว่างสำหรับตน และต้องหามันให้พบ ส่วน "ไทป์แปด" คิดว่าต้องเป็นคนเด็ดเดี่ยว อดทนต่อปัญหาและไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ความคิดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้เกิดความเสียสละต่อส่วนรวม อย่างไรก็ตาม เมื่อคนเรามีความกลัว มักกลับกลายเป็นสิ่งที่กักขังพวกเขา ไม่ให้แสดงมนุษยธรรมออกมา

"ไทป์แปด" กดเก็บความกลัวและความอ่อนแอ เพื่อผ่าฟันอุปสรรค ในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น "ไทป์แปด" จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ไม่รับรู้ความรู้สึกหรือความลำบากของคนอื่น พวกเขาสร้างเปลือกที่แข็งแกร่งไว้ภายนอก เพื่อมิให้ใครเห็นความอ่อนแอที่อยู่ภายใน หากพวกเขาพบกับความรุนแรงในวัยเด็ก พวกเขาจะมองโลกในแง่ร้าย คิดว่าจะต้องถูกปฏิเสธและถูกหักหลังตลอดไป พวกเขาจะไม่ไว้ใจใคร รู้สึกโดดเดี่ยวในครอบครัว และพยายามสร้างอำนาจให้กับตน พวกเขาไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจของสิ่งใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ ครู เด็กที่โตกว่า หรือตำรวจ และจะไม่ยอมให้ใครมาตัดสินชีวิตแทนตนเป็นอันขาด

หากชีวิตวัยเด็กของเขาอบอุ่น พวกเขาจะมีนิสัยชอบปกป้องคนรอบข้าง โดยเฉพาะเพื่อนสนิทที่ไว้ใจกัน แต่หากไม่อบอุ่น พวกเขาจะมีทัศนคติตัวใครตัวมัน แสวงหาความเป็นหนึ่งตลอดชีวิต และกลัวว่าคนอื่นอาจเป็นเสี้ยนหนามที่ขวางทางตน ไทป์นี้เป็นไทป์ที่เราเห็นอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ อุปนิสัยประจำตัวทางธรรมชาติของพวกเขามาก จะดีจะร้ายสิ่งแวดล้อมจะพาพวกเขาไป

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "คนใจนักเลง"

ในระดับสูงสุด "ไทป์แปด" เป็นคนใจกว้าง เอาใจใส่สวัสดิภาพคนรอบข้าง เสียสละประโยชน์ส่วนตน นำเอาพลังทั้งหมดมาใช้เพื่อสังคม เขารู้ว่าควรทำอะไรและก็ทำมันจริง ๆ พวกเขาเรียนรู้ทึ่จะหยุดเรียกร้องสิทธิอย่างที่เคยทำ และรอฟังเสียงที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของตนก่อน เพื่อจะได้เรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่ความต้องการที่มาจากความกลัว เป็นคนเข็มแข็งอย่างแท้จริง และไม่ใช้กำลังบังคับคนอื่นแม้ว่าตนเอาจะมีสิทธิ พวกเขามีอำนาจเพราะปกป้องคนอื่น ไม่ใช่เพราะควบคุมคนอื่น

พวกเขาไม่วู่วาม และเป็นตัวของตัวเอง พวกเขารู้แก่ใจว่าคนเรามีอิสรภาพ มีพลังในตัว พร้อมที่จะผ่าฟันอุปสรรคนานับประการ พวกเขาดูแลตัวเองได้ดี แต่ในเวลาเดียวกันก็ตระหนักว่า คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ จึงรู้จักขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น และพร้อมที่จะช่วยคนอื่นตอบ อันเป็นการลดภาระให้กับชีวิต และพัฒนาความรัก และความสุขให้กับชีวิต

การรู้จักตนทำให้พวกเขา กล้าหาญทั้งกายและใจ มั่นคงในสิ่งที่ตนเชื่อ เป็นวีรบุรุษที่คนอื่นให้ความนับถือ มีเสน่ห์ของผู้นำที่ดึงดูดให้คนเข้าใกล้เพื่อขอคำแนะนำ และความคุ้มครอง พวกเขาอาจทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เช่น การสร้างสันติ การสร้างโรงเรียน การช่วยเหลือคนที่เป็นรูปธรรม เพราะพวกเขาได้ก้าวข้ามอัตตาของตัวเป็นสู่การรู้จักตน

พวกเขารู้จักวิธีที่จะลดภาระคนรอบข้าง รู้จักเอาสิ่งดี ๆในตัวออกมาใช้ คนทั่วไปมองเห็นคุณค่าในตัวเขา และเคารพนับถือในสิ่งที่เขาทำเพื่อส่วนรวม แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ทำให้ "ไทป์แปด" ลืมตัว พวกเขายังคงดูไร้เดียงสา และมีชีวิตที่เรียบง่าย ในอภัย อ่อนน้อม มีศรัทธา ตรงไปตรงมา นำมาซึ่งการเข้าถึงความจริงอย่างแท้จริง

คนทั่วไปมักมองว่า "ไทป์แปด" บรรลุความสำเร็จทั้งที่เขาอาจยังทำไม่ได้ ตัวเขาเองก็มักรู้สึกว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ แม้ว่าสิ่งที่กำลังทำได้ส่งผลแล้วก็ตาม พวกเขาเป็นตัวอย่างที่ทำให้คนรุ่นหลังอยากสานต่อ ไม่มีไทป์ใดที่จะทำให้คนอื่น ๆรู้สึกอยากเป็นสาวกได้เท่าพวกเขาในระดับนี้ พวกเขาไม่มีวันตายไปจากความทรงจำของผู้คน

ระดับสอง "คนมั่นใจในตัวเอง"

ถ้าเขาเริ่มมีความกลัวว่าจะต้องตกอยู่ใต้อาณัติของคนอื่น พวกเขาจะเริ่มป้องกันตัว และหันมาพึ่งตัวเอง พวกเขาสร้างฐานให้กับตัวเองในสังคมด้วยการเบียดเบียนคนอื่น สร้างอำนาจให้กับตนเอง พวกเขาต้องการรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับตนเท่านั้น ต้องการที่ว่างสำหรับตัวในสังคม และไม่เคยคิดว่าตนเองจะฝ่าฟันอุปสรรคไม่ได้ ทำให้ "ไทป์แปด" เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง

พวกเขาสร้างตัวตนด้วยการวัดใจของตัวกับอุปสรรคภายนอก พวกเขาแสดงความเข้มแข็งให้คนอื่นเห็น และคิดว่าประสบการที่ยากลำบากย่อมทำให้ตนแกร่งขึ้น พวกเขามั่นใจมากจนทำสิ่งที่คนเคยล้มเหลวมาแล้วให้สำเร็จได้ พวกเขาไม่มีปัญหาในเรื่อง ความลังเล ความวิตกกังวล ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ไม่เคยคิดมาก บุคลิกของ "ไทป์แปด" ไม่ซับซ้อน ยิ่งพวกเขาเอาชนะอุปสรรคได้เท่าไร พวกเขาก็ยิ่งชัดเจนในตัวเองมากขึ้น จึงมักเป็นคนทีชอบอาสาทำสิ่งที่ท้าทายเสมอ

พวกเขามีญาณที่ดี แต่มักใช้กับสิ่งรอบตัว พวกเขาเห็นแววความเป็นไปได้ในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น พวกเขาอาจเห็นอนาคตของโรงรถเก่าๆ ที่รกรุงรัง มองเห็นย่านเศรษฐกิจในแหล่งเสื่อมโทรม พวกเขามีญาณในการมองนิสัยคน มองเห็นอนาคตของคน และเห็นความไม่ชอบมาพากลของมิจฉาชีพ

พวกเขาชอบความท้าทาย เป็นไทป์ที่ไม่มีปัญหาในใจ พวกเขาเข้มแข็ง เก่ง มั่นใจ รู้สึกปลอดภัย เป็นคุณสมบัติที่คนเราทุกคนควรมีในทางจิตวิทยา

ระดับสาม "ผู้นำที่สร้างสรร"

เมื่อ "ไทป์แปด" มองตัวเองว่า เข้มแข็ง กล้าเรียกร้อง พึ่งตัวเอง พวกเขาก็เริ่มกลัวจะกลายเป็นคนอ่อนแอ พวกเขาจึงอาสาทำสิ่งที่ท้าทายตลอดเวลา เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

"ไทป์แปด" มีภาวะผู้นำอยู่ในตัว พวกเขาเป็นที่ไว้วางใจของคนอื่นในการแก้ไขปัญหา หรือทำอะไรต่อมิอะไรให้ พวกเขาภูมิใจในความสามารถของตัว พวกเขามีอัตตา แต่ใช้อัตตาเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสิ่งรอบตัว โน้มน้าวให้คนรอบข้างมีไฟที่จะทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม ผู้คนอยากให้ "ไทป์แปด" ในระดับนี้เป็นผู้นำ เพราะพวกเขามีบารมีพอ และเอาใจใส่ผลประโยชน์ของคนอื่น พวกเขาตัดสินใจเก่ง ยุติธรรม และยังเป็นนักโน้มน้าวจิตใจอีกด้วย จึงเป็นผู้นำที่เก่ง เพราะรู้จักจูงใจให้คนอื่นทำงาน

พวกเขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ตรงไปตรงมา กล้าตัดสินใจ และรับผิดชอบการกระทำของตัว แม้ว่าจะมีบางคนที่ไม่พอใจกับการตัดสินใจของเขา แต่พวกเขาเหล่านั้นก็รับได้ เพราะความรับผิดชอบที่ "ไทป์แปด" มี

พวกเขาให้ความสำคัญกับเครดิตของตนมาก จึงเป็นคนรักษาคำพูด พวกเขาตัดสินใจทางธุรกิจอย่างง่าย ๆไม่มีพิธีรีตอง และคาดหวังให้คนอื่นทำเช่นนั้นด้วย พวกเขาไม่ใช่คนโง่ และเลิกทำธุรกิจกับคนที่ไม่ซื่อสัตย์ทันทีเมื่อรู้ พวกเขาไวต่อการได้เปรียบเสียเปรียบ และมีมาตรฐานส่วนตัวในการวัด พวกเขาปฏิบัติการอย่างทันท่วงทีเมือพบความอยุติธรรมขึ้น อาจพบพวกเขาเสนอได้ในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น

พวกเขาเป็นคนมีวิสัยทัศน์ และนำมันมาสร้างโอกาสให้กับคนรอบข้าง พวกเขาอาจนำมันมาใช้สร้าง ตึก งานสาธารณะ สวนสาธารณะ กิจกรรมทางสังคม ฯลฯ หรืออาจนำมาใช้พัฒนาคนอื่น พวกเขาให้รางวัลเพื่อจูงใจให้คนรอบข้างพัฒนาตัวเอง เช่น อาจเสนอตำแหน่งรองกรรมการบริหารให้ เพื่อท้าทายให้ทำงานชิ้นหนึ่ง หรือซึ้อกีต้าร์ดี ๆ ให้ถ้าลูกของตนหัดเล่นจนกีต้าร์จนเป็นได้เอง คนรอบข้างมักได้รับอุปนิสัยมั่นใจในตัวเองจากพวกเขาทั้งที่ไม่คิดว่าจะรู้สึกได้มาก่อน พวกเขารู้ว่าการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญ จึงพยายามพัฒนาคนอื่นให้เก่งได้เท่า ๆกับตัว พวกเขาสอนลูกแบบสิงโตสอน ผู้คนให้ความเคารพเพราะเขาไม่เคยใช้อำนาจไปในทางขู่บังคับเลย พวกเขาเก่งในการสร้างสังคมขนาดเล็กขึ้นเพื่อเป็นพลังในการสร้างสรร

ความนับถือจากคนรอบข้าง ซึ้งใจ "ไทป์แปด" มาก แม้ว่าพวกเขาจะไม่แสดงออก ลึก ๆ แล้วพวกเขาอยากให้ทุกคนมองเขาในฐานะของผู้เสียสละไปชั่วลูกชั่วหลาน การให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้นำมาซึ่งภาระที่หนักหน่วง พวกเขาไว้ใจได้

ระดับสี่ "ผู้กล้า"

เมื่อพวกเขามีเป้าหมายหลักในชีวิตเป็นที่แน่นอนแล้ว มันก็ย่อมมีโอกาสที่พวกเขาจะต้องประสบกับความล้มเหลว พวกเขาอาจไม่แสดงออกให้ใครรู้ว่าลึก ๆแล้วพวกเขาก็มีความสงสัยในความสามารถของตัวเองอยู่ ถ้าพวกเขายอมให้กับความกลัวเหล่านั้น พวกเขาจะเริ่มลดความเชื่อมั่น และหันมาใส่ใจกับการสร้างทรัพยากรให้พอเพียงกับการทำงาน ตลอดจนสร้างความปลอดภัยให้กับลูกน้องของตนแทน

การเปลี่ยนลำดับของความสำคัญในการทำงานนี้มีผลกับ "ไทป์แปด" อย่างมากในระยะยาว ในระดับดี พวกเขามีความกระตือรืนร้น และสิ่งที่ท้าทายเป็นเครื่องนำทาง พวกเขามุ่งมั่นที่จะสร้างสิ่งใหม่ ๆให้กับตนเองและคนรอบข้าง แต่ในระดับนี้ พวกเขาเริ่มละทิ้งวิสัยทัศน์ และหันมาสนใจความอยู่รอดในปัจจุบันมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะเริ่มมองชีวิตว่าต้องดิ้นรนกระเสือกกระสน เริ่มมองกำไรขาดทุนมากกว่าความท้าทาย เริ่มสนใจแพ้ชนะมากขึ้น และพยายามไม่ตกเป็นฝ่ายแพ้

ในระดับดี พวกเขามั่นใจตัวเอง มีความสุขกับชีวิต ทำให้คนอื่นหัวเราะ แต่ในระดับนี้พวกเขาเริ่มมีเวลาจริงจังสลับกับเวลาสนุก พวกเขาเริ่มจริงจังกับการทำงานมาก ทำอะไรเป็นทางการไปหมด แม้แต่กับครอบครัว ถ้าเขาอัตคัดเรื่องวัตถุ ก็จะทำงานหลายอย่างเพื่อให้แน่ใจว่ามีเงินพอใช้จ่ายในครอบครัว ความวิตกว่าตนเองจะเป็นที่พึ่งของครอบครัวไม่ได้ ทำให้พวกเขาทำงานอย่างหนักเพื่อสะสมทรัพย์สมบัติ

ในระดับสี่ พวกเขาหมกมุ่นกับงาน แต่ยังคงใส่ใจกับคนที่ตนรับภาระอย่างดี แต่กลุ่มบุคคลที่พวกเขาให้การอุปการะจะแคบลง พวกเขายังดูเป็นมิตรอยู่ แต่เริ่มไม่ยอมให้ใครเล่นหัว อีกทั้งแสดงความรักน้อยลง ความวิตกกังวลที่เพิ่มมากขึ้นทำให้พวกเขาเริ่มกลัวเสียเปรียบ พวกเขาคุยอย่างตรงไปตรงมาว่าคิดอย่างไร แต่ก็ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยความคิดบางอย่าง โดยเฉพาะถ้ามันเป็นการเปิดเผย ความรู้สึก และความหวาดกลัวว่าตนจะอ่อนแอ

ในระดับนี้ "ไทป์แปด" เริ่มทำงานเป็นทีมไม่ได้ พวกเขาจะไม่ทุ่มเทก่อน พวกเขาเริ่มมองว่าตัวเองคนเดียวก็เพียงพอแล้ว เราพบ "ไทป์แปด" มากมายในแวดวงการเมือง และธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องอาศัยความสามารถในการก่อร่างสร้างตัว อย่าง อสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม และการเงิน แต่พวกเขาล้วนพวกเขามีอิทธิพลกับโลกค่อนข้างมาก ที่จริงแล้วเราพบ "ไทป์แปด" ในทุกแวดวง พวกเขาล้วนอยู่ในที่ ๆได้เป็นนายของตัวเอง และจะรู้สึกกดดันเมื่อต้องอยู่ในที่ ๆไม่มีปากมีเสียง โดยอาชีพ พวกเขาดูเหมือน Three มาก แต่ที่จริงแล้วแตกต่างอย่างสิ้นเชิง Three สนใจตำแหน่งที่มีเรื่องของภาพพจน์ชื่อเสียงมาเกี่ยวข้อง ในขณะที่ "ไทป์แปด" แสวงหาอิสระในการทำงาน พวกเขายินดีเป็นเจ้าของบริษัทกำจัดขยะ หรือโรงงานผลิตสวิทซ์ไฟฟ้า เพราะเขารู้ว่าทุกคนต้องทิ้งขยะ และต้องใช้สวิทซ์ไฟฟ้า เรื่องภาพพจน์ไม่สำคัญเท่ากับการได้เป็นผู้กุมบังเหียนสิ่งที่มีความสำคัญต่อคนอื่น

"ไทป์แปด" หาเงินตัวเป็นเกลียว เพราะเงินทำให้เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งใคร จะทำอะไรที่ต้องการก็ได้โดยไม่ต้องแคร์ว่าคนอื่นจะร่วมมือหรือไม่ เงินซื้อทุกอย่างได้ อาจพบพวกเขาในรูปแบบของเซลล์แมนที่ช่างรบเร้า หรือถ้าแม้แต่ศิลปินที่ดูเปิดเผยมาก แม้หากพวกเขาจะไม่ได้เกิดมารวย แต่พวกเขาก็มักหาเงินสร้างเนื้อสร้างตัวได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเป็นนักเจรจา และนักทำนิติกรรมที่เก่ง เพราะพวกเขาไล่ตามสิ่งที่ไขว่คว้าจนกว่าจะได้มันมา รู้จักปฏิเสธ ทนต่อแรงกดดัน และรู้จักประนีประนอมเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ เป็นนักธุรกิจที่ใจกล้า นอกจากนี้ก็เป็นลูกค้าที่ฉลาด รู้จักเลือกซื้อให้ได้ประโยชน์สูงสุดด้วย พวกเขาไม่แคร์ว่าตัวจะมีอาชีพอะไร จะรักในสิ่งนั้นหรือไม่ พวกเขายินดีทำอะไรก็ตามที่ทำให้ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ

พวกเขาดูเป็นคนชอบแข่งขัน แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเพียงแต่เรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง พวกเขาจะชอบถ้าคนอื่นยอมแพ้ไปทันที มากกว่าที่จะต้องสูญเสียพละกำลังเพียงเพื่ออยากเอาชนะ การรับความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราต้องการประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านใดก็ตาม "ไทป์แปด" ชอบความเสี่ยงเพราะมันหมายถึงเงิน พวกเขาอยากทำในสิ่งที่คนอื่นเคยล้มเหลว อยากเผชิญสิ่งที่อันตรายและรอดมาให้ได้ แต่พวกเขาไม่ชอบการเสี่ยงพนันที่ไร้เหตุผล พวกเขารู้จักประเมินความเสี่ยง และจะลงมือทันทีหากประเมินแล้วคิดว่าตนทำได้แน่ พวกเขาไม่ใช่คนช่างระวังระไว แต่ก็ไม่ใช่พวกซุ่มซ่าม พวกเขาอยากเป็นผู้ที่รอด และสิ่งที่พวกเขาทำต้องจิรังยั่งยืนไปชั่วลูกหลาน

ส่วนใหญ่พวกเขามักพบกับความสำเร็จเพราะความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวในงาน ตลอดจนการสนุกกับมัน การทำงานเป็นเสมือนเวทีพิสูจน์ตัวเองสำหรับพวกเขา พวกเขาชอบเสี่ยง ไม่ใช่เพื่อเงินอย่างเดียว แต่เพื่อความมั่นใจในตัวเอง และการประกันว่าจะไม่มีทางต้องตกอยู่ในอาณัติของใคร

ระดับห้า "นายผู้มีพลัง"

ถึงระดับนี้ "ไทป์แปด" เดินหน้าเต็มตัวให้กับทุกโครงการของเขา พวกเขาถีบตัวเองเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจวาสนา ถ้าโครงการของเขาไม่ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะรู้สึกเหมือนไม่ได้รับการยอมรับจากคนอื่น และเริ่มเบียดเบียนคนอื่นด้วยความก้าวร้าวมากขึ้น ไม่ใช่เพื่อให้ได้สิ่งต่าง ๆมา แต่เพื่อแสดงอำนาจเหนือคนอื่น พวกเขาต้องการให้คนอื่นรับรู้ว่า เขานี่แหละคนสำคัญ ในขณะเดียวกัน พวกเขาเริ่มเบนความสนใจจากโครงการต่างๆ ของเขา มาสู่ตัวเขาเอง พวกเขามุ่งที่จะให้ตัวเองมีบทบาทในสังคม อยากให้คนทั่วไปกล่าวขวัญถึงตน อาจเป็นเพราะ "ไทป์แปด" ในระดับนี้ได้รับการเลึ้ยงดูในวัยเด็กที่ไม่ปกติ เช่นเดียวกับ "ไทป์สี่" พวกเขาต้องสร้างสภาวะแวดล้อมที่สนับสนุนตัวตนของเขาขึ้นมา ซึ่งภาพลักษณ์ของตัวตนของ "ไทป์แปด" ได้แก่ความมีพลังอำนาจ การไม่พึ่งพาใคร พวกเขาจึงต้องก้าวก่ายชีวิตคนอื่น เพื่อให้รู้สึกว่าตนมีอิทธิพล ความกลัวว่าจะต้องตกอยู่ใต้อาณัติของผู้อื่น ทำให้พวกเขาไม่อาจรับการแข่งขันได้อีก ความแข็งแกร่งของคนอื่นเป็นเสมือนหอกทิ่มแทงตน พวกเขาต้องการประกาศให้สังคมรู้ว่า เขานี่แหละควบคุมทุกสิ่ง

วิธีการที่ "ไทป์แปด" นิยมใช้ในการแสดงความสำคัญของตัว คือการสร้างตึก ยิ่งตึกยิ่งใหญ่ยิ่งแสดงถึงอำนาจของตน พวกเขามีความสุขกับการสร้างตึกในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคฤหาสน์ ศูนย์การค้า หรืออะไรก็ได้ที่บอกถึงความยิ่งใหญ่ ในชีวิตส่วนตัว พวกเขาอยากเป็นอย่างกษัตริย์ ที่ปกครองบรมวงศานุวงศ์ และแผ่บารมีออกไปชั่วลูกชั่วหลาน ยิ่งแผ่บารมีออกไปได้ไกลเท่าไร ก็ยิ่งแสดงออกถึงความเป็นอมตะของตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ "ไทป์แปด" ในระดับนี้ต้องการ

เวลาที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ "ไทป์แปด" ในระดับนี้ยังคงมีสุขภาพจิตดีพอ ที่จะไม่บังคับอย่างหน้าด้าน ๆ พวกเขาจะใช้วิธีการหว่านล้อม หลอกล่อให้เห็นถึงผลตอบแทน พวกเขาสนุกกับการสนทนาแบบคนคิดการใหญ่ และสัญญาเป็นตุเป็นตะ ว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์อย่างสาสม ถ้าช่วยกันทำให้สำเร็จ พวกเขาใช้เล่ห์เพทุบายทุกวิถีทาง ขอให้งานลุล่วงไปได้

วิธีแสดงตัวว่าสำคัญของพวกเขาดูโจ่งแจ้งมาก พวกเขาชอบเอาเงินออกมาโชว์ ทิพบริกรด้วยเงินจำนวนมาก หรือยืนยันที่จะเลี้ยงทุกคนในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เรามักพบพวกเขาพูดจาหยอกล้อด้วยภาษาที่ดูกักขฬะ เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นความจริงใจหรือความเป็นคนเท่าทันโลกของพวกเขา สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง แต่สร้างความไม่ปลอดภัย และการถูกปฏิเสธจากคนอื่นให้แก่พวกเขา

เมื่อพวกเขาแสดงว่าตนมีอำนาจ พวกเขาจะตรวจสอบผลของมันด้วย พวกเขาจะสังเกตปฏิกิริยาโต้ตอบของคนอื่นว่า แสดงการยอมรับในอำนาจของพวกเขาหรือยัง ในครอบครัว พวกเขาจะบังคับอย่างแข็งกร้าว ถ้าลูกไม่เชื่อฟัง พวกเขามีสัญชาตญาณของการใช้อำนาจ พวกเขาเข้าใจว่าอำนาจไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นคือความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ เป็นเครื่องกำหนดแบบแผน สร้างสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปตามใจคิด พวกเขาไม่เคยรีรอที่จะใช้มัน และคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่จะสนุกกับนามธรรมของมันก็พอ มันต้องได้รับการปฏิบัติให้เป็นผลอย่างต่อเนื่องด้วย หากต้องการรักษามันไว้

"ไทป์แปด" มักไม่ใคร่จะรู้ตัวเองเท่าไรนักว่าตนชอบใช้อำนาจบาดใหญ่ คำพูดที่ดูธรรมดาในความรู้สึกของพวกเขา เป็นการขู่กรรโชกสำหรับคนอื่น พวกเขาคิดว่าตนก็พยายามควบคุมตัวเอง และใช้ความสุขุม แต่ทำไมคนอื่นถึงคิดว่าตนกำลังอาละวาด วิธีการพูดจาอย่างโผงผางที่พวกเขาชอบ ดูเป็นการดูถูก หรือคุกคามคนรอบข้างที่ไม่มั่นใจในตัวเองเท่า

เป็นธรรมดาที่เรามักคิดว่าคนอื่นก็เหมือนกับเรา "ไทป์แปด" คิดว่าคนอื่นล้วนเป็นนักปกป้องผลประโยชน์เหมือนกับตน และคิดว่าทุกคนชอบการเผชิญหน้าและความขัดแย้งเหมือน ๆ กับตน แต่ความจริงแล้ว แต่ละไทป์ แตกต่างกัน ไม่มีไทป์ไหนที่กร่างได้เท่ากับ "ไทป์แปด" ในระดับที่เสื่อมลง "ไทป์แปด" จะตระหนักถึงความรู้สึกของคนรอบข้างน้อยลง

ที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับ "ไทป์แปด" ในระดับนี้ เป็นเพราะความวิตกกังวลมีมากถึงระดับที่พวกเขาเริ่มรู้สึกว่า ทุกสัมผัสจากคนรอบข้างล้วนเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของตัว พวกเขาจะเรียกร้องสิทธิทันทีเมื่อรู้สึกว่าถูกคุกคาม พวกเขามีขอบเขตส่วนตัวสำหรับทัศนคติ เหมือนพยายามบอกทุกคนว่าของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง ความรู้สึกบางอย่าง เป็นเอกสิทธิของเขาคนเดียว ใครอย่ามายุ่ง

พวกเขาชอบแผ่อิทธิพล พยายามอุดรูรั่วทันทีที่เห็นว่ามี พวกเขาควบคุมสถานการณ์ในเป็นไปในทางที่ต้องการ กำจัดข้อจำกัดต่าง ๆของอำนาจตน และขยายขอบเขตออกไป การขยายขอบเขตเป็นเสมือนการเพิ่มความรู้สึกยิ่งใหญ่ให้กับตัวตน พวกเขาจะกังวลใจถ้าไม่อาจควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาช่องทางควบคุมมัน

ในเรื่องเพศ พวกเขาก็แผ่อิทธิพล ถ้าเป็นชาย พวกเขาก็คิดตนเป็นชายเหนือชาย ในขณะที่คนอื่นมองว่าพวกเขาก็แค่คนขี้โม้และจองหอง พวกเขามักมีความสัมพันธ์เร้าร้อนกับเพศตรงข้าม ปฏิบัติเธออย่าง นางกลางเมืองหรือไม่ก็หญิงผู้บริสุทธิ์สูงส่งไปเลย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแค่เอามาเป็นสมบัติเพื่อบำบัดความใคร่ และสนองอัตตาของตัวเท่านั้น จิตไร้สำนึกของเขาเป็นพวกชอบโอ้อวดความยิ่งใหญ่ (Phallic exhibitionists) ต้องการพิสูจน์ความยอดเยี่ยมเหนือคนในอาณัติ ในบ้านพวกเขาก็วางโต และคาดหวังให้ทุกคนอยู่ใต้การควบคุมของเขา

หากเป็นหญิง ก็จะเป็นช้างเท้าหน้า อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่อาจแสดงอำนาจนอกบ้านได้ เพราะสังคมไม่ยอมรับ หลายคนมีปัญหาเรื่องความเครียดและการเก็บกด เพราะไม่มีโอกาสได้ปลดปล่อยพลังออกมา ดังนั้นในบ้าน พวกเธอจะเป็นเจ้านาย ควบคุมการเงิน เรื่องบนเตียง และคาดหวังสิ่งต่าง ๆจากสามี ภายนอกบ้านพวกเธอถูกมองอย่างเสีย ๆหาย ๆจากผู้ชาย เพราะเธอก็มีความก้าวร้าวไม่แพ้ผู้ชาย แต่สังคมไม่ยอมรับให้ผู้หญิงแสดงออกมา หลายครั้งที่เธอถูกประนามสิ่งซึ่ง ถ้าผู้กระทำเป็นชายจะได้รับการยกย่อง (ปัญหาทำนองนี้ เกิดขึ้นกับ "ไทป์สอง" ที่เป็นชายด้วย) สังคมไม่ให้โอกาส "ไทป์แปด" ที่เป็นหญิงในการใช้ลักษณะที่ดี ๆ ที่มีในไทป์ของเธอเท่าไรนัก

ความปรารถนาที่จะยิ่งใหญ่ของ "ไทป์แปด" ทำให้เกิดความบาดหมางกับคนอื่น เพราะพวกเขาพยายามเข้าควบคุมคนอื่นอย่างโจ่งแจ้ง สนุกกับการกดคนอื่นให้อยู่ใต้อาณัติ และแน่นอนไม่พอใจเมื่อตนเองถูกปฏิบัติต่ออย่างเดียวกัน ยิ่งฝันของพวกเขาสวยหรูเท่าไร พวกเขายิ่งต้องการคนช่วย พวกเขาจึงมักเสนอเงินทองหรือความคุ้มครองให้กับลูกน้องของตัว ถึงขั้นนี้อำนาจของพวกเขาก็ต้องขึ้นอยู่กับคนอื่นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และเป็นจุดที่จะนำ "ไทป์แปด" ไปสู่ระดับที่แย่ลง

ระดับหก "จอมหาเรื่อง"

ถ้า "ไทป์แปด" ยังคงชอบก้าวก่ายชีวิตคนอื่นอยู่แบบนี้ พวกเขาย่อมได้รับการต่อต้าน และพวกเขาจะอยู่ไม่สุขที่สุดถ้าคนที่ต่อต้านพวกเขาคือคนในอาณัติของเขาเอง พวกเขากลัวว่าจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้อีกต่อไป และเลวร้ายกว่านั้น คนในอาณัติของพวกเขาที่เขาให้ความคุ้มครองก็คงเลื่อยขาเก้าอี้ของเขาในที่สุด

ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะเห็น "ไทป์แปด" แสดงโทสะออกมา เพราะรู้สึกเหมือนถูกท้าทาย พวกเขาจะมองโลกอย่างดิ้นรนต่อสู้ พยายามปรับสถานการณ์ให้เข้าสู่สภาวะปกติด้วยการกดดันคนเหล่านั้นมากขึ้น พวกเขาจะรู้สึกไม่ได้ดังใจ และคิดว่าคนเรานั้นไว้ใจกันไม่ได้ ความต้องการในการบังคับสิ่งต่าง ๆให้ได้ดังใจ อาจแสดงออกมาในรูปแบบของ การใช้สิ่งของเครื่องกลอย่างใจร้อน เช่น พวกเขาอาจทุบนาฬิกาทิ้ง หรือหักปุ่มโทรทัศน์ เมื่อไม่สามารถบังคับให้มันทำงานตามใจได้ แทนที่จะอ่านคู่มือการใช้งาน

"ไทป์แปด" จะเริ่มมองความสัมพันธ์กับทุกคนไปในทางลบ และพยายามหยุดทุกคนแทนที่จะหันมาปรับปรุงตัวเอง พวกเขามองตัวเองเป็นนักต่อสู้ และพยายามสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นแม้แต่เรื่องที่ไม่ใช่สาระ สิ่งที่เป็นสาระสำหรับเขามีสิ่งเดียวก็คือ อัตตาของเขา และเขาจะไม่มีวันเป็นฝ่ายถอย เพราะนั่นหมายถึงการเสียศักดิ์ศรี

ทุกคนตั้งแต่ เพื่อนร่วมงานไปจนคนเฝ้าร้านขายของชำ กลายเป็นศัตรู "ไทป์แปด" จะข่มขู่ทุกคนจนกว่าจะได้สิ่งที่ต้องการ ในระดับนี้พวกเขาคือ อันธพาล พวกเขาไม่ขอโทษใคร ออกคำสั่งกับทุกคน และระเบิดโทสะออกมาถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง

พลังของ "ฐานอำนาจ" หรืออาณาจักรที่ "ไทป์แปด" สร้างขึ้นมาเมื่ออยู่ในระดับบน ๆ ขึ้นอยู่กับว่า "ไทป์แปด" สร้างมันขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของคนอื่นหรือไม่ "ไทป์แปด" มักสร้างสิ่งที่ควบคุมความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ผลิตอาหาร ที่อยู่อาศัย และสวัสดิภาพความปลอดภัย เพื่อดึงดูดให้คนในอาณาจักรของตนไม่ไปไหน และรู้สึกผิดถ้าไม่ทำสิ่งที่ "ไทป์แปด" อยากให้ทำ และแน่นอน เงิน ย่อมเป็นหนึ่งในความจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์ "ไทป์แปด" จึงมองว่า เงินคืออำนาจ และใช้มันเป็นเครื่องวัดความสำเร็จของตน และเป็นสิ่งที่พวกเขาให้พวกเขารู้สึกว่าสามารถพึ่งตัวเองได้ ความรักของภรรยา การอุทิศตัวของลูก หรือความจริงใจของเพื่อนแท้ ล้วนเปรียบเทียบกับเงินไม่ได้ เงินเท่านั้นที่เที่ยงแท้แน่นอน และเป็นที่พึ่ง

"ไทป์แปด" เริ่มภาคภูมิในความเกะกะระรานของตัว ศักดิ์ศรีของพวกเขาถูกติดยึดกับการได้มาซึ่งสิ่งที่ตัวต้องการโดยไม่มีการประนีประนอม การวัดใจว่าใครแน่กว่ากันในทุกเรื่องเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ "ไทป์แปด" เพราะเป็นการส่งเสริมอัตตาให้ตัวเอง พวกเขามักประสบความสำเร็จในการบังคับคนอื่น เพราะมักกดดันคนอื่นได้ดีกว่า พวกเขาตะโกนดังขึ้นเรื่อย ๆจนกว่าคนอื่นจะยอมแพ้ไปเอง ไม่มีไทป์ไหนเล่นสงครามปากได้เก่งเท่า "ไทป์แปด" พวกเขาสามารถทำให้คนอื่นยอมได้ก่อนที่จะต้องลงไม้ลงมือ พวกเขาสามารถทำให้คนอื่นเชื่อได้ว่าเขาอาจกล้าทำอย่างที่ขู่จริง

นิสัยของสร้างไฟและยกใจเพื่อนร่วมงาน ตลอดจนมีความสุขกับการชนะใจลูกน้องที่เคยมีในระดับดี กลายเป็นตรงกันข้าม อัตตาของเขาบอบบางคนไม่อาจแบ่งปันความรู้สึกภาคภูมิใจร่วมกับใครได้ พวกเขากลัวใครจะมาตีรุ่นเท่าและขโมยเอาอำนาจของเขาไป ดังนั้น "ไทป์แปด" จึงเริ่มทำร้ายความมั่นใจคนอื่น สร้างสถานการณ์ในคนอื่นต้องพึ่งตนเองอย่างเสียไม่ได้ บังคับขู่เข็นให้อยู่ใต้อาณัติ บางทีพวกเขาก็รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่แต่บางทีก็ไม่ พวกเขาเชื่อว่าจะต้องทำตัวแข็งกร้าวกับทุกคน ทั้งเพื่อนร่วมงาน และคนในบ้าน เขาเกลียดความอ่อนแอทั้งของตัวและของคนอื่น "ไทป์แปด" ใช้ความกลัวเป็นแรงกระตุ้นคนอื่น เอารางวัลมาล่อให้คนอื่นปฏิบัติตาม และขู่ใครก็ตามที่คิดกำเริบ เมื่อพวกเขาบอกให้กระโดด พวกเขาคาดหวังให้ทุกคนกระโดดทั้งที่ พวกเขาไม่ยอมให้มีคำถาม และคำพูดทุกคำของเขาคือประกาศิต

ที่จริงแล้ว "ไทป์แปด" กล้ากับคนที่ตนแน่ใจว่าด้อยกว่าเท่านั้น พวกเขาจะมองหาจุดอ่อนของศัตรูและจี้แต่จุดนั้น พวกเขาจะจนมุมก็ต่อเมื่อต้องต่อกรกับคนที่เข้มแข็งเท่า ๆกันหรือสูงกว่า ไม่ใช่เพราะ "ไทป์แปด" ไม่มีน้ำยา แต่พวกเขาต้องระวังไม่ให้ตัวเองเป็นผู้แพ้ เพราะนั้นหมายถึงการกระทบกระเทือนศักดิ์ศรีความเป็นตัวตนของพวกเขาอย่างแรง

การที่ "ไทป์แปด" ดุดันกับทุกคน ทำให้พวกเขาต้องดุดันกับคนที่เป็นเครื่องมือในการใช้อำนาจของเขาเองด้วย ทำให้สภาพแวดล้อมรอบตัวยิ่งตรึงเครียดขึ้น และบังคับให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนดุดันตลอดเวลา ในระดับที่คงเส้นคงวา อย่างไรก็ตาม ในระดับนี้ "ไทป์แปด" ไม่ใช่คนบ้า พวกเขารู้ลิมิตตัวเอง และประเมินอยู่เสมอว่าตนเองจะรุกได้แค่ไหน ถ้าเขาคิดว่าคงไม่มีทางได้สิ่งที่ต้องการแล้วพวกเขาจะหยุด พวกเขารุกคนที่อ่อนแอกว่าในสายตาของเขาในระดับที่มากกว่าคนที่คิดว่าน่าจะแข็งแรงกว่า แน่นอนบางทีเขาก็ทายผิด และหายนะก็เกิดขึ้นกับตัวเขา

ระดับเจ็ด "เจ้าพ่อ"

ถึงขั้นนี้ "ไทป์แปด" ได้ทำร้ายความสัมพันธ์กับทุกคนที่อยู่รอบตัวจนหมดสิ้น ถ้าโชคดี ณ จุดนี้ พวกเขาจะเริ่มคิดได้ และเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเอง แต่หากวิกฤตต่าง ๆรุ่มเร้ามากเกินไป หรือพวกเขาได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจในวัยเด็ก พวกเขาจะยิ่งก่อสงครามให้รุนแรงขึ้นอีกระดับ พวกเขาจะพร้อมรบและต่อสู้กับทุกคนที่ขวาง ความวิตกว่าคนอื่นเป็นศัตรูจะไม่กลายเป็นเพียงแค่คิดไปเอง แต่มันจะกลายเป็นความจริง ทุกคนจะร่วมกันต่อต้าน "ไทป์แปด" และขยายผลกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายได้เลย

พฤติกรรมป่าเถื่อนและอำมหิตเริ่มแสดงให้เห็นในระดับนี้ พวกเขายึดหลักทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่า สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้คือสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นรนปรับตัวเท่านั้น และใช้มันเป็นเหตุผลในการทำสิ่งชั่วร้าย พวกเขาทำตัวเป็นกฏหมายเสียเอง พวกเขาเล่นเกมการเมืองที่ซึ่งความถูกต้องขึ้นอยู่กับอำนาจบารมี ใครเหนือกว่าได้เปรียบ

ความรุนแรงในวัยเด็ก หรือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในอดีตสร้างความรู้สึกถูกหักหลังและถูกปฏิเสธให้ "ไทป์แปด" พวกเขาไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป และมองว่าตนคือคนที่สังคมไม่เอา ก้าวเข้าสู่การเป็นขยะสังคมอย่างไม่มีทางหวนกลับ ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว และก็ไม่ต้องแคร์ว่าสังคมจะว่าอย่างไรด้วย เมื่อก่อคดีแล้วครั้งหนึ่ง การก่อคดีอีกก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป ความเป็นอาชญากรได้กลายเป็นชนักปักหลังไปแล้ว

ในระดับนี้ "ไทป์แปด" ไม่กลัวการทำอาชญากรรม ด้วยความกลัวที่จะต้องตกอยู่ในความควบคุมของคนอื่น พวกเขาจะขัดขวางข้อกำหนดใด ๆที่มีผลกระทบต่อตัวเขาทันที พวกเขาเป็นจอมเผด็จการเต็มตัว สิ่งที่พวกเขาทำคือการริรอนสิทธิคนอื่น และกดคนอื่นให้ไม่มีศักดิ์ศรีเหลืออยู่ ไม่มีทางที่ใครจะเป็นมิตร หรือผูกสัมพันธ์กับเขาได้ เพราะความเป็นมิตรคือสัญญาณของความอ่อนแอ ที่พวกเขาจ้องที่จะเอารัดเอาเปรียบทันทีที่พบ พวกเขาไม่รู้สึกละอายเมื่อโกหก หักหลังคนอื่น หรือกลับคำพูด พวกเขาโกหกจนรู้สึกว่ามันเป็นจริงไปเอง พวกเขาไวต่อความก้าวร้าวที่คนอื่นพยายามจะแสดงออกมา แม้เพียงเล็กน้อย พวกเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันที บุคคลในไทป์อื่นบางไทป์ก็ใช้ความรุนแรง แต่เมื่อไม่มีทางเลือกแล้วเท่านั้น คนพวกนี้จะรู้สึกผิดและกลัวถูกทำคืน ในขณะที่ "ไทป์แปด" ใช้ความรุนแรงได้อย่างบริสุทธิ์ใจ และไม่ต้องคิดมาก พวกเขานิยามเอาความรู้สึกผิดว่าเป็นความอ่อนแอในตัว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่จะทำให้คนอื่นแว้งกัดได้ ยิ่งทำเลว ก็ยิ่งต้องทำให้เลวยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาได้

"ไทป์แปด" จะทำสิ่งที่เลวที่สุดกับคนที่ใกล้ชิดที่สุด การข่มขืน การทารุณเด็ก ตบตีคู่สมรส เป็นการระบายความก้าวร้าว ที่พวกเขาชอบทำ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีทางสู้ พวกเขาชอบเอา ครอบครัว สมบัติทั้งหมด ธุรกิจ และชาติเป็นเครืองเดิมพัน ความเลวที่พวกเขาทำล้วนแล้วแต่หยุดไม่ได้ พวกเขายิ่งถลำลึกลงไปอีก เพราะหากมันหมายถึงการที่คนอื่นจะกลับมาเอาชนะตนได้ และทำให้ตนต้องตกอยู่ในอันตราย

เป็นการยากที่คนทั่วไปจะคิดสงสาร "ไทป์แปด" ในสิ่งที่พวกเขาเป็น พวกเขาไม่รู้สึกสงสาร "ไทป์แปด" แม้ว่าสิ่งที่ทำให้เขาเป็นแบบนั้นก็คือ ความรุนแรงที่พวกเขาได้รับจากคนอื่นในอดีต คนที่ทารุณเด็กมักเคยเป็นเด็กที่ถูกทารุณมาก่อน พวกเขาไม่มีวันที่จะยอมให้ใครมาทารุณพวกเขาได้อีกตลอดชีวิต ทำให้พวกเขากลายเป็นคนแข็งกร้าวโดยปริยาย

ระดับแปด "คนบ้าอำนาจ"

เมื่อพวกเขาไม่เกรงกลัวกฏหมาย หรือศีลธรรมได้ขนาดนี้ พวกเขาย่อมมีศัตรูที่มีพลังมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอำนาจรัฐ หรือแม้ว่าพวกเขาจะได้เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม พวกเขาก็ต้องมีศัตรูที่จ้องจะทำลายเขากลับให้ถึงกับล้มละลาย ในระดับดี "ไทป์แปด" มีความสามารถพิเศษในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างทำสิ่งต่าง ๆได้ ในระดับนี้พวกเขาก็สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนจ้องจะทำร้ายเข้าได้เช่นกัน

พวกเขาเริ่มมีชีวิตที่หวาดระแวง อาจเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ จ้างนักสืบ หรือคอยหลบ ๆซ่อน ๆ และความจริงที่ว่าตนก็ยังไม่ถูกกำจัดทำให้ "ไทป์แปด" รู้สึกลำพองใจ และคิดไปว่าไม่มีใครทำอันตรายตนได้ ตนนี้แหละที่มีอำนาจสมบูรณ์ พวกเขาสร้างอำนาจของตัวเพิ่มด้วยวิธีการ ทำให้ศัตรูของเขาอยู่เป็นสุข รวมทั้งการทำร้ายคนบริสุทธิ์ ทั้งหมดก็เพิ่มประกาศให้รู้ว่าตนเอาจริง และพร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ พวกเขาเริ่มเชื่อว่า ข้อจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปมีไม่มีในตัวเขา พรหมลิขิตให้พวกเขามีอะไรที่คนอื่นไม่มี คิดว่าตนเองเป็นยอดมนุษย์ที่ไม่มีวันตาย และยากที่จะทำใจยอมรับได้ว่ามีคนที่สามารถหยุดเขาได้ เพราะที่ผ่านมันไม่เคยมี

พวกเขาเริ่มกลัวตาย และเริ่มเล่นบทพระเจ้า พวกเขาฆ่าคนอื่นไม่ใช่เพื่อความสะใจ แต่เพื่อระบายความกลัว และคิดไปว่าถ้าตนได้ฆ่าคนอื่น คนก็จะไม่มีวันถูกฆ่า พวกเขาไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง โดยเฉพาะเรื่องอำนาจของพวกเขา และมองข้ามความปลอดภัยเฉย ๆ สิ่งนี้นำไปสู่จุดจบของพวกเขา

ระดับเก้า "ผู้ทำลาย"

พวกเขารู้อยู่ใจว่าไม่มีทางที่จะรับมือกับศัตรูที่มากมายของตนได้ตลอดกาล พวกเขาจึงคิดที่จะเป็นฝ่ายทำลายคนอื่นก่อน "ไทป์แปด" ระดับนี้เป็นไทป์ที่ต่อต้านสังคมและชอบทำลายที่สุด เช่นเดียวกัน เมื่อ "ไทป์แปด" อยู่ในระดับดี พวกเขาเป็นไทป์ที่สร้างสรรที่สุด ความอยู่รอดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขา ดังนั้นพวกเขาจึงยอมสละชีวิตของลูกเมีย และเพื่อนสนิท รวมทั้งสมบัติทั้งหลายที่ตนสะสมมาตลอดชีวิต เพื่อเอาตัวรอด

พวกเขาเหมือนกำลังเดินเข้าหาความตาย การเอาคนอื่นไปตายแทนของพวกเขาเป็นกระทำที่โง่งม และไร้เหตุผลที่สุด เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดี

พวกเขาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า และเป็นเรื่องตลกที่เมื่อการทำลายล้างสิ้นสุด พวกเขาจะเริ่มเป็นห่วงตัวเอง บุคลิกของ "ไทป์แปด" มีการสร้างและการทำลายอยู่ในตัว เพราะการสร้างและการทำลายมีแรงบันดาลใจจากจุดเดียวกัน พวกเขายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางจนมองไม่เห็นใครในโลกนี้นอกจากตัวเอง ถ้าโลกไม่ให้ความสำคัญกับเขา เขาจะเกลียดมันและต้องการทำลาย อย่างไรก็ดีโลกที่จะเห็นค่าคนแบบนี้คงไม่มี

พัฒนาการ

"ไทป์แปด" ไปสู่ "ไทป์ห้า"

ตั้งแต่ระดับสี่ลงไป "ไทป์แปด" ทำอะไรชั่ววูบ ตอบสนองต่อความท้าทาย และเสนอตัว พฤติกรรมเหล่านี้บางครั้งเป็นผลทำให้ "ไทป์แปด" รู้สึกว่า ตนเองอยู่รอดได้ด้วยสมอง และเริ่มรู้สึกอยากจะพัฒนาลักษณะแบบ "ไทป์ห้า" โดยมองว่าเป็นการเปลี่ยนจากพฤติกรรมเรียกร้องสิทธิ ไปเป็นการใช้สมองคิด ซึ่งตนเชื่อว่าจะทำให้รักษาอำนาจไว้ได้ถ้าตนฉลาดคิด และมีการวางแผน แทนที่จะทำอะไรหุนหันแบบเดิม "ไทป์แปด" จะเริ่มทำอะไรคิดหน้าคิดหลัง ด้วยการทำอะไรลับ ๆตนจะสามารถจู่โจมคู่ต่อสู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสรุปก็คือ "ไทป์แปด" ในระดับสี่ลงไปเริ่มพัฒนานิสัยของ "ไทป์ห้า" ขึ้นก็เพียงเพื่อการรวมอำนาจและสร้างความมั่นคงให้กับตน

ในระดับสี่ "ไทป์แปด" กำลังง่วนอยู่กับการสร้างฐานอำนาจ และโครงการต่าง ๆ พวกเขาต้องการความรวดเร็ว ความง่าย และเด็ดเดี่ยว ในไม่ช้าพวกเขาจะมีโครงการต่าง ๆล้นมือ และพบว่าตนควรจะถอยลงมารวบรวมข้อมูล และสิ่งจำเป็นในการสร้างอำนาจ พวกเขาจะเริ่มค้นคว้าศึกษาสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวเอง แม้หากมีเงินจ้างคนศึกษา ท้ายที่สุดพวกเขาก็จะดูมันด้วยตัวเองอีกที

ในระดับห้า "ไทป์แปด" เริ่มวางโต และการวางโตอย่างไม่มีศิลปะของพวกเขา จะทำให้พวกเขาดูเป็นตัวตลกในสังคม พวกเขาจะเริ่มถอยกลับไปตั้งหลัก ด้วยการอยู่กับตัวเอง ละทิ้งโครงการ ใจลอย และใช้ตรรก แบบ "ไทป์ห้า" พวกเขาเริ่มทำตัวลับ ๆล่อ ๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง สร้างเส้นขอบเขตให้กับมิตรภาพ เพื่อไม่ให้ใครรู้เรื่องส่วนตัวของเขามากเกินไปและหันมาทำอันตรายเข้าได้

ระดับหก "ไทป์แปด" ชอบข่มคนอื่น และมองทุกคนเป็นฝ่ายตรงกันข้าม พวกเขาไม่ไว้ใจใคร และต้องการแต่คนรอบข้างที่ตนข่มขู่ได้ พฤติกรรมแบบ "ไทป์ห้า" จะช่วยเสริมความคิดในแง่ร้ายเกี่ยวกับคนรอบข้างให้ "ไทป์แปด" จะรู้สึกว่าตนเป็นส่วนเกิน หรือถูกคนอื่นเข้าใจผิด นิสัยที่ชอบประนาณความอ่อนแอของมนุษย์จะได้รับการเติมเชื้อไฟด้วยความจองหองคิดว่าตัวฉลาดของ "ไทป์ห้า"

ระดับเจ็ด "ไทป์แปด" ต่อต้านสังคม และอำมหิต พวกเขาปฎิเสธสังคม มีกฏขอตัวเอง และไว้ใจก็แต่สมองและความต้องการที่จะอยู่รอดของตัวเอง พวกเขาก้าวร้าวกับคนที่เขารู้สึกว่าถูกหักหลัง และเบียดเบียนคนรอบข้างในทางที่ยั่วโมโห เมื่อเข้าสู่ "ไทป์ห้า" พวกเขาจะหลบหน้าคน ลดความต้องการของตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาใคร ตัดขาดคนไม่กี่คนที่ตนยังคบอยู่ พวกเขาใช้หลักการไม่ยึดหลักการใด ๆในการให้อภัยต่อความชั่วของตัว

ระดับแปด "ไทป์แปด" หลงผิดคิดว่าตัวมีอำนาจเต็ม เป็นผู้วิเศษที่ใครทำอันตรายไม่ได้ เกะกะระรานไปทั่วทำให้คนปองร้ายได้ง่าย "ไทป์แปด" กดเก็บความกลัวไว้เพื่อจะได้ทำตัวกร่าง เมื่อถึงระดับนี้ พวกเขาไม่สามารถเก็บกดความกลัวไว้ได้ต่อไปแล้ว จะทำให้จิตใจของพวกเขาในระดับนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ไร้เหตุผล

ระดับเก้า "ไทป์แปด" การหลีกหนีผู้คนและความรู้สึกของตัวของ "ไทป์ห้า" ทำให้ "ไทป์แปด" ไม่สามารถรักษาอำนาจได้อีกต่อไป ความหวาดกลัวว่าจะต้องตกอยู่ใต้อาณัติคนอื่น จะทำให้พวกเขายิ่งแยกตัว แต่ยิ่งแยกตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้อำนาจของพวกเขาพังครืนลงมา กลายเป็นวงจรชั่วร้ายสำหรับ "ไทป์แปด" เป็นครั้งแรกที่ "ไทป์แปด" มีอาการหวาดกลัว เพราะการปฏิเสธและการกดเก็บความกลัวไม่ทำงานอีกต่อไป พวกเขาจะมีอาการหวาดระแวง และหลุดโลก ดูคล้ายกับ schizphorenics หากเป็นต่อไปเรื่อย ๆอาจพัฒนาเป็น schizphorenics จริง ๆ พวกเขาหวาดกลัวว่าจะต้องได้รับการลงโทษต่อความชั่วที่ตนเคยก่อมาในอตีด ในระดับนี้พวกเขาไม่มีพิษสงอะไรอีกต่อไป และเป็นโอกาสที่คนที่เคยถูกพวกเขาเอาเปรียบจะตามมาล้างแค้น เพราะศัตรูที่เคยมีแต่คนรอบข้างกลายเป็นศัตรูที่อยู่ภายในใจของพวกเขาเอง

"ไทป์แปด" ไปสู่ "ไทป์สอง"

"ไทป์แปด" จะเรียนรู้และเติบโตหากเขาเปิดใจให้กับคนอื่นแทนที่จะพยายามควบคุมคนอื่น เมื่อ "ไทป์แปด" พัฒนาตัวไปในระดับที่ดีขึ้น พวกเขาเรียนรู้ที่จะใช้พลังไปในทางที่ปกป้องคนรอบข้าง รู้จักมองคนอื่นอย่างทัดเทียมกับตน อย่างที่พบใน "ไทป์สอง" ระดับดี

พวกเขาเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล และเคารพในความคิดของกันและกัน ตลอดจนเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ พวกเขาเลิกสนใจตัวเอง พวกเขารู้จักใช้พระคุณเหนือพระเดช เรียนรู้พลังของความรักแทนที่จะลุ่มหลงอยู่กับความรักในพลังอำนาจ คิดได้ว่าลึก ๆแล้ว พวกเขาต้องการที่จะรักคนอื่น เพราะอำนาจหากใช้ไปเพื่อตัวเอง สิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้น การใช้อำนาจเพื่อส่วนรวมไม่ได้ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตราย หรือลำบาก แต่กลับทำให้ตนยิ่งได้รับพลังอำนาจที่มีพลังอย่างแท้จริง นั้นก็คือการเป็นที่รักของคนอื่น

ความรู้สึกเป็นผู้รับใช้ของคนอื่นของ "ไทป์สอง" จะพัฒนา "ไทป์แปด" ไปสู่การสร้างวีรกรรมเพื่อสังคม พวกเขาจะอุทิศตนเพื่อส่วนรวมและไม่มีวันตายไปจากใจของคนอื่น

ไทป์ย่อย

"ไทป์แปดปนเจ็ด" "เจ้าพ่อ"

เมื่อลักษณะของ "ไทป์แปด" กับ "ไทป์เจ็ด" ผสมผสานกันจะก่อให้เกิดบุคลิกภาพที่ก้าวร้าวมาก พวกเขาเป็นไทป์ที่กล้าเรียกร้องสิทธิมากที่สุด เพราะ "ไทป์แปด" เป็นไทป์ที่แสวงหาอำนาจ ส่วน "ไทป์เจ็ด" เป็นไทป์ที่แสวงหาความเป็นเจ้าของและประสบการณ์ชีวิตใส่ตัว พวกเขาทำอะไรตรง ๆ อยู่ในโลกของความเป็นจริง และหันเข้าหาตัวเองมากกว่า "ไทป์แปดปนเก้า" มีความเสมอต้นเสมอปลายในภาพลักษณ์ของตัวเอง เขาคือคน ๆเดิมที่บ้าน และที่ทำงาน และปฏิบัติต่อคนรอบข้างเหมือน ๆกัน พวกเขาไม่ชอบอ้อมค้อม และแสดงความรู้สึกและความคิดของตัวออกมาอย่างชัดเจน เป็นนักปฏิบัติ

ตัวอย่างได้แก่ Mikahail Gorbachev , Franklin Delano Roosevelt, Lyndon Johnson, G.I. Gurdjieff, Lee Iacocca, Donald Trump, Henry Kissinger, Richard Burton, Sean Connery, Harvey Keitel, Barbara Walters, Ann Richards, Bella Abzug, Ernest Hemingway, Norman Mailer, Frank Sinarta, Mike Wallace, Bette Davis, Roseanne, Leona Helmsley, Muhammad Ali, Aristotle Onassis, Richard Wagner, John DeLorean, Al Capone, Ferdinand Marcos, Joseph Stalin, Mao Tse-tung, Muammar Quaddafi, Idi Amin, the Reverend Jim Jones

ในระดับดี พวกเขาชอบสังคมมาก เป็นนักปฏิบัติ มีไฟ กอปรด้วยความคิดที่ไวของ "ไทป์เจ็ด" และวิสัยทัศน์ในการประยุกต์ของ "ไทป์แปด" มีความคิดริเริ่มตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องหัวใจ และเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าต้องสัมฤทธิ์ผล พวกเขาหลงใหลในการเป็นเจ้าของกิจการหรือโครงการใหญ่ ไม่พึ่งพาใครจึงไม่ชอบร่วมงานกับคนอื่น เว้นแต่ว่าจะทำเพื่อเป็นบันไดให้ตนเองได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มีเสน่ห์ของผู้นำอย่าง "ไทป์แปด" และ สนุกกับชีวิตแบบ "ไทป์เจ็ด" จึงเป็นที่ดึงดูดใจของคนรอบข้าง พวกเขาสร้างโอกาสให้คนรอบข้าง และสนุกกับการท้าทายให้คนอื่นพัฒนาตัว พวกเขามีพลังและความเข้มแข็งภายในทำให้มักมีอิทธิพลต่อสังคมรอบตัว ใจนักเลง เป็นห่วงสวัสดิภาพของคนอื่น

ในระดับปานกลาง พวกเขาสนใจอำนาจ และประสบการณ์ชีวิต (ทั้งสองสิ่งเสริมกันและกัน) มีหัวธุรกิจ ทุกเทให้กับงาน วัตถุนิยม แกร่ง ติดดิน ดึงดูดความสนใจด้วยการเล่าเรื่องเก่ง แม้ว่าจะมีเงินน้อย แต่ก็ชอบเอาเงินฟาดหัว ความเป็น "ไทป์เจ็ด" ทำให้พูดเกินจริง มักให้สัญญาเสียใหญ่โต และพูดเกินจริงเพื่อดึงดูดคนให้ทำงานให้ เปิดเผยความคิดและความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา ไม่แคร์ว่าใครจะว่าอย่างไร อยู่ไม่สุข มีไฟ และทำอะไรด้วยแรงบันดาลใจ ชอบควบคุมคนรอบข้าง อาจก้าวร้าวและชอบมีเรื่อง วางโต ใช้สิ่งที่ตนมีในการใช้คน กดดันคนให้ทำตามต้องการ ไม่เคยเสียใจกับการกระทำของตัวเอง และไม่สงสารใคร พวกเขาพะวงเรื่องเงินทองและอำนาจ เพราะไม่เคยคิดว่าตนเองมีพอที่จะพึ่งตัวเองได้

ในระดับเสื่อม พวกเขาอำมหิต ระราน หยาบคาบ จาบจ้วงผู้คน และเผด็จการ พวกเขาไร้มารยาทกับใครก็ตามที่กวนใจหรือท้าทายเขา ขี้โมโห มักคิดไปเองว่าถูกหักหลัง ความบ้าของเขาส่งเสริมความหลงผิดคิดว่าตนมีอำนาจ พวกเขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อสนองความคิดตัว พวกเขากังวลใจได้ง่าย จึงป้องกันด้วยการจู่โจมคนอื่นก่อน จะได้ไม่โดนจู่โจม

"ไทป์แปด" with a Nine-Wing "หมี"

บุคลิกของ "ไทป์แปด" กับ "ไทป์เก้า" ขัดแย้งกันหลายอย่าง "ไทป์แปด" ก้าวร้าวและเรียกร้องสิทธิ ในขณะที่ "ไทป์เก้า" กดเก็บความก้าวร้าวเพื่อหลีกเลี่ยงความปาดหมางและเรื่องเศร้า "ไทป์แปดปนเก้า" จึงรักสงบกว่า "ไทป์แปดปนเจ็ด" พวกเขาเข้าหาคนมากกว่า นุ่มนวล และเข้ากับคนอื่นได้ดีกว่า ตลอดจนมีเรื่องมีราวน้อยกว่า จัดการกับเรื่องต่าง ๆอย่างดูสบาย ๆมากกว่า ไม่เรียกร้องสิทธิมากนัก และมีพลังอย่างเงียบ ๆ แต่เมื่อต้องการขึ้นมากจริงพวกเขาก็ก้าวร้าวเป็น ความเป็น Nine ทำให้ไม่ค่อยรู้พลังตัวเอง และไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ

ตัวอย่างได้แก่ Martin Luther King, Jr., Golda Meir, Jenet Reno, Charles de Gaulle, Indira Gandhi, Pablo Picasso, Marlo Brando, Paul Newman, John Huston, Robert Altman, Barbara Stanwyck, John Wayne, Charlton Heston, Johnny Cash, Fidel Castro, Leonid Brezhnev, "Darth Vader," "King Lear," "Don Vito Carleone"

ในระดับดี พวกเขามีอำนาจอย่างเงียบ ๆ และประกอบด้วยปัญญา มีความมั่นคงในเป้าหมาย ยากที่จะขัดขวาง พวกเขาทำตัวสบาย ๆทั้งเมื่ออยู่ลำพัง และท่ามกลางคนอื่น ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเรียกร้องสิทธิตลอดเวลา พวกเขาถนัดที่จะเป็นนายของตัวเอง แต่ก็ไม่เท่ากับ "ไทป์แปดปนเจ็ด" มีช่วงเวลาที่คิดถึงความเดือดร้อนของคนอื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัว เป็นคนใจดี ใช้พระคุณมากกว่าพระเดช พวกเขาเก่งในการสร้างความผูกผันกับคนรอบข้างได้โดยไม่รู้ตัว สนใจ ศิลปะ ธรรมชาติ สัตว์ และเด็ก ๆ

ในระดับปานกลาง เริ่มมีการแยกออกของสองบุคลิก คือ พวกเขาดูก้าวร้าวท่ามกลางฝูงคน แต่ดูรักสงบเมื่ออยู่กับคนที่ตนรักโดยเฉพาะครอบครัว ซึ่งเป็นบุคลิกภาพที่ดูแตกต่างกันมาก พวกเขาจะไม่เสนอตัวสู่สังคมอย่างออกหน้าออกตา แต่อยากเป็นผู้มีอิทธิพลต่อสังคมอย่างเงียบมากกว่า พวกเขามีพลังอำนาจที่ยากจะทำลายซ่อนอยู่ พวกเขาต้องการควบคุมคนอื่น แต่ทำอย่างนุ่มนวล เจ้าเล่ห์ บางทีดูเหมือนพยายามให้คนอื่นประเมินตนต่ำเอาไว้ พวกเขาพูดจาเชื่องช้า ช่างสังเกตภาษากายของคนรอบข้าง ภายนอกดูเป็นมิตร แต่ภายในกำลังประเมินนิสัยของคนรอบข้างอยู่ ในระดับต่ำลงไป พวกเขาอารมณ์แปรปรวน เอาแน่ไม่ได้ เดี่ยวดีเดี่ยวร้าย โดยเฉพาะกับคนใกล้ชิด

ในระดับเสื่อม พวกเขาแยกตัว เก็บกด แต่หากเป็นคนมีอำนาจก็อาจเป็นคนกว้างขวาง ไทป์นี้โดยพื้นฐานไม่เคยกังวลใจอยู่แล้ว จึงอาจทำสิ่งเลวร้ายได้โดยไม่รู้สึกผิด พวกเขาคิดอะไรในใจอย่างเป็นเอกเทศ ราวกับว่ากำลังรับพลังอำนาจจากจักรวาล พวกเขาคิดและตัดสินใจโดยปราศจากอารมณ์ พวกเขาไม่ทำลายร้ายมากเท่า "ไทป์แปดปนเจ็ด" ในระดับเสื่อม แต่ก็จะทำเมื่อจำเป็น แต่นั่นก็ทำให้พวกเขารักษาอำนาจไว้ได้นานกว่า และกลายเป็นหนามยอกอกคนที่เป็นปรปักษ์กับพวกเขาเป็นเวลานาน แม้จะทำอะไรไม่รุนแรงแต่ในระยะยาวรวมกันแล้วก็อาจเลวร้ายกว่า

บทส่งท้าย

"ไทป์แปด" ไหลเลื่อนสู่ระดับต่ำลง เพราะแสวงหาความนับถือตัวเองด้วยการทำลาย แทนที่จะสร้าง พวกเขาคิดว่าคนที่มีอำนาจคือคนที่ทำลาย แทนที่จะเป็นคนที่สร้าง พวกเขาทำลายเพราะความกลัว กลัวว่าตนเองจะถูกทำลายจึงต้องทำลายสิ่งที่ตนคิดว่าล่อแหลมก่อน

หากพระเจ้าไม่มีจริง ถือได้ว่า "ไทป์แปด" เป็นไทป์ที่ฉลาดที่สุด เพราะเป็นไทป์ที่ตักตวงผลประโยชน์ส่วนตนมากที่สุด พวกเขาหาประโยชน์ใส่ตัวตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ดี ไม่มีใครหลีกหนีความตายไปได้ ท้ายที่สุดคนรุ่นหลังก็จะตัดสินพวกเขา ? ?

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 19:35:21 IP : 124.121.5.29


ความเห็นที่ 20 (886124)

7. เจ้าสำราญ

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

ความสุข ความพึงพอใจ การได้รับประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลาย การเปิดทางเลือกให้กับตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ และการหลีกหนีความวิตกกังวล

คนเราบางคน เกิดมามีชีวิตที่ดี ปราศจากความอ้างว้าง ความเหงา และการเกลียดตัวเอง และก็มีความสุขอย่างแท้จริงกับสิ่งที่ฟ้าประทานมา ในขณะที่บางคน มีความสุขบ้าง อย่างน้อยพวกเขาก็คิดว่าตัวเองมีความสุข ทั้งที่จริงแล้ว พวกเขากำลังไขว่คว้าหาความสุข แทนที่จะกำลังลิ้มรสชาดของความสุขอย่างที่มันเป็น ส่วนคนที่พวกหนึ่ง กำลังขมขื่น ทั้งที่มีพร้อมทุกอย่าง แต่ก็ไม่เคยรู้สึกพอใจกับสิ่งที่ตนได้รับ

สำหรับเรื่องของความสุขแล้ว "ไทป์เจ็ด" เป็นไทป์ที่เผชิญกับคำถามต่าง ๆมากที่สุด ความสุขที่แท้จริงคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะมีความสุขโดยไม่ต้องไขว่คว้ามัน ทำอย่างไรจึงได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆโดยไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ความสุขในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา

ตัวอย่างบุคคล

John F. Kennedy, Leonard Bernstein, Steven Spielberg, Malcolm Forbes, Marianne Williamson, Elizabeth Taylor, Mozart, Arthur Rubinstein, Federico Fellini, Dr. Richard Feynman, Timothy Leary, Robin Williams, Jim Carey, Bette Midler, Elton John, Liza Minnelli, Bruce Willis, Jack Nicholson, Joan Collins, Noel Coward, Larry King, Joan Rivers, Regis Philbin, Susan Lucci, Geraldo Rivera, Howard Stern, Liberace, John Belushi, "Auntie Mame,""Martha" in Who's Afraid of Virginia Woolf?

กับความคิด

ปัญหาของ "ไทป์เจ็ด" โดยธรรมชาติเกี่ยวข้องกับความคิดในจิตใจของพวกเขาเอง ความคิดของเขาแล่นไว อยากรู้อยากเห็น กระตือรืนร้นที่จะรับสิ่งใหม่ ความวิตกกังวลทำให้จิตของเขาไวเกินที่จะควบคุมไว้ได้ ถ้าพวกเขาเกิดคึกที่จะทำอะไรขึ้นมา พวกเขาจะทำมันทันที ใจไปไวกว่าตัว พวกเขาตื่นเต้นกับสิ่งรอบตัวได้ง่าย จิตใจของพวกเขาอยู่กับสิ่งที่เขากำลังคิดอยากจะทำ การคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆและการทำอะไรในอนาคตทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุข และในเวลาเดียวกันทำให้พวกเขาไม่วิตกกังวล หรือใช้อารมณ์

ประสบการณ์ชีวิตเป็นเหมือนเครื่องนำทางพวกเขา "ไทป์เจ็ด" รู้สึกดีกับ รส สี กลิ่น เสียง และสัมผัส ตัวตนและความนับถือตัวเองของพวกเขาขึ้นอยู่กับการได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ พฤติกรรมต่าง ๆของ "ไทป์เจ็ด" สะท้อนให้เห็นถึง ความอยากได้รับประสบการณ์แปลกใหม่ พวกเขาไม่สนใจสิ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยผัสสะในทันที พวกเขาไม่สนใจเรื่องเก่า ๆ ไม่สนใจตัวบุคคล พวกเขาสนใจประสปการณ์ จึงเป็นคนติดดิน เข้าหาคนอื่น และชอบความศิวิไลซ์ พวกเขารู้สึกว่าโลกนี้มีไว้เพื่อหาความสุข และมันขึ้นอยู่กับตัวของเราที่จะหาความสุขด้วยวิธีใด

ในระดับดี ประสบการณ์เป็นเสมือนแหล่งที่มาของความสุขสำหรับ "ไทป์เจ็ด" พวกเขาเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆให้ดี เพราะพวกเขาจดจ่ออยู่กับการทำอะไรดี ๆ ให้เกิดขึ้น แต่เมื่ออยู่ในระดับปานกลาง พวกเขากลับจดจ่ออยู่กับการได้รับ และการบริโภคสิ่งที่ให้ความสุข สนุก และประสบการณ์แทน พวกเขาพยายามทำให้ตัวเองตื่นเต้นเร้าใจอยู่ทุกขณะ นั้นกลับทำให้พวกเขาไม่มีความสุข เพราะความไฮเปอร์แอคทีฟ ทำให้ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่ทำหรือมี และในที่สุดก็นำไปสู่ "ไทป์เจ็ด" ในระดับเสื่อม พวกเขาหลีกหนี และมีพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้

"ไทป์เจ็ด" เป็นไทป์ที่ทำอะไรเป็นรูปธรรมมากที่สุด และประสปผลสำเร็จมากที่สุด ความสนุกสนาน และการมองโลกของเขาทำให้เกิดความสุขแก่พวกเขาเองและคนรอบข้าง แต่เมื่อใดก็ตามที่ความกระตือรือร้นของเขาเกินขนาด พวกเขาจะบริโภคมากกว่าความต้องการ และยากที่จะรู้สึกพึงพอใจ เริ่มมีความสุขกับปัจจุบันน้อยลง และวิตกกังวลที่จะเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆ

ปัญหาความวิตกกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัย

ไทป์ของความคิดล้วนแต่มีปัญหาเรื่องความวิตกกังวล และสร้างแบบแผนการคิดขึ้นเป็นกลไกป้องกัน "ไทป์ห้า" กังวลว่าตนจะไม่สามารถจัดการกับสิ่งรอบตัวได้ จึงหลีกหนีมัน ในขณะที่ "ไทป์เจ็ด" ตรงกันข้าม พวกเขาจะกังวลว่าตนไม่สามารถจัดการกับสิ่งภายในได้ อย่างเช่น ความเศร้า การสูญเสีย และความวิตกกังวล พวกเขาจึงหนีไปสู่สิ่งภายนอก เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่เจ็บปวดภายใน

"ไทป์เจ็ด" ควบคุมความวิตกกังวลด้วยการจดจ่อกับ ความคิดริเริ่มและความเป็นไปได้ต่าง ๆที่น่าตื่นเต้น พวกเขาพยายามทำให้ในหัวของเขามีแต่เรื่องราวต่าง ๆที่จะเกิดในอนาคต ประสบการณ์ในอนาคตที่ตนแน่ใจว่าจะต้องสนุก การผจญภัยใหม่ ๆ หนังสือใหม่ งานสัมมนาใหม่ ความสัมพันธ์ใหม่ ๆ พวกเขาไม่ชอบการคิดถึงเรื่องที่ไม่น่ารื่นรมย์ ตลอดจนการคิดถึงผลที่จะเกิดขึ้น การคิดถึงเรื่องในอนาคตที่น่าสนุกเป็นการหลีกเลี่ยงความทุกข์ของพวกเขา

ยิ่งคิดถึงเรื่องอนาคตเท่าไรก็ยิ่งหลุดออกจากปัจจุบันเท่านั้น เปรียบเหมือนคนที่ใฝ่ฝันมาตลอดว่าอยากไปพิรามิด แต่เมื่อไปถึงกลับคิดถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำที่ไคโร คิดถึงการเอารูปถ่ายกลับไปอวดเพื่อน ๆที่บ้าน เลยไม่ได้รับอรรถรสจากการไปดูพิรามิดเลย นั้นเป็นการทำให้ "ไทป์เจ็ด" พลาดความสุข และแสวงหาความสุขมากขึ้น

เมื่อความสุขลด ความวิตกกังวลก็เพิ่ม พวกเขาจะยิ่งทำกิจกรรมมากขึ้น แต่การทำอะไรมากมายเต็มไปหมดไม่ได้สร้างความสุขให้แต่อย่างใด และนานวันพวกเขาจะยิ่งถอนตัวยากขึ้น เพราะติดนิสัยทำอะไรตลอดเวลา นอกจากนี้ พวกเขายังต้องเก็บกดความรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น ราวกับว่าความคิดของพวกเขาก้าวไปไวกว่าตัวสองก้าวเสมอ ยิ่งทำอะไร ก็ยิ่งรู้สึกไม่พอ พวกเขาไม่รู้ตัวว่าไม่อาจรับรู้ความสุขได้เพราะไม่เคยที่จะรับรู้ความรู้สึกที่แท้จริงภายในตัวเอง ยิ่งทำก็ยิ่งรน คิดว่าไม่มีอะไรทำให้เป็นสุขได้แล้ว พวกเขาเริ่มโกรธ และหวาดกลัวชีวิตที่ไม่มีความสุขให้ลิ้มลอง

กับพ่อแม่

ในวัยเด็ก "ไทป์เจ็ด" ออกห่างผู้เลี้ยงดู บุคคลผู้สะท้อนพวกเขา ดูแลพวกเขา ให้ความรักและให้คุณค่า ซึ่งมักได้แก่ แม่ แต่ไม่จำเป็นเสมอไป อาจเป็นพ่อ หรือพี่ก็ได้ในบางครอบครัว "ไทป์เจ็ด" รู้สึกมีปัญหากับผู้เลี้ยงดู รู้สึกไม่ผูกพัน หรือรู้สึกพึ่งไม่ได้ "ไทป์เจ็ด" จึงเริ่มที่จะแสวงหาสิ่งที่ต้องการได้รับจากผู้เลี้ยงดูด้วยตัวเอง

บางครั้ง ผู้เลี้ยงดูไม่ได้เจตนาทำให้เด็กรู้สึก บางครั้งอาจเป็นเพราะ ความยากจน สงคราม การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือการกำพร้าแม่ ทำให้ความคาดหวังว่าสิ่งดี ๆต้องมาหาตัวถูกสั่นคลอน หรืออาจเป็นเพราะช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ผู้เลี้ยงดูหายไป หรืออาจมีอุบัติเหตุที่ทำให้เด็กเริ่มคิดว่า ผู้เลี้ยงดูพึ่งไม่ได้อีกต่อไป หรือเป็นเพราะ "ไทป์เจ็ด" เองต้องการการเอาใจใส่มากเกินกว่าที่ผู้เลี้ยงดูจะให้ได้

ไม่ว่าจะเพราะเหตุใด ความกลัวที่จะไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอนี้ กลายเป็นแรงกระตุ้นในกับคนไทป์นี้ พวกเขาเริ่มคาดคั้นว่า ความต้องการทุกอย่างของตัวต้องได้รับการตอบสนอง การได้ครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งต่าง ๆที่ให้ความสุขได้ กลายเป็นสัญลักษณ์แทนการดูแล และความรู้สึกว่ามีสวัสดิภาพที่ดีของ "ไทป์เจ็ด"ไป

ปัญหาเรื่องความอยาก และความก้าวร้าว

ในระดับปานกลาง พวกเขาต้องการความพึ่งพอใจแบบเร่งด่วน พวกเขาไม่สร้างกรอบควบคุมตัวเอง และไม่ปฏิเสธตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าตนต้องการอะไร ก็ต้องได้ ถ้าอยากจะทำอะไรก็ต้องได้ทำทันที ถ้าอะไรให้ความสุขพวกเขาได้ พวกเขาต้องการมันเพิ่มทันที ความอยากที่รุนแรงทำให้ "ไทป์เจ็ด" ดูเป็นไทป์ที่ก้าวร้าว ในเวลาเดียวกัน "ไทป์เจ็ด" เป็นไทป์ที่รู้สึกไม่ปลอดภัย การตอบสนองความก้าวร้าวของตัว เป็นการหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัย

"ไทป์เจ็ด" มักปาดหมางกับคนอื่น เมื่อพวกเขาจับคนอื่นมาอยู่ในสถานะที่อาจสร้างกรอบให้กับพวกเขา เพราะ "ไทป์เจ็ด" ไม่เคยสร้างกรอบให้ตัวเอง พวกเขาต้องได้รับการควบคุมจากคนอื่น ไม่ว่าจะด้วยการถูกคนอื่นปฏิเสธ หรือด้วยความเป็นจริงไม่อำนวย ซึ่งสร้างความโกรธให้กับ "ไทป์เจ็ด" อย่างมาก เพราะมันตอกย้ำความรู้สึกไม่เพียงพอในวัยเด็กที่อยู่ในจิตไร้สำนึกของพวกเขา

เมื่ออยู่ในระดับดี พวกเขาเอาใจใส่กับความต้องการที่แท้จริงของตัวเท่านั้น แทนที่จะเป็นทุกเรื่อง พวกเขาสร้างสิ่งต่าง ๆให้กับโลก แทนที่จะเป็นนักบริโภค ประสปความสำเร็จในการทำให้สิ่งรอบตัว สร้างประโยชน์ให้กับตัวและคนอื่น ๆมากขึ้น พวกเขามีชีวิตที่มีสุขมาก เพราะรับรู้ประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเองทุกขณะ

เมื่ออยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาหยุดความอยากไม่ได้ ตะกละ เห็นแก่ตัว และไม่แคร์ความต้องการของคนอื่น เห็นแก่ความสุขของตัวเท่านั้น ที่แย่ก็คือ พวกเขาไม่เคยรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ จึงไม่มีวันรู้สึกว่าพอ ในที่สุดพวกเขาไม่สามารถหยุดตัวเองได้เลย และเต็มไปด้วยความตระหนก ไม่มีหลักให้ยึด

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้พอใจชีวิต"

ในระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" มีศรัทธาในโลกของความเป็นจริง มากพอที่จะติดต่อกับสิ่งรอบตัว โดยไม่ต้องการหรือคาดหวังอะไร พวกเขาอยู่จะปัจจุบันทุกขณะ แทนที่จะหันเข้าหาความบันเทิงในใจ ดังนั้นเวลาทุกวินาทีของเขาจึงเป็นที่มาซึ่งความสุข พวกเขารู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างน่าพอใจได้ ถ้าเอาใจรับรู้มัน พวกเขาไม่ได้เพียงแต่พอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ แต่ยังรู้สึกว่าการมีชีวิตเป็นสิ่งที่สวยงามเหลือเกิน

พวกเขาสัมผัสถึงสิ่งที่ลึกลับเกี่ยวกับชีวิตที่ไม่เคยรู้สึกได้มาก่อน พวกเขามีความสุขตามอัตภาพ และเป็นความสุขสุด ๆ ที่เหนือคำพูดหรือความรู้สึกใด ๆ พวกเขามีความรู้สึกที่ดีกับทุกอย่าง แม้ว่าบางอย่างจะดูไม่น่ารื่นรมย์ในสายตาของคนอื่น พวกเขาไม่กลัวด้านมืดของชีวิต ไม่กลัวความตาย แต่ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องเผชิญ "ไทป์เจ็ด" ในระดับนี้เป็นไทป์ยอมรับชีวิตที่เป็นอยู่มากที่สุด แต่ในเวลาเดียวกันก็ยึดติดกับมันน้อยที่สุด

พวกเขามองสิ่งต่าง ๆว่าเป็นของขวัญแห่งมนุษยชาติ ไม่ใช่สิ่งที่มีมาเพื่อสนองความต้องการของตนคนเดียว พวกเขาจึงมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้นอย่างที่มันเป็น และไม่พยายามไขว่คว้าหามาเป็นเจ้าของ พวกเขาไม่ตั้งเงื่อนไขให้ชีวิตอย่าง "ถ้าฉันไม่มีรถ ก็ไม่มีวันมีความสุข" พวกเขาพบว่า ไม่ว่าสิ่งที่ตนมีอยู่จะเป็นอย่างไร ตนก็มีความสุขได้ถ้าใช้มันถูกวิธี ในระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" มีความสุข และยังคงสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะชีวิตมีแง่มุมมากมายที่เรายังไม่เคยค้นพบ ชีวิตเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับพวกเขา และไม่มีวันขาดแคลน

ระดับสอง "ผู้มองโลกในแง่ดี"

เมื่อความวิตกกังวลเคลือบคลานเข้ามา พวกเขาเริ่มหวั่นว่าสักวันจะต้องขาดแคลน พวกเขาจะเริ่มอยู่กับปัจจุบันน้อยลง และคิดถึงอนาคตมากขึ้น เราคิดถึงสิ่งที่อยากทำ หรือวิธีการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่ทำให้มีความสุข พวกเขากำลังก้าวข้ามสภาวะที่มีแต่ความสุข ไปหาสภาวะที่สุขน้อยลงเสียแล้ว

"ไทป์เจ็ด" เป็นไทป์ที่หันเข้าหาโลกภายนอก พวกเขาเป็นไทป์ที่เปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ มากที่สุด พวกเขาสนุกกับสิ่งต่าง ๆ และพยายามรักษามันไว้ให้นานที่สุด พวกเขาปิดความรู้สึก หรือแรงขับดันในจิตใจเอาไว้ และสนใจแต่สิ่งเร้าภายนอก

ในระดับนี้ พวกเขายังคงมองว่าตนมีความสุข มีชีวิตชีวา ซึ่งก็เป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิต พวกเขาเป็นเพื่อนที่ดีเพราะมีพลังอยู่เสมอ ความมีชีวิตชีวา และความกระตือรือร้นของพวกเขาเหนี่ยวนำให้คนรอบข้างพลอยมีไฟไปด้วย คนรอบข้างรู้สึกสนุกเมื่ออยู่ใกล้เขา พลอยติดนิสัยสนุกสนานไปด้วย

ความคิดของพวกเขาไปไว และตื่นอยู่เสมอ ชอบสิ่งใหม่ และอยากรู้อยากเห็น ถ้าเกิดมาฉลาด พวกเขาจะมีความสามารถทางภาษา ฝีปากคม เข้าใจโครงสร้างที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็ว มีหัวทางดนตรี การใช้สี รูปทรง และการออกแบบ มีความจำเป็นเลิศ เหมือนภาพถ่าย จำเรื่องราว ทำนองเพลง บทพูดในหนัง หรือข้อมูลประวัติศาสตร์ได้เป็นอัศจรรย์ พวกเขาเรียนรู้ได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นผลเสียเพราะเมื่อเขาพัฒนาทักษะอย่างหนึ่งได้ในเวลาอันรวดเร็ว พวกเขาก็จะหมดความสนใจในสิ่งนั้น และเริ่มไขว่คว้าหาสิ่งใหม่ต่อไปอีก แต่ในแง่ดีทำให้พวกเขามีทักษะหลายอย่าง "ไทป์เจ็ด" ชอบเป็นนักปฏิบัติมากกว่านักคิด พวกเขาเป็นนักสะสมประสบการณ์ชีวิต

แม้ว่าเขาจะมีสิ่งที่ชอบ และไม่ชอบ พวกเขาจะมองทุกสิ่งในแง่ดีไปหมด ตราบใดที่ยังอยู่ในระดับดี พวกเขารู้สึกหนุ่มสาวอยู่เสมอ ล้มแล้วลุกเร็ว ดุจดังนกฟีนิกซ์ พวกเขาไม่จมอยู่กับความทุกข์นาน ๆ และมองหาทางออกในแง่ดีไว้เสมอ "เมื่อชีวิตให้มะนาวมา เราก็ทำน้ำมะนาว"

นอกจากนี้พวกเขายังมีจิตใจอิสระเสรี ตอบสนองต่อสิ่งเร้ารวดเร็ว ไม่ปักใจไปกับทางใดทางหนึ่งเต็มตัว มองผลไปตัดสินใจไป มีความเป็นนักผจญภัย ไม่กลัวสิ่งใหม่ หัวเราะให้กับตัวเอง ไม่รู้สึกไม่ดีเมื่อตัวเองทำไม่ได้ดังใจ การหกล้มเมื่อหันเล่นสกี หรือการเล่นกีต้าร์ไม่เอาไหน ไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับ "ไทป์เจ็ด" ไม่กังวลเกี่ยวกับตัวเองตลอดเวลา มองผิดเป็นครู

ระดับสาม "ผู้เก่งรอบด้าน"

ความกังวลที่ว่า ตนอาจไม่สามารถรักษาความสุข และประสบการณ์ชีวิตที่ดีไว้ได้ตลอด ทำให้ "ไทป์เจ็ด" สร้างทัศนคติใหม่เกี่ยวกับชีวิตขึ้น "คนเราหากต้องการอิสระภาพ และทรัพย์สินที่จะมาปรนเปรอความต้องการของตน ก็ต้องขยันหมั่นเพียร" ระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" จึงสร้างสรรสิ่งต่าง ๆ ขึ้นอย่างมากมาย

พวกเขาใช้ความกระตือรือร้นที่มีอยู่ สร้างสรรสิ่งต่าง ๆขึ้นอย่างน่าทึ่ง "ไทป์เจ็ด" มักเก่งหลายอย่าง และสามารถเชื่อมโยงทักษะต่าง ๆเข้าด้วยกัน รู้กว้าง และเป็นความรู้ในเชิงประยุกต์ เมื่ออยู่รวมกันเป็นกลุ่ม "ไทป์เจ็ด" จะมีศักยภาพมากที่สุด พวกเขาปราดเปรื่อง และประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วเกินปกติ อาจเป็นเด็กที่พัฒนาการเกินวัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนิสัยหันเข้าหาคนอื่น ทำให้พวกเขาทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีออกสู่โลกภายนอก พวกเขาไม่เคยเสียเวลากับการคิดมาก อันทำให้วอกแวก ในเวลาเดียวกัน พวกเขามีโครงการใหม่ ๆอยู่เสมอ สนใจสิ่งใหม่โดยไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง สะสมทักษะใหม่ ๆให้ตัวเองตลอดเวลา

พวกเขาดูจะถนัดไปหมดทุกอย่าง รู้หลายภาษา เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด ทำงานเก่ง ทำอาหารเป็น เล่นสกีได้ รู้เรื่องศิลปะ ดนตรี การละคร เมื่อพวกเขาหางานทำในหนังสือพิมพ์ พวกเขามักไม่ต้องรู้สึกท้อใจ ทักษะต่าง ๆที่บริษัทต้องการล้วนเป็นสิ่งที่เขามีแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ดีด หรือการใช้คอมพิวเตอร์

ยิ่งประสบความสำเร็จอย่างหนึ่ง ก็ยิ่งทำให้ประสบความสำเร็จอย่างที่สองได้ง่าย เพราะทักษะต่าง ๆส่งเสริมกันเอง พวกเขาอาจเริ่มสนใจดนตรีด้วยการเป็นนักเปียโน เมื่อคนร้องนำชวนให้หัดร้องเพลง พวกเขาก็เริ่มสนใจการร้องเพลง ซึ่งอาจนำมาซึ่งโอกาสที่จะได้จากบริษัทแผ่นเสียง ซึ่งนำไปสู่การได้ควบคุมวงออเครสตร้า และกลายเป็นอาชีพในที่สุด หรืออาจเป็นคนชอบเล่าเรื่องให้พี่น้องฟัง และคิดสนุกนำมาเขียนเป็นเรื่อง กลายเป็นเรื่องสั้น หนังสือ นวนิยาย บทภาพยนตร์ ในเวลาต่อมา สิ่งหนึ่งนำพา "ไทป์เจ็ด" ไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งไม่เพียงทำให้ "ไทป์เจ็ด" มีความสุขคนเดียว แต่นำมาซึ่งความสุขและประโยชน์สำหรับคนอื่นด้วย

"ไทป์เจ็ด" ชอบนำเสนอสิ่งที่ตัวชอบให้คนอื่นชอบด้วย พวกเขาแบ่งปันความตื่นเต้นให้กับคนรอบข้าง ทำให้เป็นที่รักของหลาย ๆคน อย่างไรก็ตามที่ "ไทป์เจ็ด" ประสบความสำเร็จในระดับนี้ เป็นเพราะการรู้จักจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม และรู้จักขอบเขต เมื่อไรก็ตามที่ความวิตกกังวล ทำให้พวกเขารน ปัญหาจะเกิดขึ้น

ระดับสี่ "ผู้เจนชีวิต"

เพราะประสบการณ์ชีวิตเป็นเรื่องหอมหวลสำหรับ "ไทป์เจ็ด" พวกเขาจึงเริ่มกลัวว่า หากสนใจอยู่แค่หนึ่งหรือสองสิ่ง ก็อาจพลาดหลาย ๆ สิ่งไป พวกเขาจึงต้องการมากขึ้น และกลายเป็นความต้องการที่ไม่สิ้นสุด

สิ่งที่แตกต่าง ระหว่าง "ไทป์เจ็ด" ในระดับดี กับระดับปานกลางคือ ในระดับดี พวกเขาเป็นนักสร้าง นักผลิต ในขณะที่ในระดับปานกลาง พวกเขาเป็นนักบริโภค และหาความสุขใส่ตัว พวกเขาเอาทุกอย่าง และรู้สึกเสียใจที่ไม่ค่อยมีเวลาได้ทำทุกสิ่งที่สนใจ เสียดายที่พลาดโอกาสของช่วงเวลาแห่งความสุข พวกเขาต้องการมากขึ้น และใหม่ขึ้น เพราะคิดว่าจะทำให้ตนมีความสุขขึ้น

รากเหง้าของปัญหาคือ ความวิตกกังวล ที่ว่าตนกำลังพลาดสิ่งที่น่าสนุกกว่าสิ่งที่ตนกำลังทำอยู่ ทำไมคนอื่นถึงกำลังทำสิ่งที่ดีกว่าตน พวกเขาเริ่มอยู่ไม่สุข มองหาสิ่งใหม่ที่น่าจะสนุกกว่าเดิม เหมือนกับคนที่กำลังสนทนาอย่างออกรสในวงปาร์ตี้ แล้วก็เหลือบไปได้ยินวงอื่นคุยน่าสนใจกว่า แล้วก็เริ่มลังเลใจว่า จะคุยต่อไปดี หรือจะปลีกตัวไปหาวงสนทนาวงอื่นแทนดี "ไทป์เจ็ด" จะพยายามฟังทั้งสองวงไปพร้อมกันสักพัก และก็เริ่มหมดความสุขกับการสนทนา ความวิตกกังวลทำให้ "ไทป์เจ็ด" เปลี่ยนกิจกรรมไปเรื่อย โดยที่ไม่ได้ลิ้มรสที่แท้จริงของมันเลย

"ไทป์เจ็ด" ในระดับนี้ ไม่รู้ตัวว่ากำลังวิตกกังวล พวกเขาคิดว่ามันเป็นความน่าเบื่อมากกว่า พวกเขากลายเป็นคนที่ชอบบ่นว่าเบื่อมากที่สุด เพราะ ความน่าเบื่อ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากสำหรับไทป์นี้ เมื่อไรที่รู้สึกเบื่อ ความรู้สึกที่ปวดร้าวต่าง ๆจะเข้ามาในใจทันที ทำให้ "ไทป์เจ็ด" ต้องพยายามหาอะไรใหม่ ๆทำ

"ไทป์เจ็ด" มีประสปการณ์ชีวิตมาก พวกเขารู้จักร้านอาหารอร่อย ๆ เยอะ ดูหนังเรื่องล่าสุดก่อนใคร เข้าค่ายกิจกรรมต่าง ๆ มากกว่าใคร พวกเขารักการพูด เล่าเรื่องเก่ง และชอบแบ่งปันประสบการณ์ เดินทางบ่อย เคยไปมาหมดทุกที่ และภูมิใจที่เคยไปมามากกว่าใคร ถ้าชอบหนังสือ พวกเขาจะซื้อมามากกว่าที่จะมีทางอ่านได้ทัน และเต็มไปด้วยหนังสือที่อ่านไม่หมดเต็มหัวเตียง

ในระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" ยังคงสร้างสรร และผลิต แต่ใส่ใจน้อยลง พวกเขาชอบเห็นตัวเองงานยุ่ง มีตารางเวลาเต็ม มีแผนรองรับเมื่อรายการใดถูกยกเลิก ทำหลายอย่างได้ดีในเวลาเดียวกันอย่างสนุกสนาน ในบางราย การแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆแปรเปลี่ยนไปเป็น ความรักที่จะเป็นเจ้าของวัตถุ ซึ่งที่จริงพวกเขาสนุกกับการแสวงหามากกว่าตัวสิ่งของ จึงชอบการชอปปิ้ง การดูแคตาล็อก การฝันว่าได้เป็นเจ้าของรถใหม่ หรือเสื้อคลุมตัวใหม่ ซึ่งสนุกกว่าการเป็นเจ้าของจริง ๆ เพราะเมื่อซื้อมาแล้ว "ไทป์เจ็ด" จะหมดความอยาก และหาสิ่งใหม่ต่อไป ถ้าเป็นคนรวย พวกเขาจะกลายเป็นคนมีระดับ ที่มีชีวิตที่หรูหราเต็มไปด้วยของดี ราคาแพง ถ้าจนหน่อยก็อาจมีน้อยหน่อย แต่ความอยากนั้นไม่ต่างกัน

พวกเขาหาความสุขใส่ตัวอย่างไม่อายใคร เป็นเจ้าบ้านที่ดี ชอบจัดปาร์ตี้ ให้ความสุขกับผู้มาร่วมงานอย่างดีที่สุดเท่าที่ตนจะมีให้ได้ เลือกสรรอาหารดี ๆเป็น และทำอาหารเก่ง เป็นคนมีสไตล์ และตามแฟชั่น รู้จักจัดสิ่งรอบตัวให้น่าอภิรมย์แก่ตัวเอง และคนรอบข้าง พวกเขาฝันที่จะมีเงินทางมากมายเพื่อจะได้มีสิ่งที่อยากได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทอง

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยของ "ไทป์เจ็ด" แต่ละคน แตกต่างกันไปตามประสปการณ์ ค่านิยม การศึกษา และชุมชน พวกเขาเว่อร์ตามอัตภาพ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร สิ่งที่พวกเขาไคว่ขว้ามักไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการ พวกเขากำลังละโมบมากขึ้นเรื่อย ๆ

ระดับห้า "ผู้ร่าเริงที่ไม่หยุดนิ่ง"

"ไทป์เจ็ด" ไม่ยอมปล่อยให้เวลาที่ไม่ได้ทำอะไรเลยเกิดขึ้นแม้เพียงน้อยนิด เพราะนั้นทำให้ความวิตกกังวลเคลือบคลานเข้ามาทันที พวกเขาอาจทำกิจกรรมอย่างไม่เลือก ไม่ปฏิเสธที่จะทำทุกอย่าง และจัดให้กิจกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันในวันเดียวให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งมากยิ่งดี และไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองคิดทบทวนถึงสิ่งที่ทำไป พวกเขากินเร็ว พูดเร็ว คิดเร็ว เพื่อจะได้รีบ ๆไปทำสิ่งอื่นต่อไป ราวกับว่าเคยชินกับการเหยียบ 120 กม ต่อชั่วโมงจนรู้สึกว่า การเหยียบ 100 กม ต่อชั่วโมงช่างน่าเบื่อ

ความสนุกสนานคือ หลักการของชีวิต ทุกอย่างต้องสนุก ไม่สนุกไม่ทำ พวกเขาชอบสังคม เล่าแต่ละเรื่องล้วนแต่สนุก มหัศจรรย์ และโจ๋งครึ้มทั้งสิ้น พวกเขาติดคำคุณศัพท์ ประเภท "สุดยอด" "เลิศสุดสุด" "อย่างเจ๋ง" "จ๊าบ..." พวกเขางงว่าทำไมคนอื่นตามเขาไม่ค่อยจะทัน และทำไมวัน ๆหนึ่งถึงหมดไปอย่างรวดเร็ว มีเรื่องที่จะต้องทำอีกมาก

กิจกรรมโปรดของ "ไทป์เจ็ด" มักเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ปาก ได้แก่การกิน การพูด การดื่ม การสูบ การหัวเราะ การนินทา และมักทำพร้อม ๆกัน พูดทุกอย่างที่คิด ทำให้ตลก และมักเล่าเรื่องจริงให้ดูมีสีสันอย่างเรื่องแต่งได้ ไม่จริงจังกับอะไรทั้งนั้น การพูดตลกเป็นการจัดการกับความวิตกกังวล พวกเขามีแววนักแสดง และตัวตลก ซึ่งมุขตลกต่าง ๆของพวกเขาล้วนมีที่มามาจากความวิตกกังวล และความไม่ปลอดภัยในชีวิต พวกเขาไม่ใช้คนซับซ้อน พวกเขาเปิดเผยให้คนอื่นรู้ถึงความคิดของตน ซึ่งบ่อยครั้งทำให้คนอื่นตะลึง แม้จะช่างพูด แต่ "ไทป์เจ็ด" ไม่ใช่นักสนทนาที่ดี เพราะพวกเขาไม่ฟัง พวกเขาอย่างให้ทุกคนสนใจ ให้ทุกคนฟังตัวพูด หัวเราะมุขตลกของตน สนใจในสิ่งที่ตนสนใจ พวกเขาอาจบอกว่าเรื่องของคนอื่นน่าสนใจ แต่ที่จริงแล้วไม่ "โอ้ นั้นดีนี่ มา มาฟังเรื่องฉันบ้าง" ชอบเปลี่ยนเรื่องพูด ยิ่งได้โต้เถียงยิ่งชอบ มันตื่นเต้นดี

ถ้าเข้าใจ "ไทป์เจ็ด" ก็จะรู้ว่า พวกเขาทำงานอย่างหนักเพื่อกดเก็บความปวดร้าว และความวิตกกังวล พยายามสนุกเพื่อไม่ปล่อยให้ฟุ้งซ่าน แต่อย่างไรก็ตาม "ไทป์เจ็ด" ต้องการให้คนอื่นพลอยสนุกไปกับตัวด้วย จึงกระตุ้นคนอื่นตลอดเวลา ทำให้เป็นคนไม่มีสาระ และทำอะไรแต่เพียงผิวเผิน ด้วยเหตุที่ทำอะไรหลายอย่างมากเกินไป เวลาดูหนังก็นั่งดูโปรแกรมวันพรุ่งนี้ ไม่ได้ใส่ใจสิ่งที่กำลังทำ

พวกเขาเริ่มรู้ไม่จริงมากขึ้น เพราะทำอะไรหลายอย่างมากเกินไป พูดฝรั่งเศสได้ไม่กี่ประโยคก็ไปหัดภาษารัชเซีย ร้องเพลงได้แต่ไม่ใช่มืออาชีพ หันมาถักโครเช่ไม่ทันไรก็ไปเรียนวาดรูป เรียนเปียโน หรือถ่ายภาพแทน เพราะจับจดทำอะไรไม่ได้นาน ถ้าต้องใช้สมาธิและความตั้งใจสูงเมื่อไร พวกเขาจะหมดความสนใจทันที พวกเขามักเข้าข้างตัวเอง ว่าเป็นคนสารพัดประโยชน์ แต่ความจริงแล้วเอาดีไม่ได้สักอย่าง

พวกเขามีความคิดริเริ่มใหม่ ๆเต็มไปหมด แต่ทำไม่ได้ พวกเขากลัวการถูกโดดเดี่ยว เพราะการอยู่คนเดียวทำให้ฟุ้งซ่าน ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยตลกของเขาคงดูพิลึกถ้าไม่มีคนดู คนหัวเราะ ถ้าไม่มีคนอื่น กิจกรรมที่เขาทำจะมีความหมายได้อย่างไร พวกเขาเริ่มเสียงานเสียการ เพราะความที่ไม่ยอมทำอะไรที่เป็นงานประจำ ใจไม่อยู่ในสำนักงาน คิดถึงเรื่องตอนพัก และวันหยุด เพราะอ่อนล้าจะตารางเวลาที่แน่น พวกเขาเริ่มทำงานไม่มีประสิทธิภาพ อยู่กับที่ไม่ได้ ต้องทำอะไรทุกวินาที พวกเขาทนความเงียบไม่ได้ มักเปิดวิทยุและโทรทัศน์ทิ้งไว้ เวลาคุยโทรศัพท์ หรือแม้แต่ตอนเข้านอน

พวกเขาไม่ได้สนใจสิ่งที่ทำ สนใจจำนวนหนังที่ดูแล้วมากกว่าเนื้อเรื่องของหนังที่ดูไป พวกเขาบริโภคเพียงเพื่อหนีความวิตกกังวล จึงไม่เคยพอใจสิ่งที่ทำ เริ่มกลายเป็นคนไม่พัฒนา กลับไปเหมือนทารก ซึ่งมักทำให้คนรอบข้างหัวเสียไปกับพฤติกรรมเหล่านั้น

ระดับหก "คนเจ้าสำราญ"

ระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" ต้องการมากอย่างคนโลภ พวกเขาจะบังคับให้คนอื่นทำตามความต้องการของเขาทันที พวกเขาหมดความอดทนต่อความไม่สบายทางกาย หรือทางอารมณ์ใด ๆ การมีเงินมาก ๆ มีค่านิยมที่สำคัญของ "ไทป์เจ็ด" ในระดับนี้ เพื่อว่าจะได้ได้ทุกอย่างที่ต้องการ พวกเขามักใช้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ และก่อหนี้มากมาย พวกเขาไม่สามารถยับยั้งใจตัวเองได้ และมองไม่เห็นเหตุผลใด ๆ ที่จะต้องชลอความต้องการของตนเองไว้ พวกเขาจะทำทุกอย่างให้ได้มาซึ่งเงินทอง อาจแต่งงานเพื่อเงิน การแต่งงานเพื่อความรักอาจมีค่าสำหรับ "ไทป์เจ็ด" แต่มันจะต้องไม่มาขัดขวางการได้สิ่งที่ต้องการของตน

พวกเขามีชีวิตที่สุรุ่ยสุร่าย เป็นนักบริโภคตัวยง พวกเขาต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆจนความมีรสนิยมกลายเป็นความกักขฬะ พวกเขานิยมใช้เงินเพื่อชลอความแก่ อาจทำผิวสีแทน หรือทำศัลยกรรมตบแต่ง พวกเขาอาจกินจุจนต้องไปรีดไขมันออก ถ้าเป็นหญิงก็มักแต่งหน้าเข้ม และสวมเครื่องประดับที่ดูใหญ่เกินจริง และราคาถูก แม้ว่าที่จริงแล้วมันเป็นของแท้ ถ้าเป็นชายก็จะแต่ตัวเนี้ยบเฉียบราคาแพง แต่ดูไม่ค่อยมีรสนิยม

คนอื่นอาจใช้ชีวิตเกินตัวได้ในบางช่วง แต่ "ไทป์เจ็ด" ในระดับนี้ทำตลอดเวลา อย่างไม่มีขีดจำกัด พวกเขาอยู่คนเดียวไม่ได้ เขาปฏิบัติต่อคนที่คบด้วยตามอำเภอใจ ถ้าให้ความสุขก็คบ พอหมดก็ทิ้ง พวกเขาอาจแต่งงานแค่ปีสองปีก็หย่า เมื่อใดก็ตามที่หมดความรู้สึกใหม่ พวกเขาก็ออกแสวงหาสิ่งอื่นทดแทน และแม้จะมีทุกอย่างแล้ว พวกเขายังคงอิจฉาคนที่มีมากกว่า พวกเขายึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่แคร์ความเป็นอยู่คนอื่น ยกเว้นว่ามันจะมีผลกระทบกับตัวเอง พวกเขาไม่รู้จักแบ่งปัน และไม่ชอบให้ใครมาพึ่งพาตน ทุกคนควรพึ่งตนเองอย่างพวกเขา แม้ว่าจะแสดงออกตามมารยาท แต่ภายในใจ "ไทป์เจ็ด" ไม่กรุณาใคร

ในระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" ไม่ยอมรับผิดชอบผลที่ตามมาจากการกระทำของตัว พวกเขาจะปล่อยปัญหาต่าง ๆไว้ให้คนอื่นตามแก้ และตอบโต้คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนอื่น การปฏิเสธที่จะรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของตน ทำให้ "ไทป์เจ็ด" พลอยโหดกับคนอื่นไปด้วย พวกเขามุ่งที่จะไม่ให้ใครมาทำให้ตนไม่มีความสุขเป็นหลัก พวกเขาไม่ต้องการรู้สึกผิด หรือสำนึกผิดของตน พวกเขาเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดี เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง จนไม่อาจแคร์ความต้องการที่แท้จริงของลูกได้ เป็นคนขาดความอ่อนไหว ไม่มีความเป็นแม่ พวกเขาอาจทำแท้เพราะไม่อยากกลายเป็นแม่ การสร้างภาระผูกผันให้ตัวเองไม่ใช่การกระทำของ "ไทป์เจ็ด"

พวกเขาติดนิสัยทำอะไรสุดขีด อะไรถ้าไม่สุดขีด ไม่ถึงใจ ถ้าไม่ได้ความสุดขีดอย่างที่ต้องการ พวกเขาจะหาทางออกด้วยการทำตัวสำส่อนทางเพศ ใช้ยาเสพติด โดยเฉพาะเหล้า และโคเคน หรือใช้เงินจำนวนมากซื้อของเล่นราคาแพงลิ่ว พวกเขาเริ่มเป็นทาสของสิ่งกระตุ้น อย่างทีวี การออกนอกบ้าน เซ็กซ์ ยาเสพติด อย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ที่น่าเศร้าก็คือในระดับนี้ "ไทป์เจ็ด" ไม่เคยได้ลิ้มรสของความสุข พวกเขามีมากกว่าที่ต้องการ ทำมากกว่าที่จำเป็น แต่กลับกลายเป็น ไม่พึ่งพอใจมากขึ้น การทำอะไรสุดขีดทำให้พวกเขาไม่มีวันพอใจ แม้ว่าจะยังชอบเล่าให้ทุกคนฟังถึงประสบการณ์ที่ตนไปประสบมาอยู่ แต่ทุกคนก็เริ่มสังเกตเห็นความพยายาม สนุก อย่างไม่เป็นธรรมชาติของพวกเขา

ระดับเจ็ด "ผู้ปล่อยตัว"

ถึงจุดหนึ่ง "ไทป์เจ็ด" จะเริ่มพบว่าสิ่งที่ตัวเองแสวงหาไม่ได้นำความสุขมาให้ แต่กลับให้แต่ความทุกข์ ความรู้สึกนี้อาจทำให้ "ไทป์เจ็ด" หลุดพ้นได้ แต่ถ้าความวิตกกังวลเหนือกว่า หรือพวกเขาได้พบกับความเจ็บปวดที่มากเกินจะรับไหวแล้ว พวกเขาจะกลับกลายเป็นผู้ปล่อยตัว ทำอะไรก้าวร้าว ไร้เหตุผลเพื่อระบายความวิตกกังวล

ด้วยความที่ "ไทป์เจ็ด" ไม่เคยหันมาทบทวนสิ่งที่ตัวทำลงไป พวกเขาจึงได้แต่ประหลาดใจว่า ทำไมยังไม่มีความสุขทั้งที่พยายามไขว่คว้าหาทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว พวกเขารังแต่จะยิ่งจัดการกับใครก็ตามที่ขัดขวางไม่ให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ พวกเขาอาจสำส่อนทางเพศ ติดเหล้าติดยา ลองพฤติกรรมทางเพศใหม่ ๆ เพราะต้องการความตื่นเต้นมากกว่าเดิม พวกเขาเสียศูนย์ และไม่สามารถติดต่อกับใครได้เป็นเรื่องเป็นราว ความเป็นคนสนุกสนานกำลังหายไป แม้ว่าจะยังคงชอบเล่าเรื่องตลก หรือ คุยว่าไปสนุกที่ไหนมา แต่น้ำเสียงมักบ่งบอกให้รู้ว่ากำลังโกรธ พวกเขาแสวงหาความสุขอย่างไม่มีความสุข และกลัวการอยู่คนเดียวมากขึ้น พวกเขาจะกดดันคนอื่นทุกวิถีทางให้มาร่วมทำตัวเหลวแหลกกับตน "ถ้าแกไม่ไปดื่มกับฉัน อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก"

พวกเขากำลังเสพติดสิ่งที่เชื่อว่าปลดเปลื้องความวิตกกังวลได้ พวกเขาใช้ยากระตุ้น และยานอนหลับ เกินพอดีเพราะสนองความต้องการของตัว แต่ก็ยิ่งไม่มีความสุขมากขึ้น พวกเขากลัวความเศร้าหมองที่อยู่ในจิตไร้สำนึกของตัวเอง และกลัวแม้แต่การนอน พวกเขาไม่เปิดช่องว่างให้ความอ่อนแอ ซึ่งมักเกิดขึ้นก่อนที่จะหลับสนิท พวกเขาจะพยายามอยู่ให้ดึก ออกแรงให้มาก เพื่อว่าช่วงเวลาก่อนหลับจะได้สั้นที่สุด ถ้าไม่ได้ผลก็ต้องพึ่งยานอนหลับ และเมื่อตื่นขึ้นในตอนเช้าก็ต้องพึ่ง คาเฟอีนอีกที เพื่อให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า พวกเขาระวังระไว แต่สิ่งที่ระวังก็คือการเข้ามาในใจของจิตไร้สำนึกของตัวเอง

ถ้าแม้ต้องทนหงุดหงิดแค่ประเดี๋ยวเดียว พวกเขาก็โกรธได้เป็นฟืนเป็นไฟ พวกเขาจะพูดจาไม่รับผิดชอบ หยาบโลน และดูถูกเหยียดหยาม เหมือนกับเด็กที่ถูกตามใจที่อาละวาดเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ พูดไม่คิด ไม่รับผิดชอบ เป็นที่รังเกียจของคนอื่น พวกเขาไม่แคร์ว่าสิ่งที่ทำลงไปจะทำร้ายจิตใจใคร หรือทำให้เสียงานเสียการ พวกเขาอาจกรีดร้อง หรือสร้างฉากขึ้นปลดปล่อยความโกรธ พวกเขายับยั้งชั่งใจไม่ได้ ถ้าโกรธก็จะขว้างปาของ ถ้าเศร้าก็จะระเบิดน้ำตาออกมา ถ้าอยากดูถูกใคร ก็จะพูดทันทีไม่มียั้ง พวกเขาไม่เก็บเพราะวิธีใช้จัดการกับความวิตกกังวล และความก้าวร้าว ของพวกเขา คือการระบายออกอย่างรวดเร็ว

การระบายอารมณ์อย่างไม่มีขอบเขตนำมาซึ่งปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม อาการของพวกเขาแสดงออกถึงความเป็นเด็ก และขาดวุฒิภาวะ และยากที่ใครจะทำพวกเขาได้นาน ๆ ถึงขั้นนี้ กลไกที่ "ไทป์เจ็ด" ใช้ป้องกันความปวดร้าวได้ทะลายลงมาแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็ต้องรู้สึกถึงความเจ็บปวดนั้น ในขณะที่ไม่มีพลังเหลือพอที่จะต่อต้านมัน พวกเขาต้องเปลี่ยนไปใช้ อาการซึมเศร้า แทนอย่างคนไทป์อื่น ๆ ซึ่งพวกเขาไม่คุ้นเคยมาก่อน มันจึงเป็นความรู้สึกที่เจ็บแสบมากสำหรับ "ไทป์เจ็ด" พวกเขาต้องการหนีสภาพนี้ไปให้ได้ พวกเขาไม่รู้สึกโรแมนติกกับความทรมานเหล่านี้แต่อย่างใด พวกเขาต้องการกลับไปหาสังคมเพื่อหลีกหนีความรู้สึกนี้เสีย แต่มันยากแล้วเพราะพวกเขาเสียสมดุลทางอารมณ์ไปหมดแล้ว มีทางเดียวคือต้องกลายเป็นคนวิปลาสไป

ระดับแปด "คนวิปลาส"

การต้องต่อสู้กับอาการซึมเศร้า ทำให้ "ไทป์เจ็ด" กลัวว่าตนคงไม่มีวันได้พบความสุขอีก ไม่แม้แต่โอกาสที่จะได้รับความสุข พวกเขาจึงเสียสติไป พวกเขายอมทำทุกอย่างเพื่อรู้สึกอะไรสักอย่าง พวกเขามีพฤติกรรมที่ประหลาดอย่างสุด ๆ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวเป็นนักเลงโต เดี๋ยวรู้สึกผิด เดี๋ยวมีความสุข เอาใจลำบาก และมีพฤติกรรมที่อันตราย อาจพูดดัง ๆเร็ว ๆแบบคนติดยาม้า คิดไปว่าตัวเองทำได้ทุกอย่าง อาจใช้ยาเกินขนาดเพื่อความสุข เพราะไม่ค่อยคิดถึงผลที่จะตามมา

พวกเขาอาจทำอะไรบ้าบิ่น ชอบปิ้งไม่หยุด เล่นพนันไม่หยุด กินเหล้า กินอาหาร หรือมีเพศสัมพันธ์ พฤติกรรมเหล่านี้มักก่อให้เกิดอุบัติเหตุทั้งต่อตัวเอง และคนรอบข้าง เช่นการขับรถทั้งที่เมา การใช้ยาเกินขนาด ถ้าพวกเขาไม่รู้ตัวว่าบ้าไปแล้ว พวกเขาก็ไม่มีทางหยุดตัวเองได้

ระดับเก้า "ฮิททีเรีย"

"ไทป์เจ็ด" มาถึงระดับที่ได้บริโภคทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว ความวิตกกังวลที่เคยกดเก็บไว้จึงเคลือบคลานเข้ามาได้ แต่ตอนนี้ไม่มีทางออกอีกแล้ว พวกเขาจึงมีอาการกลัวแบบ ฮิสทีเรีย ราวกับว่ากำลังถูกปีศาจร้ายตามล่าอยู่ เป็นอาการฮิสทีเรียชนิดที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ ผวา สั่นเทา ช่วยตัวเองไม่ได้ และหวาดกลัว

พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานกับความวิตกกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันมาจากจิตไร้สำนึกซึ่ง "ไทป์เจ็ด" ไม่เคยประสบมาก่อน พวกเขารู้สึกเหมือนเหยื่อที่กำลังถูกกลืน พวกเขาต้องเผชิญกับ ความเศร้า การรู้สึกผิด ความสับสน ความปวดร้าว แผลใจ ทุกความรู้สึกถาโถมเข้ามาในจิตรู้สึกนึก สิ่งเหล่านี้พวกเขาหนีมาตลอดจึงไม่รู้จักวิธีที่จะจัดการกับมัน พวกเขาไม่ทำอะไรไม่ถูกเพราะเกรงจะยิ่งทำให้ถล่ำลึกมากขึ้น

ในยามตระหนกเช่นนี้ "ไทป์เจ็ด" กำลังรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่คนทั่วไปพบในฝันร้าย แต่พวกเขากำลังพบมันทั้งที่ตื่นอยู่ ถ้าเป็นคนอื่น เพียงแค่ตื่นขึ้นฝันร้ายก็หายไป แต่สำหรับ "ไทป์เจ็ด" พวกเขาไม่มีทางหนี ในระดับนี้ ความบ้าคลั่งที่ผ่านมาได้ทำให้ "ไทป์เจ็ด" รู้สึกว่าร่างกายของเขาโทรมเต็มที่ อาจเพราะประสบอุบัติเหตุ การติดกามโรค การทำร้ายตัวเอง หรืออาการติดยา พวกเขาจึงไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรเพื่อหลีกหนีความวิตกกังวลได้อีก

สิ่งที่ลำบากสำหรับ "ไทป์เจ็ด" คือ ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวสำหรับเขาเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจ จึงจัดการกับมันไม่ถูก พวกเขาต่อสู้กับจิตใจตัวเองไม่เป็น เพราะหันเข้าหาโลกภายนอกมาตลอดชีวิต ความพยายามซื้อเวลาที่จะหลีกหนีความรู้สึกปวดร้าวไม่ได้ผลอีกแต่ ต่อแต่นี้พวกเขาต้องรับผลของมัน

พัฒนาการ

"ไทป์เจ็ด" ไปสู่ "ไทป์หนึ่ง"

ในระดับสี่ "ไทป์เจ็ด" ปฏิเสธพันธนการทั้งปวง ต้องการมีอิสระเพื่อแสวงหาเรื่องน่าตื่นเต้น แต่พวกเขาจะเริ่มเห็นว่าตัวเองจะต้องรวบรวมพลัง เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการบ้าง พวกเขาจึงเริ่มทำงานหนักอย่าง "ไทป์หนึ่ง" แม้ว่าการมีวินัยในตัวเอง จะเป็นสิ่งที่ดี แต่มันเกินขึ้นจากแรงจูงใจที่ผิด ในกรณีของ "ไทป์เจ็ด" ในที่สุดพวกเขาจะรู้สึกต่อต้านพันธการเหล่านี้อีกครั้ง

พวกเขาชอบรายงานประสบการณ์ให้คนอื่นฟัง เตือนเพื่อนว่าร้านอาหารไหนที่ไม่เอาไหน สอนเพื่อนในเรื่องต่าง ๆ ที่ตนเคยประสบมาแล้ว ดูคล้ายกับ "ไทป์หนึ่ง" การสนทนาธรรมดาเริ่มกลายเป็นโต้วาที โดยเฉพาะเมื่อคนอื่นไม่ได้สนใจสิ่งที่ "ไทป์หนึ่ง" ยัดเยียดให้ ในเวลาเดียวกัน "ไทป์เจ็ด" เริ่มบังคับตัวเองให้ทำอะไรบางอย่างที่เห็นว่าจำเป็น แต่ไม่ได้สนใจ ยิ่งบังคับก็ยิ่งหัวเสีย และคิดว่ากำลังพลาดโอกาสสนุก ๆอยู่

ในระดับห้า พวกเขาเริ่มไม่เลือกกิจกรรม และอยู่ไม่สุข เมื่อเข้าสู่ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขากลับกลายเป็นคนจริงจัง ไม่เข้าใครออกใคร และทนไม่ได้ที่เห็นใครทำอะไรไม่ได้เรื่อง พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนขัดแย้งกับตัวของ "ไทป์เจ็ด" เอง

ในระดับหก "ไทป์เจ็ด" ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเรียกร้องตลอดเวลา เมื่อกดดันพวกเขาจะเข้าสู่ "ไทป์หนึ่ง" กลายเป็นคนช่างติ พูดจาถากถางคนที่ไม่ยอมให้สิ่งที่เขาต้องการ นอกจากนี้ยังเป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ ที่คาดหวังสิ่งที่คนอื่นทำให้ตนสูง และคาดหวังความสำเร็จของตัวเองสูงด้วย มองไปทางไหนก็ไม่ได้ดั่งใจ ใครทำอะไรให้ก็ไม่ถูก เป็นคนขี้บ่น

ในระดับเจ็ด พวกเขาหมดทางหนี ความวิตกกังวล จึงมีพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง การไปสู่ "ไทป์หนึ่ง" ยิ่งเติมความขมขื่นให้พวกเขา เขาจะโกรธใครก็ตามที่ติการใช้ชีวิตในแบบของเขา พวกเขาไม่ยืดหยุ่นกับชีวิต ใครจะมาเปลี่ยนแผนของเขาไม่ได้ ในเวลาเดียวกันก็ใจแคบ ไม่ยอมรับคนอื่น กลายเป็นคนที่ไม่มีส่วนดีอะไรให้คนอยากเข้าใกล้

ในระดับแปด "ไทป์เจ็ด" มีอาการวิปลาส เป็นบุคคลอันตราย ความเป็น "ไทป์หนึ่ง" จะทำให้เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดให้กับแผนใดแผนหนึ่ง ที่พวกเขาหวังว่าจะทำให้ควบคุมตัวเองได้ พวกเขาต้องตั้งศูนย์ให้ตัวเองใหม่ และสร้างเสถียรภาพทางอารมณ์ให้ตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการไปสู่ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขาอาจใช้ความเชื่อที่พิสูจน์ไม่ได้ หรือความงมงายบางอย่างเป็นเครื่องบังคับตัวเอง และเชื่ออย่างหัวชนฝาว่ามันจะปลดปล่อยตัวเขาได้ แต่มันจะไม่ได้ผล เพราะเป็นแค่การซื้อเวลา

ในระดับเก้า พลังงานที่เคยใช้หลีกหนีความวิตก และแสวงหาความสุข ได้แปรเปลี่ยนไปใช้สร้างความเกลียด เกลียดทั้งสิ่งรอบตัว และคนที่ทำให้พวกเขาหัวเสีย พวกเขาพุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่สิ่งที่เกลียด การไปสู่ "ไทป์หนึ่ง" เป็นเสมือนการหาเหตุผลให้เขาในการทำตัวอำมหิต ในขั้นสุดท้าย พวกเขาอาจฆ่าคน หรือทำร้ายคนในครอบครัว และหากพวกเขาทำสำเร็จ อาการซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายจะตามมา

"ไทป์เจ็ด" ไปสู่ "ไทป์ห้า"

ในระดับดี "ไทป์เจ็ด" ไม่กลัวว่าตัวเองจะขาดความสุข การไปสู่ "ไทป์ห้า" ทำให้พวกเขามองอะไรลึกซึ้ง พวกเขาเอาประสปการณ์ที่ได้รับมาพิจารณา และสร้างความมั่นคง และความปลอดภัยให้กับชีวิต พวกเขามีความสุข และอยากรู้ว่าอะไรทำให้เกิดความสุขนั้น พวกเขาเลิกสนใจประสปการณ์ชั่วครั้งชั่วคราว และหันมามองโลกทั้งใบ พวกเขาเห็นจุดมุ่งหมายของโลก แทนที่จะเห็นแค่เรื่องน่าสำราญ ความสุขที่เกิดขึ้นเร่งเร้าให้พวกเขาอยากเป็นผู้สร้าง พวกเขามีทักษะมากขึ้นเมื่อเข้าสู่"ไทป์ห้า"

ไทป์ย่อย

"ไทป์เจ็ดปนหก" "ผู้ให้ความบันเทิง"

นิสัยของ "ไทป์เจ็ด" กับ "ไทป์หก" ไปคนละทาง "ไทป์หก" เข้าหาคน ส่วน "ไทป์เจ็ด" มุ่งหาประสบการณ์หรือวัตถุ และค่อนข้างพึงพอใจได้ด้วยตนเอง แต่ทั้งสองไทป์ล้วนต้องพึ่งอะไรสักอย่าง "ไทป์หก" พึ่งคนอื่นในการขอความเห็นชอบและสวัสดิภาพ "ไทป์เจ็ด" พึ่งสิ่งแวดล้อมในการแสวงหาความสุข ดังนั้น "ไทป์เจ็ดปนหก" พยายามสร้างความพึงใจให้กับตัวเอง และในเวลาเดียวกัน มองหาคนอื่นเพื่อเสริมสร้างความสุข และเรื่องน่าตื่นเต้น เป็นไทป์ที่ชอบเฮฮาที่สุด พวกเขาชอบการพบปะผู้คน มองหาความสัมพันธ์มากกว่า "ไทป์เจ็ดปนไทป์แปด" ซึ่งเน้นหาประสบการณ์ชีวิตมากกว่า

ตัวอย่างบุคคล Robin Williams, Steven Spielberg, Arthur Rubinstein, Mozart, Leonard Bernstein, Eilzabeth Taylor, Marianne Williamson, Dr. Richard Feynman, Timothy Leary, Bette Midler, Liza Minnelli, Elton John, Peter Ustinov, Carol Burnett, Shelley Winters, Jim Carrey, Jonathan Winters, Bob Hope, Sid Caesar, Mel Brooks, Zero Mostel, Mickey Rooney, Regis Philbin, Liberace, Zsa Zsa Gabor, John Belushi, "Miss Piggy"

ในระดับดี พวกเขาเป็นนักผลิต ที่กระตือรือร้น ขี้เล่น ติงต๊อง มีเสน่ห์แบบน่ารัก แม้จะผ่านชีวิตที่หนัก ๆมาก็ตาม พวกเขาเชื่อในความดี พวกเขามีหัวสร้างสรร และชอบบันเทิง มองโลกในแง่บวกอย่าง Nine หัวไวโดยเฉพาะเรื่องตลกขบขัน แต่เวลาต้องเอาจริง พวกเขาก็ใช้วินัย การเสียสละเพื่อส่วนรวม และทักษะในการจัดการที่มีอยู่ใน "ไทป์หก" ได้อย่างเหมาะสม พวกเขากล้าเรียกร้องสิทธิ แต่ก็อยากให้คนชอบด้วย ถ้าพวกเขารวย พวกเขาจะเอื้อเฟื้อให้คนอื่น โดยเฉพาะในเรื่องสังคม การท่องเที่ยว หรืองานเลี้ยงฉลอง พวกเขามีใจที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับคนอื่น มีนิสัยหลายอย่างอยู่ในตัวเดียวกัน

ในระดับปานกลาง พวกเขายังเป็นนักผลิต แต่ "ไทป์หก" ทำให้พวกเขาไม่มีสมาธิ และจับจด พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และวิตกกังวลมากกว่า "ไทป์เจ็ดปนไทป์แปด" พวกเขาอาจดูรุกรี้รุกรน ทำอะไรก็ไม่ทำให้เสร็จ พวกเขาป้องกันตัว ต้องการการยอมรับ และกลัวความวิตกกังวล หรือการอยู่คนเดียว คาดหวังในตัวคู่สมรสสูง พวกเขาต้องการเป็นที่รัก และหลงรักใครง่าย ๆ ในเวลาเดียวกันก็หมดรักง่ายด้วย พวกเขาชอบความรู้สึกเวลาที่กำลังมีความรักมาก ดังนั้นถ้าไม่กำลังมีคนรักอยู่ พวกเขาก็กำลังหาอยู่ พวกเขามีอารมณ์ขัน แต่แฝงความวิตกกังวลมาด้วย พวกเขาชอบสร้างบรรยากาศให้คึกคัก แต่บางทีก็มากเกินพอดีจนทำให้คนอื่นรู้สึกเบื่อ ถ้าไม่ได้ผล พวกเขาจะแสดงความเห็นในแง่ลบออกมาให้เห็น พวกเขาชอบสังคม แต่คิดมากว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับตน มีความคิดใหม่ ๆแต่ขี้กังวล ไม่กล้าตัดสินใจ ใช้จ่ายหรูหรา แต่คิดมากเรื่องเงิน ถ้าความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น พวกเขาจะเริ่มไม่แคร์ความรู้สึกคนโดยไม่รู้ตัว ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง เรียกร้องในคนอื่นทำให้ตนสบายใจ

"ไทป์หก"ช่วยในเรื่องของการลดความก้าวร้าวของ "ไทป์เจ็ด" แต่ก็เพิ่มระดับความวิตกกังวลให้ด้วย พวกเขามีแนวโน้มที่จะพึ่งยา

ในระดับเสื่อม ความวิลาสของ "ไทป์เจ็ด" ผสมผสานกับความหวาดกลัว และยึดติดของ "ไทป์หก" ผลก็คือการไขว่คว้าหา เพื่อนเล่น (บุคคลทียอมร่วมเดินทางไปกับการผจญภัยที่บ้าคลั้งของพวกเขา และเบนความสนใจของพวกเขาไปจากความกลัว และความวิตกกังวล) พวกเขาต้องการความรัก และการยอมรับจากคนอื่น พวกเขาอาจร้องไห้ฟูมฟายเข้าหาคนอื่น และต้องการให้ช่วยอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขาอาจไม่นอนเป็นเวลานาน ๆ โทรศัพท์ หรืออยู่กับคนที่ยอมคุยกับเขา ถ้าไม่ได้ผล พวกเขาจะมีอาการฮิสทีเรีย ตวาดไล่คนอื่นไป แล้วก็เรียกร้องให้กลับมา พวกเขามีแนวโน้มทำร้ายตัวเอง หรือพยายามฆ่าตัวตายเพราะชอบโดนทำร้าย แบบที่พบในละคร ในทึ่สุดพวกเขาจะติดยา หรือจิตสลายไปเลย

"ไทป์เจ็ดปนแปด" "ผู้ทำจริง"

ทั้งสองไทป์ผสมผสานกันทำให้เกิด ไทป์ที่ก้าวร้าวมาก พวกเขาก้าวร้าวในสองรูปแบบ หนึ่ง พวกเขาเรียกร้องสิ่งต่าง ๆจากสิ่งแวดล้อม สอง ความมีอัตตาสูง พวกเขาขยัน และกล้าเรียกร้องสิทธิ มองเป้าหมาย และทเยอทะยานกว่า "ไทป์เจ็ดปนหก" พวกเขาใช้พลังงานในตัวที่สูง ในการดำรงชีวิตอย่างมีสีสัน และไม่แคร์ว่าใครจะทำอะไร อัตตาของพวกเขามีพลังมาก

ตัวอย่างบุคคลได้แก่ John F.Kennedy, Molcolm Forbes, Cary Grant, the Duchess of Windsor, Federico Fellini, Marlene Dietrich, Joan Collins, Joan Rivers, Phyllis Diller, Helen Gurley Brown, George Plimpton, Noel Coward, Cole Porter, David Niven, Larry King, Lauren Bacall, Judith Krantz, Jaqueline Susann, Susan Lucci, Geraldo Rivera, Howard Stern, "Martha" in Who's Afraid of Virginia Woolf?

ในระดับดี พวกเขากระตือรือร้น และสนุกสนาน มีความสุขกับโลกใบนี้อย่างแท้จริง วัตถุนิยม มีชีวิตที่ดี มีความฉลาดของ "ไทป์เจ็ด" ผสมกับ ความกล้าของ "ไทป์แปด" ทำให้ประสบความสำเร็จทางวัตถุ "ไทป์แปด" ให้ความมั่นใจ และการกล้าเรียกร้องสิทธิ จึงเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆได้ มีภาวะผู้นำ และเป็นคนที่หัวไวตัดสินใจได้ทันท่วงที มีความเป็นผู้ใหญ่ ติดดิน ไม่ท้อถอย พวกเขารู้เสมอว่าจะได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการได้อย่างไร คิดอย่างมียุทธวิธี จัดการปรับกลยุทธ์ได้ทันท่วงที เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ในระดับปานกลาง พวกเขาติดดิน เจนโลก กว่า "ไทป์เจ็ดปนหก" ทำอะไรได้หลายอย่างพร้อมกัน อาจมีหลายอาชีพ บ้างาน มองหาความสุดขีดในงาน เป็นนักสะสมวัตถุ อย่าง รถยนต์ เสื้อผ้า เพชรพลอย เครื่องเสียง ทีวี ฯลฯ พวกเขาชอบการท่องเที่ยว และประสบการณ์ชีวิต เหมือนกัน แต่เน้น ที่ตัวกิจกรรมมากกว่าเรื่องสังคม พวกเขาโรแมนติกบ้าง แต่ก็มองเรื่องความรักในแบบที่ค่อนข้างจริง พวกเขาไม่กลัวการอยู่คนเดียว มั่นใจในความต้องการของตัว รู้ความคาดหมายและจุดอ่อนของตน พวกเขาประกาศให้โลกรู้ว่าต้องการอะไร และไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อน ไม่สนใจแม้แต่กฏหมาย หรือศีลธรรม ของให้ได้สิ่งที่ต้องการมาก็พอ พวกเขาไม่กลัวการบาดหมาง ชอบการเผชิญหน้า เพราะเร้าใจดี มองโลกจริงจังแทนที่จะทำตัวเป็นเด็กอย่าง "ไทป์เจ็ดปนหก" พวกเขากำจัดสิ่งที่ขวางทาง หรือพยายามควบคุมพวกเขา พวกเขาจึงไม่สนใจยาเสพติดเท่าไรนัก

ในระดับเสื่อม ความบ้าของ "ไทป์เจ็ด" ผสมกับ การต่อต้านสังคมของ "ไทป์แปด" พวกเขาอาจพัวพัน การพนัน ตลาดมืด การสำส่อนทางเพศอย่างวิตถาร ผลาญเงินทอง และสุขภาพในพริบตา พวกเขาอำมหิตโดยเฉพาะกับคนที่มีสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นของหรือบุคคล พวกเขาบ้าบิ่น และอันตรายอย่างยิ่ง อาจมีจุดจบเป็นความตาย หรืออาการวิกลจริต

บทส่งท้าย

ในที่สุดในระดับเสื่อม "ไทป์เจ็ด" ก็นำสิ่งที่ตนกลัวที่สุดมาหาตัวเอง นั่นคือ การขาดความสุข ไม่ใช่เพราะโลกทรยศพวกเขา แต่พวกเขาไม่ไว้ใจโลกต่างหาก พวกเขาลิ้มรสมันอย่างผิวเผิน และใช้มันเปลือง การไขว่คว้าหาความสุขกลับนำความทุกข์มาให้

แม้ว่า "ไทป์เจ็ด" จะเป็นไทป์ที่กลัวความขัดสน แต่เราแทบจะไม่พบ "ไทป์เจ็ด" ที่ขัดสนเลยจริง ๆ พวกเขาก้าวร้าวดังนั้นจึงมักได้รับสิ่งที่ต้องการ แต่ก็มักมากเกินไปจนทำลายความสุข

ถ้า "ไทป์เจ็ด" ไม่รู้จักรับรู้ประสบการณ์บ้าง มีประสบการณ์มากเท่าไรก็ยังเป็นทุกข์อยู่ดี และหากพวกเขาตกเป็นทาสของอาการกลัวขัดสน พวกเขาจะบริโภคไม่สิ้นสุด แต่ก็ยังคงรู้สึกขัดสน พวกเขากำลังแลกพิมเสนกับเกลือ มองหาสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้วไม่สิ้นสุด

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 19:34:23 IP : 124.121.5.29


ความเห็นที่ 19 (886123)

6. เพื่อนยาก

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

ต้องการความปลอดภัย การคุ้มครอง การสนับสนุนจากคนอื่น ต้องการตรวจสอบทัศนคติของคนอื่นที่มีต่อตน ต้องการปกป้องสิ่งที่ตนเชื่อ

บุคลิกของ "ไทป์หก" เต็มไปด้วยความขัดแย้งกันเอง พวกเขาพึ่งพาคนอื่น แต่ให้ความสำคัญกับความเป็นตัวของตัวเองของตน เชื่อใจคนอื่น และอยากเป็นที่เชื่อใจ แต่มักทดสอบความจริงใจของคนอื่น พวกเขาต้องการผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ก็กลัวด้วย เดี๋ยวเชื่อฟัง เดี๋ยวดื้อ กลัวความก้าวร้าว แต่บางทีก็ก้าวร้าวใส่คนอื่น แสวงหาความปลอดภัย แต่รู้สึกไม่ปลอดภัย เป็นคนน่ารัก แต่บางทีก็ตระหนี่ และเกลียดชังคน มั่นคงในค่านิยมของสังคม แต่บางทีก็ขัดขืน ชอบหนีการถูกลงโทษ แต่รนหาที่ ความขัดกันเองเหล่านี้ มาจาก ความวิตกกังวล ที่ส่งผลทำให้สภาวะจิตเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา พวกเขามองหาหลักยึดเหนี่ยว ความเชื่อ พันธมิตร หรืออำนาจ เพื่อลดความวิตกกังวล

พวกเขารู้สึกปลอดภัยได้ด้วยการมองหาสิ่งที่อยู่นอกตัวเขา พวกเขาจะทุ่มเทให้กับมันเพื่อแลกกับความรู้สึกปลอดภัย พวกเขาต้องการอะไรสักอย่างที่ ใหญ่กว่า และมีพลังมากกว่าตน ยิ่งใหญ่ยิ่งดี พวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาศรัทธามาก

ตัวอย่างบุคคล

Robert F. Kennedy, Malcolm X, George Bush, Walter Mondale, Tom Hanks, Bruce Springsteen, Candice Bergen, Gilda Radner, Patrick Swayze, Princess Diana, Julia Roberts, Phil Donahue, Jay Leno, Johnny Carson, Diane Keaton, Woody Allen, Andy Rooney, Jessica Lange, Marilyn Monroe, Oliver North, J. Edgar Hoover, Richard Nixon, Rush Limbaugh, "George Costanza,""Archie Bunker"

ในความคิด

"ไทป์หก" เป็นไทป์ที่ตัดสินใจเองโดยปราศจากอิทธิพลของ คนที่เชื่อถือได้ สถาบัน หรือระบบความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะไม่เชื่อใจตัวเอง ดังนั้น พวกเขาจะหาอะไรสักอย่างหนึ่งที่เชื่อถือได้ จากนั้นจะคอยตรวจสอบว่า มีแนวคิดใหม่ ๆที่ขัดกับสิ่งนั้นหรือไม่ พวกเขาใช้สิ่ง ๆนั้น เป็นแนวทางในการดำรงชีพ เป็นสิ่งที่ทำให้หายลังเลใจ และเป็นสิ่งที่กำหนดขอบเขตต่าง ๆให้ตน พวกเขากำลังมองหาความปลอดภัยอยู่นั้นเอง แม้ว่าการหาสิ่งยึดเหนี่ยว นำทาง จะเป็นสิ่งที่มีได้กับคนทุกไทป์ แต่ไม่จะเป็นการสนับสนุน การต่อต้าน หรือการกลัวสิ่งยึดเหนี่ยวนั้น "ไทป์หก" ดูเหมือนจะมีประเด็นปัญหากับเรื่องนี้มากที่สุด

"ไทป์หก" เป็นไทป์แห่งปริศนา พวกเขาตอบสนองอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด บางทีจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว พวกเขามักลังเลสงสัย และรุ่มร้อนใจเพราะความขัดแย้งในใจของตัวเอง เดี๋ยวสนุก ตลก เดี๋ยวมองโลกแง่ร้าย เดี๋ยวแน่ใจ เดี๋ยวไม่แน่ใจ ในขณะที่ชอบมองหาผู้คุ้มครอง พวกเขาก็จะต่อต้านผู้คุ้มครองไปด้วย เป็นไทป์ที่อ่านใจได้ยาก คนทั่วไปมักจะบอกว่า "ไทป์หก" เป็นคนที่คนชอบได้ง่าย แต่เข้าใจได้ยาก

จะเข้าใจ "ไทป์หก" ก็ต้องรู้ว่า พวกเขาเป็นคนสองจิตสองใจ สภาวะจิตของเขาสลับไปมาระหว่างความก้าวร้าว กับการพึ่งพาคนอื่น จึงยากที่จะทายใจพวกเขาในขณะใดขณะหนึ่ง พวกเขาสองจิตสองใจทั้งกับคนอื่น และตัวเอง บางทีก็ชอบตัวเอง บางทีก็ดูถูกตัวเอง กดตัวเองให้ต่ำ บางทีก็มั่นใจในตัวเอง แต่บางดูเหมือนไม่มีคนอื่นให้พึ่งก็คงตายไปเลย บางทีพวกเขาดูขี้ขลาดแล้วจู่ ๆก็กล้าบ้าบิ่น สิ่งที่พวกเขากำลังสองจิตสองใจอยู่แท้ที่จริงแล้วก็คือ superego ของเขา

เพื่อที่จะหลุดพ้นจากสภาพแบบนี้ "ไทป์หก" พยายามสร้างเสถียรภาพในชีวิตขึ้น พวกเขาจะประสบความสำเร็จในสถานการณ์ที่ รู้สึกว่าตัวเองได้รับการสนับสนุนจากคนอื่นอยู่ และรู้ว่ากติกาของเกมส์เป็นอย่างไร พวกเขาเอาความมั่นคงไปผูกกับสิ่งที่อยู่นอกตัว ถ้าสิ่งเหล่านั้นยังดีอยู่พวกเขาก็ดีไป แต่เมื่อสิ่งเหล่านั้นมีอันตราย พวกเขาก็กลับกลายเป็นคนขึ้ลังเลสงสัยเหมือนเดิม (เหตุนี้ ทำให้ "ไทป์หก" จำนวนมากเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองเป็น "ไทป์สี่") ทางออกที่ดีสำหรับ "ไทป์หก" ไม่ใช้การกดข้างใดข้างหนึ่งของเขาไว้เพื่อลดความขัดกันเอง แต่ต้องให้ทั้งสองด้านไปด้วยกันได้ เมื่อไรก็ตามที่ขั้วทั้งสองเกิดความตึงเครียด ความวิตกกังวลจะเพิ่มขึ้น และปัญหาจะตามมา

ปัญหาเกี่ยวกับ ความวิตกกังวล และความไม่ปลอดภัย

กลุ่มความคิด เป็นกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับความวิตกกังวลทุกไทป์ แต่ "ไทป์หก" ดูจะเป็นไทป์ที่มีปัญหาที่สุด เพราะพวกเขารู้ตัวเสมอว่ากำลังวิตกกังวล "กังวลว่าวิตกกังวล" ไม่เหมือนกับ "ไทป์ห้า" เอาความวิตกกังวลออกไปด้วยการเอาตัวออกห่างจากประสบการณ์ หรือ "ไทป์เจ็ด" ที่กดเก็บความวิตกกังวลด้วยการหากิจกรรมทำตลอดเวลา "ไทป์หก" เป็นไทป์ที่รับเอาความวิตกกังวลมาอย่างดื้อ ๆ และยอมแพ้มันในบางที

"ไทป์หก" มีวิธีการจัดการกับความวิตกกังวลอยู่สองรูปแบบ หนึ่งเรียกว่า Phobic คือการจัดการกับความกลัวด้วยการหาที่พึ่งพิง พวกเขาจะรู้ตัวเสมอเมื่อเกิดความวิตกกังวล และรีบของความช่วยเหลือจากคนอื่น "ไทป์หก" ในกลุ่มนี้อารมณ์อ่อนไหว และสงสัยตัวเองจึงดูคล้ายไทป์ "ไทป์สี่" คนพวกนี้พยายามทำตัวให้ยุ่งน้อยที่สุด และหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก อยู่ใต้กฏ และทำตามกระบวนการ พวกเขากลัวคนที่ให้ความคุ้มครองจะทอดทิ้งตน

อีกกลุ่มหนึ่งใช้วิธี Counterphobic คือมีแนวโน้มที่จะทักท้วง หรือต่อต้านอำนาจ พวกเขาพร้อมรบ และขี้ระแวง พยายามเป็นตัวของตัวเอง และไม่ยอมพึ่งใคร ทำให้ดูคล้ายไทป์ "ไทป์แปด" พวกเขาชอบโยนหินถามทาง ยั่วยุให้ศัตรูเผยจุดอ่อนจุดแข็งออกมา พวกเขากลัวเล่ห์กล และการถูกเอารัดเอาเปรียบ เมื่อเกิดการเผชิญหน้า พวกเขาจึงทำตัวอันธพาล ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเต็มไปด้วยความกลัวไม่แพ้พวก Phobic เพียงแต่สิ่งที่แสดงออกเป็นไม่ตรงกับใจ

อันที่จริงไม่มี "ไทป์หก" คนไหนที่เป็น Counterphobic หรือ Phobic เพียงอย่างเดียว พวกเขามักมีทั้งทัศนคติ และพฤติกรรมของทั้งสองอย่าง แต่แสดงออกต่างเวลากัน เช่น เป็น Counterphobic กับที่บ้าน แต่ Phobic กับที่ทำงาน หรือกลับกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในวัยเด็ก และโดยมาก คน ๆเดียวกันจะเป็น Phobic ในระดับของการพัฒนาหนึ่ง และ Counterphobic ในอีกระดับหนึ่งสลับกันไป

"ไทป์หก" ทุกคนรอบคอบและระวังระไวมากเพื่อว่าจะได้คาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ทัน โดยเฉพาะเรื่องความขัดแย้งกับคนอื่น พวกเขาสงสัย และใส่ใจรายละเอียด ค้นหาจุดยืนของคนอื่น ตลอดจนขี้ระแวง ทั้งหมดก็เพื่อป้องกันตัวให้พ้นจากอันตรายทั้งที่จริง และคิดไปเอง พวกเขาจึงเป็นคนตื่นตัวอย่างมาก พวกเขาฝึกที่จะคาดการคนอื่น จะได้เตรียมการล่วงหน้า เรียกได้ว่า ต้องรู้สึกว่ามีอันตรายอยู่จึงจะโล่งใจ ยิ่งระแวงก็ยิ่งระวัง

ในรากลึกของความกังวลใจคือความรู้สึกว่าไม่มีใครคอยสนับสนุน พวกเขาไม่มั่นใจว่าตัวเองจึงเป็นที่พึ่งได้ พวกเขาคิดแล้วคิดอีก ตัดสินใจไปแล้ว ก็มากลัวว่าจะตัดสินใจผิดพลาดไป พวกเขาจึงต้องมองหาสิ่งนอกตัวมาช่วยพวกเขาตัดสินใจ คู่สมรส เพื่อน บริษัทที่ทำงาน กองทัพ นักจิตบำบัด ผู้รู้ ผู้ฝึกจิต หรือศาสนา และต่อจากนั้นก็คือการสอดส่องเฝ้าดูสิ่งที่ตนศรัทธาอีกต่อหนึ่งจนแน่ใจว่าปลอดภัย พวกเขากังวลได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของเขา พวกเขาจะคอยทดสอบอยู่เป็นระยะว่า สิ่งที่เป็นที่พึ่งของเขายังไว้ใจได้อยู่หรือไม่ พวกเขาไม่ค่อยรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับตน พวกเขาอยากให้คนรัก แต่มักคิดว่าคนอื่นคงไม่รัก พวกเขาจะมองหาร่องรอยที่เป็นหลักฐานแสดงว่ารักหรือไม่รักอยู่เสมอ ความระแวงนี้ทำร้าย "ไทป์หก" ในระดับเสื่อมจนทำอะไรไม่ได้เลย

แม้ว่า "ไทป์หก" จะเป็นไทป์ในกลุ่มความคิด แต่พวกเขาใช้อารมณ์ เพราะความวิตกกังวลส่งผลกระทบต่ออารมณ์ พวกเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอด เมื่อเลือกทำอย่างหนึ่งไปแล้ว จะทำตรงข้ามเป็นการชดเชยอีกที เช่น "ไทป์หก" อาจแสดงความรักต่อคน ๆหนึ่ง แล้วก็กลัวจะถูกหลอก จึงระแวงคน ๆนั้นมาก และมองหาสิ่งที่พิสูจน์ว่าคน ๆนั้นรักตนอยู่ เมื่อได้มาแล้ว พวกเขากลับทำตัวไม่ใยดี ราวกับว่าไม่ต้องการคน ๆนั้นก็ได้ หากคุณพบใครที่เต็มไปด้วยพฤติกรรมที่ขัดแย้งในตัวเอง คุณกำลังอยู่กับ "ไทป์หก"

"ไทป์หก" นั้นใช้อารมณ์ แต่จะไม่แสดงออกตรง ๆ แม้แต่กับคนใกล้ชิด พวกเขาไม่แสดงความโรแมนติก และพยายามไม่เพ้อฝัน พวกเขาค่อนข้างมั่นใจว่าตน รู้สึก กับคนหรือสิ่งของต่าง ๆอย่างไร แต่ไม่ค่อยมั่นใจว่าตนเอง คิด อย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น และยิ่งไม่รู้ใหญ่เมื่อต้องตัดสินใจว่าจะอย่างไรกับสิ่งเหล่านั้น และมักเป็นผลทำให้ตัดสินใจผิดพลาดเสมอ พวกเขาจะคิดไม่ออกว่าควรทำอย่างไรดี และในขณะเดียวกันก็พยายามดูคนอื่นว่าเขาทำกันอย่างไร ยากมากที่จะเดาใจ "ไทป์หก" เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาอยู่ในระดับดี

การเอาชนะตัวเอง และเป็นอิสระจากความวิตกจริต เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับ "ไทป์หก" ถ้าพวกเขาหงอเกินไป ก็จะสูญเสียความนับถือตัวเอง กลายเป็นกระโถนท้องพระโรง ถ้าพวกเขาก้าวร้าวเกินไปในการที่จะเป็นตัวของตัวเอง คนอื่นจะตีจากและพวกเขาจะได้รับการลงโทษ สิ่งที่ท้าทายสำหรับ "ไทป์หก" คือการรักษาสมดุลระหว่างด้านทั้งสองเอาไว้ ลดความตึงเครียดของมันลง พวกเขาจะเข้าสู่ระดับดีได้เอง

กับพ่อแม่

่ เมื่อเด็ก "ไทป์หก" ผูกพันกับผู้ปกป้อง ซึ่งมักได้แก่พ่อ แต่ไม่จำเป็นเสมอไป ใครก็ตามที่ให้แนวทางชีวิตในวัยเด็กก็คือผู้ปกป้อง "ไทป์หก" ในวัยเด็กต้องการการยอมรับจากผู้ปกป้อง และจะวิตกกังวลหากไม่ได้รับ เมื่อโตขึ้นความรู้สึกอันนี้จะแปรเปลี่ยนไปเป็นการยึดตัวตนตามแบบของตัวแทนของผู้ปกป้อง ซึ่งอาจเป็น ผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ลัทธิความเชื่อ หรือระบบอะไรก็ได้ที่ให้ความปลอดภัยได้

โดยทางจิตวิทยาลึก ๆ หน้าที่ของผู้ปกป้องคือ การทำให้เด็กตัดขาดจากแม่ให้ได้ เพื่อที่จะได้เป็นตัวของตัวเอง ในจิตใต้สำนึกของ "ไทป์หก" มองหาอะไรสักอย่างที่จะช่วยให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง ยิ่งพวกเขาไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งต้องการสิ่งนอกตัวเหล่านั้นที่จะมาช่วยให้พวกเขาเป็นตัวของตัวเองได้

"ไทป์หก" ผูกพันกับผู้ปกป้องมาก ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกดี ๆ หรือเลวร้ายก็ตาม ถ้าในวัยเด็ก พวกเขารู้สึกดีกับผู้ปกป้อง เมื่อโตขึ้นพวกเขาก็จะมองหาความรู้สึกที่ดี ๆ และการสนับสนุนจากคนอื่น อาจเป็นคู่ครอง ที่ทำงาน นักจิตบำบัด หรือพี่เลี้ยง พวกเขาจะทำทุกอย่างให้คนเหล่านั้นพอใจ ทำตัวตามอย่าง และจะรู้สึกผิดหวังอย่างรุนแรงหากผู้ปกป้องไม่สามารถเป็นคนอย่างที่พวกเขาคาดหวังได้

แต่หาก "ไทป์หก" รู้สึกว่าถูกผู้ปกป้อง บังคับ เอาเปรียบ หรือทำไม่ดีต่อในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นพวกเขาก็จะรู้สึกไม่ดีต่อสิ่งใดก็ตามที่มีอำนาจเหนือพวกเขา พวกเขาจะกลัวว่าชีวิตของเขาคงเต็มไปด้วยปัญหา การถูกลงโทษที่อยุติธรรม และหาวัยเด็กถูกผู้ปกป้องทารุณ พวกเขาจะกลายเป็นพวกทำร้ายตัวเอง ทำชีวิตให้เหลวแหลก

"ไทป์หก" ละทิ้งตัวเอง เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกป้อง เพราะคิดว่าหากได้รับการปกป้องมากพอ พวกเขาจะเป็นตัวของตัวเองได้ พวกเขาจึงกลายเป็นคนไม่รู้จักตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่มีความมั่นใจตัวเอง ซึ่งอาจแสดงออกมาตรง ๆแบบ Phobic หรืออาจทำตัวตรงข้ามกลายเป็น Counterphobic ก็ได้ ซึ่งทั้งสองวิธีก็ล้วนแล้วแต่ไม่เชื่อตัวเอง และมองหาสิ่งนอกตัวที่ให้ความมั่นใจกับตัวเองได้ พวกเขาเรียนรู้ว่าตัวเองนั้นเชื่อไม่ได้ พวกเขาจึงคอยตรวจสอบพฤติกรรมของตัวเองว่าอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของผู้ปกป้องภายในหรือไม่ ผู้ปกป้องภายในที่ว่าก็คือ superego ของพวกเขาเอง พวกเขาจะหาว่าสิ่งที่ "ถูก" คืออะไร และดูว่าคนที่ตนเอาเป็นที่พึ่งจะทำอย่างไรในกรณีนั้น พวกเขาอาจใช้เวลาเป็นวัน ๆในการตัดสินใจทำนองนี้ เพราะพวกเขากลัวจะทำให้ที่พึ่งของพวกเขาไม่พอใจ แม้ว่า "ไทป์หก" ที่ Counterphobic อาจแสดงออกอย่างก้าวร้าวกับที่พึ่งของพวกเขา แต่ก็จะไม่ทำอะไรให้ความผูกพันขาดสะบันเป็นอันขาด การมองหาการยอมรับจากสิ่งที่อยู่นอกตัวเป็นธรรมชาติในกมลสันดานของ "ไทป์หก" เลยทีเดียว

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "วีรบุรุษผู้ตรวจตรา"

ในระดับสูงสุด "ไทป์หก" รู้จักพึ่งตัวเอง พวกเขาฟังเสียงในตัวเองโดยไม่ลังเลสงสัย พวกเขาจึงมีพื้นฐานที่ดีในการสร้างสมดุลในเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และกับตัวเองด้วย พวกเขารู้สึกปลอดภัย ยอมรับ และสบายใจด้วยตัวของตัวเอง

ความเป็นตัวของตัวเอง เป็นเรื่องส่วนบุคคล มันคือการสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของตัวเอง ความรู้ตัวเอง ซึ่งถ้า "ไทป์หก" มี พวกเขาก็จะมีสมองที่ปลอดโปร่ง รู้ว่าตัวเองควรและไม่ควรทำอะไร พวกเขาจะพบความกล้าหาญในตัวเอง และบรรลุสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต มันเป็นสิ่งที่มีพลังที่เกิดขึ้นได้กับ "ไทป์หก" อย่างแท้จริงข้างใน มันไม่ใช่ความก้าวร้าวเพื่อชดเชยความขลาด มันมาจากความเข้มแข็งเองข้างในโดยไม่ต้องพึ่งพาใคร มันคือการแปรเปลี่ยนจากการพึ่งสิ่งนอกตัวมาเป็นศรัทธาในตัวเองที่ไม่ใช่ระบบความเชื่อ แต่เป็นความรู้สึกลึก ๆที่สัมผัสได้ พวกเขาเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ไม่หวาดกลัวว่าชีวิตจะล้มเหลว พร้อมที่จะเผชิญอะไรตามที่ผ่านเข้ามา พวกกล้าผ่าฟันอุปสรรคอย่างสุขุม และเด็ดเดี่ยว

พวกเขายังมีความมั่นใจ และความกล้าหาญเผื่อแผ่คนอื่นด้วย เพราะอาการที่แสดงความสงบ ความเด็ดขาด และความใฝ่ดี ทำให้ทุกคนเห็นพลังในตัวเขา พวกเขากล้าเผชิญอันตรายเพื่อปกป้องคนอื่น และพิทักษ์ความยุติธรรม ดูคล้ายกับ "ไทป์แปด" หรือ "ไทป์หนึ่ง" และทำงานร่วมกับคนอื่นเป็น

ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล พวกเขามีความเป็นตัวของตัวเองในลักษณะที่นำประโยชน์มาแก่ทั้งสองฝ่าย พวกเขาไม่เป็นช้างเท้าหน้า หรือช้างเท้าหลัง เป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ รู้จักการให้ความร่วมมือ และทำงานร่วมกับคนอื่นโดยปราศจากความวิตกกังวล เพราะพวกเขาเชื่อมั่นต่อทั้งตนเองและคนอื่น "ไทป์หก" กล้าเผยความรู้สึกในส่วนที่ลึกที่สุดของตัวออกมา เพราะมีศรัทธาในตัวเองพอ ถ้าพวกเขาเป็นคนมีพรสวรรค์ พวกเขาคือผู้นำ หรือศิลปินผู้โดดเด่น เพราะสปิริตของเขา พวกเขามีภาวะผู้นำ เพราะเข้าใจความรู้สึกไม่ปลอดภัยและแสวงหาความช่วยเหลือดี พวกเขาจึงช่วยเหลือคนได้ถูกจุด

ความกล้าหาญ เป็นเป้าหมายชีวิตของ "ไทป์หก" ซึ่งมีอยู่ในตัวของพวกเขาในระดับหนึ่งเท่านั้น มีเป็นความกล้าหาญที่ประเสริฐสุด เพราะไม่เพียงแต่เอาชนะความยากลำบากภายนอกได้ แต่ยังเอาชนะความลังเลสงสัยในความสามารถของตัวเองได้ด้วย มันเป็นการดีอย่างยิ่งที่ "ไทป์หก" จะเข้าใจว่า ความวิตกกังวล อยู่คู่กับความเป็นมนุษย์ มันไม่มีทางหายไปไหนได้อย่างสมบูรณ์ ยิ่งพวกเขาอยู่ในระดับดีมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งมีความวิตกกังวลน้อยเท่านั้น แต่มันจะไม่มีวันหายไปหมด และคนเราทุกคนไม่อาจหลีกหนี เกิด แก่ เจ็บ ตายได้ การแสวงหาความปลอดภัยที่จิรังยั้งยืนนั้น เป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ การเรียนรู้ที่จะเอาส่วนดีของความวิตกกังวลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่สูงขึ้นต่างหากที่ควรทำ

ระดับสอง "บัณฑิต"

พวกเขาเริ่มไม่เขื่อใจตัวเอง เห็นคนอื่นดีกว่า เพราะกลัวการอยู่คนเดียว และการถูกทิ้ง พวกเขาไม่เข้มแข็งจากภายใน และมองหาความสัมพันธ์กับคนอื่นที่จะนำสวัสดิภาพมาสู่ตน พวกเขาพัฒนาความสามารถในการชักจูงคนอื่นทางจิตใจขึ้นมา พวกเขามีบุคลิกภาพที่ดึงดูดจิตไร้สำนึกของคนอื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่จะอธิบายว่า "ไทป์หก" ในระดับนี้ดึงดูดคนเก่งได้อย่างไร พวกเขารู้เสมอว่าจะกระตุ้นความรู้สึกคนอื่นได้อย่างไร และเข้าไปโดนใจคนอื่นอย่างไม่รู้ตัวได้อย่างไร พวกเขาทำให้คนอื่นตอบสนองต่อพวกเขาได้โดยที่ตัวเองก็มักไม่รู้ตัว อาจเป็นเพราะนิสัยอยากรู้อยากเห็นในตัวคนอื่นอย่างจริงใจ และความปรารถนาที่จะสร้างประโยชน์ร่วมกัน มันราวกับว่า "ไทป์หก" กระซิบที่ข้างหูว่า "เราเป็นเพื่อนกันเถิด" "เราร่วมงานกับเถิด" คนอื่นสัมผัสได้ถึงมิตรจิตมิตรใจที่สร้างสรร และไม่มีมารยานี้ สิ่งที่ "ไทป์หก" มีนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนยากอธิบาย มันเป็นสายตาที่พวกเขาสบออกไป หรือรอยยิ้มที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือ หรือภาษากายบางอย่าง ที่มีพลัง มันคล้ายกับสิ่งที่เด็กส่งออกไปหาพ่อแม่ของตน เพื่อแสดงความไว้ใจ ความคาดหวัง และความรักที่ตนมี เหมือนกับจะบอกว่า "ไม่มีอะไรน่ากลัว" พวกเขามีอารมณ์ขันล้อตัวเอง ที่ดึงดูดคนที่ตนเองต้องการได้เป็นอย่างดี พฤติกรรมขี้เล่นของ "ไทป์หก" แสดงว่าพวกเขารัก และรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดคน ๆนั้น

แม้ว่าพวกเขาจะมีเสน่ห์ดึงดูดคน แต่ "ไทป์หก" จะไม่มีอะไรเลยถ้าไม่มีความน่าเชื่อถือ พวกเขาเป็นคนที่พูดจริงทำจริง และมีการปฏิบัติให้เห็นทันที ดูเหมือน "ไทป์หนึ่ง" ในระดับดี พวกเขาเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ มีความแน่นอน และมองอะไรติดดิน นอกจากนี้ยังเป็นนักคาดการณ์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขาความห่วงสวัสดิภาพ ทำให้พวกเขาเห็นสิ่งเหล่านี้ และตัดไฟแต่ต้นลม สร้างสวัสดิภาพในกับตนเองและคนรอบข้างได้

โดยธรรมชาติแล้ว ความพยายามผูกมิตรของพวกเขานำมาซึ่งประโยชน์ร่วมกัน มีทั้งการให้ และการรับระหว่างทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม มันมักทำให้ "ไทป์หก" ยกฝ่ายตรงข้ามให้ดูสูงกว่าตน ซึ่งเป็นเหตุของปัญหาในเวลาต่อมา

ระดับสาม "คนทำงานผู้รับผิดชอบ"

เมื่อ "ไทป์หก" พบ คน แนวคิด หรืออะไรก็ตามที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับพวกเขาได้ พวกเขาก็จะเริ่มกลัวว่าจะสูญเสียสิ่งเหล่านั้นไป เพราะการเอาความปลอดภัยของตัวเองไปผูกกับสิ่งที่อยู่นอกตัวย่อมทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยได้เป็นธรรมดา พวกเขาจึงพยายามเอาตัวเข้ารับผิดชอบมากขึ้นอีก เพื่อว่าจะได้ผูกพันกับสิ่งเหล่านั้นแน่นแฟ้นมากกว่าเดิม ผลก็คือ ความเป็นคนมีความรับผิดชอบของ "ไทป์หก" ในระดับนี้

พวกเขามีวินัยและเสมอต้นเสมอปลายต่อสิ่งที่ทำมาก และต้องการที่จะภูมิใจในสิ่งที่ตนทำ พวกเขาเป็นนักจัดการองค์กร และสถาบันที่ตนเองเป็นสมาชิกอยู่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจส่วนตัว หรือครอบครัว พวกเขาจ่ายเงินตรงเวลาเสมอ และมีเงินเหลือพอที่จะชำระภาษี มัธยัสถุ์ ขยัน เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่ายิ่งต่อองค์กร พวกเขาต้องการความมั่นใจว่า มีที่สำหรับเขาบนโลกใบนี้ และสิ่งที่เขาทำได้สร้างเสริมสวัสดิภาพให้กับพวกเขา "ไทป์หก" จำนวนมากโดยเฉพาะที่มีพรสวรรค์ และมีความรู้ จะมีทักษะในเชิงวิเคราะห์ และแก้ปัญหา ความระวังระไวทำให้เป็นคนใส่ใจรายละเอียด แจกแจงวิธีการ และรับคำสั่งการได้ดี พวกเขาชอบทำงานกับโครงสร้างที่เงื่อนไขต่างๆ ได้ถูกนิยามไว้แล้วเป็นอย่างดี มันทำให้รู้สึกปลอดภัย และสร้างสรรผลงานที่สร้างสรร และริเริ่มได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเป็นโปรแกรมเมอร์ วิศวกร นักกฏหมาย นักดนตรี พวกเขามักมีความชำนาญสูง เพราะเอาใจใส่ในงานมาก จึงมักประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เหมือนเต่าที่เอาชนะกระต่ายได้

พวกเขารับผิดชอบต่อหมู่คณะ เคารพคนอื่น และสร้างบรรยากาศของการทำงานฉันเพื่อนร่วมงานมากกว่านายบ่าว เพราะเข้าใจว่าสวัสดิภาพของเขาขึ้นอยู่กับความเป็นอยู่ของสังคม พวกเขาจึงอุทิศตัวเพื่อส่วนรวม ชอบมีส่วนร่วมทางการเมือง เป็นกรรมการนักเรียน กรรมการหมู่บ้าน ชอบทำงานบำเพ็ญประโยชน์ เพราะรู้สึกว่าทำให้ตัวเองเป็นคนมีค่า พวกเขากล้าทักท้วงเมื่อมีสิ่งไม่ชอบมาพากล พวกเขาจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมา

ในระดับส่วนตัว "ไทป์หก" จริงจังการความสัมพันธ์กับคนที่ตนเองได้เลือกไว้ พวกเขาอุทิศตัวเพื่อคน ๆนั้นและหวังให้คน ๆนั้นรักตอบ พวกเขาชอบความรู้สึกแบบเป็นกันเองเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน แม้ว่าจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกัน เพราะมักให้ความรู้สึกที่มั่นคงกว่า พวกเขาปรารถนาความสัมพันธ์ที่ไม่มีเงื่อนไข ยิ่งผูกพันกับเพื่อนได้แน่แฟ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกปลอดภัย

คุณธรรมหลายอย่างในตัว "ไทป์หก" ไม่ค่อยเหมาะกับสังคมแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอาอย่างในปัจจุบัน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ดีกับตัวพวกเขาเอง และไม่จำเป็นที่จะต้องละทิ้งสิ่งเหล่านี้ไป

ระดับสี่ "ผู้จงรักภักดี"

เมื่อ "ไทป์หก" รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ พวกเขาจะเริ่มกลัวที่จะไปทำอะไรที่จะทำลายความสามัคคี พวกเขารู้สึกว่าได้สร้างชีวิตท่ามกลางคนที่ตนผูกพันขึ้นมาด้วยความยากลำบาก จึงกังวลว่าตัวเองจะทำให้มันพัง พวกเขาจึงพยายามเพิ่มความมั่นคงให้มากขึ้นด้วยการทำงานให้หมู่คณะอย่างหนัก

พวกเขาเสนอตัวเพื่อรับใช้หมู่คณะ และรับประกันว่าจะทำให้สำเร็จ ความกังวลได้ทำให้พวกเขาพยายามผูกมัดตัวเองให้มากขึ้น พวกเขาจะตรวจตราดูทุกจุดอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดหายนะขึ้นในอนาคต คำขวัญของลูกเสือที่ว่า "จงเตรียมพร้อม" ช่างเหมาะกับ "ไทป์หก" อย่างยิ่ง พวกเขาจะอาสางานหลายอย่าง ถ้าว่างก็จะซ่อมแซมบ้าน หรือตรวจการเงินของบ้าน คนอื่นอาจรู้สึกเกรงใจ กลัวว่า "ไทป์หก" จะรับภาระมากเกินไป แต่ "ไทป์หก" กลับยืนยันที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน พวกเขาจะไม่สนใจทำงานที่ไม่มีการบันทึกความดีเอาไว้ พวกเขาชอบตรวจสอบผลงานที่ผ่านมาของ หมอ ทนายความ หรือนักจิตบำบัต สอบภูมิหลังของรถมือสองก่อนที่จะซึ้อ พวกเขาอยากแน่ใจด้วยว่า สิ่งที่เขาอาสาในวันนี้จะให้ประโยชน์กับหมู่คณะที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเขาในอนาคต ข้อกำหนดเหล่านี้ เริ่มเป็นเงื่อนไขในการเป็นคนชอบอาสาของเขา

ในระดับนี้ ความเป็นตัวของตัวเองเริ่มหายไป พวกเขาเริ่มเอาตัวไปยึดติดกับระบบ แนวคิด หรือความเชื่อ บางอย่างแทน และเริ่มไม่เชื่อมือตัวเอง พวกเขาพี่งพาคนที่ฟังเขารู้เรื่อง ให้คอยตรวจสอบการตัดสินใจของเขา สังเกตได้จากเวลา "ไทป์หก" ตัดสินใจ แทนที่จะคิดเอง พวกเขาจะมองหาคำตอบจากเอกสาร หนังสืออ้างอิง ถ้าพวกเขาเป็นผู้นำก็มักให้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นพิจารณาแทนตัว พวกเขาจะตรวจสอบความเข้าใจของตัวเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ โดยเฉพาะคนที่มีอำนาจในเรื่องนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้อกฏหมาย จ่าทหาร หรือพระสงฆ์ พวกเขาจะเลือกทำตามกฏไว้ก่อน และจะออกนอกลู่นอกทางเมื่อแน่ใจว่าเข้าใจผลของมันเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น

ในบางครั้ง "ไทป์หก" ก็ตัดสินใจเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญ ๆ แล้ว พวกเขาจะไม่ไว้ใจตัวเอง การตัดสินใจครั้งสำคัญ ๆอย่าง การเลือกอาชีพ ย่อมนำมาซึ่งความวิตกกังวลที่มากกว่า ซึ่งจะทำให้ "ไทป์หก" ใช้อารมณ์ในการเลือก และเมื่อเลือกได้แล้วก็จะเปลี่ยนใจ หรือลังเลสงสัยอีก และพวกเขาก็มักไม่ชอบคนที่มาตัดสินใจแทนเขา พวกเขาจึงต้องสับสนอย่างมากทุกครั้งที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

"ไทป์หก" เชื่อว่าสิ่งที่สังคมยอมรับและยึดถือได้ผ่านการทดสอบมาพอสมควรแล้ว พวกเขาจึงไม่รู้สึกแปลกที่จะต้องขอความเห็นชอบ หรือทำตามกระบวนการเหล่านั้น พวกเขาจึงรู้สึกถนัดที่จะเป็นพวกผู้คุมกฏ ผู้จัดการ หรืออะไรก็ตามที่มีผลต่อองค์กรโดยรวม พวกเขาไม่เคยรู้สึกว่ากฏเกณฑ์เป็นการลดอิสระ แต่กลับทำให้มั่นใจ การเป็นส่วนเล็ก ๆของสิ่งใหญ่ ๆทำให้พวกเขามั่นใจในการดำรงชีวิตมากขึ้น พวกเขาชอบองค์กรใหญ่ ๆ ชอบพรรคการเมือง มหาวิทยาลัย สหภาพ และกลุ่มศาสนา กลุ่มย่อมมีพลังมากกว่าเดี่ยว และทำให้เราทำการใหญ่ได้ และในเวลาเดียวกัน การอยู่ในกลุ่มช่วยทำให้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับคน ซึ่ง "ไทป์หก" ก็ชอบมาก แต่สิ่งเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดผลเสียกับ "ไทป์หก" สองอย่าง หนึ่งคือ ทำให้ "ไทป์หก" มักทำอะไรเพราะรู้สึกว่าต้องทำ เพราะเป็นหน้าที่ แต่ใจจริงแล้วไม่อยากทำ สองคือ มันสร้างทัศนคติ พวกข้า พวกเอ็ง ให้กับ "ไทป์หก" ด้วย แม้ว่าการที่อยู่ท่ามกลางคนที่ชอบอะไรเหมือนกันจะทำให้รู้สึกดี แต่มันทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกตามมา มันสร้างนิสัยให้ "ไทป์หก" คอยคิดว่าใครบ้างที่เห็นด้วยกับตน ใครไม่เห็น พวกเขาก็ไม่ชอบคนที่ไม่ยอมรับอาสาอย่างที่ตนทำ พวกเขาจะโกรธคนเหล่านั้นที่ไม่เสียสละเพื่อหมู่คณะ "ไทป์หก" ภักดีต่อสิ่งที่ตนฝากผีฝากไข้ไว้อย่างมาก มันยากสำหรับ "ไทป์หก" ที่จะตัดสัมพันธ์ แม้ในกรณีที่ "ไทป์หก" เองต้องการจะตัดก็ตาม เมื่อคน ๆหนึ่งกลายเป็นเพื่อน เขาคือเพื่อนตลอดไป ความรักที่ "ไทป์หก" มีให้อาจกลายเป็นความเกลียดได้ แต่จะไม่มีวันกลายเป็นความหมางเมิน เพราะสำหรับ "ไทป์หก" แล้วมันไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ธรรมดา แต่มันมีผลต่อความรู้สึกและตัวตนของเขาเองด้วย เมื่อ "ไทป์หก" ทุ่มเทขนาดนี้ พวกเขาจึงเริ่มที่จะต้องเลือกคบคน คบใครที่มีค่าควรกับความทุ่มเทของเขาเท่านั้น

ระดับห้า "ผู้มองโลกในแง่ร้าย"

เมื่อ "ไทป์หก" ผู้มัดตัวเองเข้ามาก ๆ พวกเขาก็จะเริ่มกลัวว่าจะไม่สามารถทำทุกอย่างให้สำเร็จหมดได้ ในขณะเดียวกันก็กลัวจะต้องสูญเสียความเป็นพันธมิตร และการสนับสนุนจากคนอื่น นี่คือปัญหา ในที่สุด "ไทป์หก" จะเริ่มคิดว่า ตนคงไม่อาจเอาใจทุกคนได้ทั้งหมด คนบางคนมีอิทธิพลต่อชีวิตของเขามากกว่าคนอื่น ๆ แต่การตัดสินใจว่าใครควรเป็นคนที่ "ไทป์หก" ควรจะละทิ้งเสียเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และเจ็บปวดสำหรับ "ไทป์หก" ในระดับนี้ "ไทป์หก" เริ่มทดสอบใจคนรอบข้าง เพื่อหาว่าใครบ้างที่จะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ และคนอื่น ๆคิดอย่างไรบ้างเกี่ยวกับตัวเขา พวกเขากังวลเกี่ยวกับตัวเองและคนอื่น ทำให้บางทีก็ป้องกันตัว บางทีก็ยอมทุกอย่าง หรือบางทีก็ดูเหมือนจะเป็นทั้งสองอย่าง

"ไทป์หก" ยิ่งตัดสินใจยากมากขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับความคิด และความรู้สึกของตัวเอง พวกเขาจะเริ่มใช้อารมณ์มากขึ้น "ไทป์หก" ต้องการทำสมองให้ปลอดโปร่ง แต่เมื่อใดก็ตามที่มีปัญหาเข้ามา พวกเขาจะมีออกอาการสับสน และทำอะไรหุนหัน และมักไม่สามารถหาทางออกให้กับตัวเองได้ พวกเขามักคิดว่าตนเองว่าง่ายเกินไป และเริ่มสงสัยว่าคนอื่นคิดอย่างไรกับตน ในที่สุดก็คิดเอาว่า ถ้าต้องการรักษาศักดิ์ศรีของตน ก็ต้องทำตัวต่อต้านเสียบ้าง พวกเขาเริ่มขี้ระแวงมากขึ้น เริ่มเดาใจยาก เริ่มปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ และป้องกันตัวอย่างเปิดเผย

"ไทป์หก" ในระดับนี้ ก้าวร้าวสลับการยอมตาม พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าคนอื่นทำแบบเดียวกันกับตัว พวกเขาพร้อมรบเสมอ พวกเขารู้สึกถูกถาโถมด้วยความรับผิดชอบ และไม่ต้องการที่จะอาสาอะไรมากไปกว่านี้แล้ว พวกเขาไม่สนันสนุนความคิดใหม่ ๆ เพราะได้เสียเวลาตัดสินไปกับความคิดที่ได้ตัดสินไปแล้ว พวกเขากลับการเปลี่ยนแปลง และมองว่าเป็นสิ่งที่คุกคามสวัสดิภาพ

พวกเขาทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ เสียแล้ว เพราะขาดความเชื่อในตัวเอง พวกเขาอาจทำอะไรวนอยู่ในอ่าง เพราะตัดสินใจไม่ถูก ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ ถ้าต้องเลือกจริง ๆจะระวังตัวมาก แต่เลือกทางปลอดภัย และอิงตามกฏมากที่สุดเสมอ พวกเขามักรอให้ถึงที่สุดก่อนจึงเริ่มลงมือ และต้องทำภายใต้แรงความกดดัน

แม้ว่าอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายจะทำให้ "ไทป์หก" หลบเลี่ยงการรับผิดชอบ และแรงกดดันได้ แต่มันสร้างความเครียดให้กับพวกเขาอย่างมากด้วย พวกเขาจะตึงเครียด และอ่อนล้า ราวกับว่าขาหนึ่งแตะคันเร่ง แต่อีกข้างแตะเบรค เมื่อใดที่เครียด พวกเขาจะเริ่มบ่น คนในครอบครัวของ "ไทป์หก" จะรู้ดี โดยเฉพาะเวลาอาหารค่ำ "ไทป์หก" จะพูดราวกับว่าทุกอย่างในโลกนี้ดูยุ่งยากไปหมด พวกเขาทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ มองหาสาเหตุของปัญหาอยู่ตลอด พวกเขาอาจพึ่งสิ่งเสพติด และจากอาศัยมันเป็นที่พี่งถาวรได้ในที่สุด

"ไทป์หก" ในระดับนี้เอาใจยากมาก เพราะพวกเขาจะบังคับให้คนอื่นเป็นฝ่ายตัดสินใจ แต่ในเวลาเดียวกันก็ส่งสัญญาณเป็นนัยให้รู้ถึงความต้องการของตัวเอง ผลก็คือ ไม่มีใครได้รับคำตอบที่แท้จริงจาก "ไทป์หก" ได้ ใช่คือไม่ และ ไม่คือใช่ พวกเขาอาจพูดว่าอยากนัดไปทานข้าวด้วย แต่นัดเวลามากี่โมงก็ไม่ตกลงสักที พวกเขาดูเหมือนเป็นมิตรแต่ที่จริงป้องกันตัว ปากอย่างใจอย่าง พวกเขาดันให้คนอื่นเป็นผู้นำตลอด ส่วนตัวเองก็ทำอะไรเดาได้ยาก เดี่ยวตาม เดี๋ยวขวาง เมื่อใครนำผิด พวกเขาก็จะต่อว่า และหลีกเลี่ยงที่จะรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตัวเอง

พวกเขาก้าวร้าวอย่างอ้อม ๆต่อคนอื่น ในลักษณะของอาการดื้อเงียบ เช่น หากโกรธใครก็จะบอกให้ถือหูรอไว้ แล้วก็ทำลืมไปเลย พวกเขามักทำให้เจ้านายหัวเสีย โดยการแกล้งลืมหมายกำหนดส่งงาน หรือการทำของหาย พฤติกรรมดื้อเงียบทำให้ "ไทป์หก" ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลของมัน พวกเขาแสดงมันออกมาแม้แต่ในมุกตลกของตัวเอง ในเชิงถากถาง พวกเขาต่อว่าคนอื่นด้วยการพูดถึงในทางกลับกันเพื่อประชด ซึ่งมันฟังไม่ออกจนกว่าจะถึงตอนท้ายของเรื่อง

ระดับหก "กบฏ"

แทนที่จะแก้ไขความลังเลและความวิตกกังวล "ไทป์หก" เลือกที่จะต่อกลอนกับมัน พวกเขากลัวจะต้องรับผิดชอบผลของการไม่เด็ดขาดของตน จึงชดเชยด้วยการพยายามพิสูจน์อย่างก้าวร้าวว่า ตนไม่ได้วิตกกังวล ไม่ได้เรรวน และไม่ได้พึ่งคนอื่น พวกเขาต้องการประกาศให้รู้ว่าใครจะมาเอาเปรียบหรือหลอกใช้ตนไม่ได้ พวกเขาใช้ด้านที่ก้าวร้าวของตนกดขึ่ด้านที่ยอมตามของเขาไว้ พวกเขาเริ่ม Counterphobic อย่างเปิดเผย

Counterphobic ในเด็กนั้นไร้เดียงสา เป็นต้นว่า ถ้ากลัวความมืด เด็กก็จะเข้าไปนั่งในห้องมืด แต่สำหรับ Counterphobic ของ "ไทป์หก" ในระดับนี้ทำให้พวกเขาทำเกินกว่าเหตุ พวกเขาต่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่คุกคามเขา กลายเป็นอันธพาลเพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ใช่เด็กอมมือ พวกเขากำลังทำให้คนอื่นตีจากเพราะความก้าวร้าวของเขาเอง พวกเขาเริ่มใช้การเมืองในสำนักงานกำจัดคนที่ขวางทาง ถ้ามีอำนาจในมือก็จะใช้อย่างไม่ยุติธรรม เป็นบุคคลที่อันตรายแต่อ่อนแอ พวกเขาสร้างความลำบากให้คนอื่นเพราะความใจแคบของตัว พวกเขาแบ่งพรรคแบ่งพวกตลอดเวลา พวกเขาเกลียดคนที่ไม่เหมือนตัวเอง และมีความเห็นที่รุนแรงต่อความเชื่อของตัว ใครที่เห็นต่างคือเป็นศัตรูกัน มีอคติอย่างมากต่อคนที่ไม่ใช่พวกตัวเอง พวกเขากลับการสมคบคิด จึงสมคบคิดเสียเอง พวกเขาจะยัดเยียดความเชื่อให้กับศัตรู หรือแม้แต่พวกเดียวกันบางคนที่ยังเชื่อไม่เหมือนกับตน ถ้าพวกเขาเป็นผู้บังคับบัญชา พวกเขาอันตรายมาก พวกเขาใช้การเมือง และชอบโทษคนอื่นแต่ไม่เสนอทางแก้ พวกเขาได้เป็นใหญ่เพราะลักษณะนิสัยที่ก้าวร้าว และทำทุกอย่างเพื่อพิทักษ์ธรรมเนียมปฏิบัติ พวกเขามักเป็นหัวโจกในการประท้วง เพราะต้องการพลังจากคนอื่นในการหนุนหลังความคิดของตน ไม่ใช่เพราะความกล้าหาญ แต่เป็นความรู้สึกไม่ปลอดภัยของพวกเขา

พวกเขาไม่มีพลังในการทำอะไรแล้ว เพราะพลังงานถูกใช้ไปกับการต่อต้านคนอื่น เหมือนนักปฏิวัติหลายคนในประวัติศาสตร์ที่ประท้วงจนสำเร็จแล้ว แต่ก็รู้สึกหมดไฟที่จะสร้างระบบใหม่ที่ดีกว่าขึ้นมาแทน พวกเขาต้องการ ศัตรู มาเป็นยาชูกำลัง เป็นเครื่องระบายความวิตกกังวล ถ้าไม่มีคนที่สมควรถูกประนาม ความกลัวและการรู้สึกผิดในใจจะเกิดขึ้น พวกเขาจึงต้องหาคนที่เป็นศัตรูเอาไว้เสมอ จะได้เป็นจุดสนใจของความก้าวร้าวของเขา พวกเขาต้องมีใครสักคนเอาไว้ระบายความวิตกกังวลส่วนตัว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอทั้งในบ้าน ในสำนักงาน การเมือง ฯลฯ พวกเขาสร้างคนขึ้นมาเป็นแพะรับบาป สิ่งที่พวกเขาต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็น คนดำ คนยิว เกย์ พวกต่างชาติ ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงความอ่อนแอและความรู้สึกไม่ปลอดภัยของ "ไทป์หก" เอง ถ้าหาใครมาเป็นพวกนอกคอกได้ ก็แสดงว่าตนไม่ใช่พวกนอกคอก หากพวกเขาเกิดมาเป็นผู้นำของชนกลุ่มน้อยเสียเอง พวกเขาก็ต้องหาแพะมาให้ได้

"ไทป์หก" มองว่าความก้าวร้าวของตนเป็นสิ่งที่ชอบธรรม เพราะพวกเขารู้สึกว่าได้รับบัญชามาจากสวรรค์ พวกเขามักรู้สึกต่ำต้อยท่ามกลางสังคมที่ตนไม่สังกัด พวกเขาจึงเชื่อว่ามีใครสักคนกำลังพยายามทำลายตัวเขาอยู่ และพวกเขาจะต้องกำจัดมัน พวกเขาสับสนในตัวเอง โกรธอดีตและกลัวอนาคต ในที่สุดพวกเขาก็ก้าวร้าวกับทุกคนรวมทั้งพวกเดียวกันด้วย

ใครก็ตามที่อยู่ในระดับหกลงไป ไม่ว่าไทป์ไหน แสดงว่าพวกเขาเติบโตมาอย่างผิดปกติ สำหรับ "ไทป์หก" เป็นไปได้ว่า พวกเขาถูกผู้ปกป้องปฏิบัติต่ออย่างไม่เหมาะสม พวกเขาจึงระบายออกกับคนทุกคนเมื่อโตขึ้น พวกเขาผูกตัวเองไว้กับประสบการณ์ร้ายในวัยเด็กเหล่านั้นในจิตไร้สำนึก จึงเอาพฤติกรรมเหล่านั้นมาใช้กับคนอื่นบ้างเมื่อโต เป็นต้นว่า เมื่อเด็กถูกพ่อตบตีเมื่อร้องไห้ พอโตขี้นก็จะก้าวร้าวเมื่อใดที่ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้

ยากที่จะทำให้คนที่ไม่เคยรู้จักพวกเขามาก่อนเชื่อได้ว่า เมื่อก่อนพวกเขาเป็นคนที่น่ารักมาก เพราะตอนนี้พวกเขาใจแคบที่สุด และห่างใกล้จากคำว่าน่ารักนัก ในระดับนี้ "ไทป์หก" น่าสงสาร เพราะพวกเขาทุกข์ทรมานอยู่ข้างใน ที่แย่กว่านั้นก็คือ พวกเขายังทำให้คนอื่นต้องพลอยทุกข์ไปด้วยจากความกลัวของเขาเอง หากทำตัวแบบนี้ต่อไป ในที่สุดก็หมดเพื่อน หมดที่พึ่งทางใจ ซึ่งอันตรายต่อ "ไทป์หก" มาก

ระดับเจ็ด "คนไม่ช่วยตัวเอง"

ถ้า "ไทป์หก" ประพฤติตัวก้าวร้าวมากเกินไป พวกเขาจะเริ่มกลัวว่าจะต้องบาดหมางกับคนที่ตนพึ่งพา หรือจะทำให้มีศัตรูมากขึ้น หรือไม่ก็กลัวว่าจะต้องถูกลงโทษ ทั้งที่จริง ๆแล้ว เขาอาจไม่ได้ทำอะไรให้คนที่พวกเขาพึ่งพาอยู่โกรธ แต่พวกเขาก็กลัว ความรู้สึกนี้ทำให้พวกเขาวิตกกังวลอย่างหนัก และมองหาทางที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า ตนจะไม่ถูกตัดขาดจากคนที่ตนพึ่งพา ภายใต้ภาพลักษณ์ที่เข็มแข็ง พวกเขาคือเด็กน้อยที่ไม่มีทางสู้

พวกเขาเริ่มสมเพชตัวเองที่ไม่แกร็งพอที่จะยืนด้วยลำแข็งของตัว เริ่มดูแคลนตัวเอง คิดว่าตัวเองไร้ค่า และเริ่มที่จะพึ่งพาคนอื่นอย่างรุนแรง หากคนเหล่านั้นจากไปแล้ว พวกเขาก็ต้องหาใครก็ได้สักคนที่ยอมรับเขาไว้ ความภักดีต่อคนที่ตนให้ความไว้วางใจกลายเป็นการเกาะคน ๆนั้นแทน พวกเขาไม่สามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ เพราะไม่กล้าตัดสินใจ หรือกระทำการใด ๆเลย พวกเขาพึ่ง คู่ครอง เพื่อน หรือครอบครัว และคอยให้ใคร ๆมาชี้นำชีวิต พวกเขากลัวการทำผิดพลาด เพราะคิดว่าอาจทำให้คนที่พวกเขาพึ่งพาอยู่ตีจากไปได้ พวกเขาปัดความรับผิดชอบทุกอย่าง และปฏิบัติที่จะริเริ่ม ทำตามคำสั่งทุกอย่าง อ้างพระ อ้างตำรวจว่าเป็นผู้อนุญาต หรืออ้างว่าคนอื่นก็ทำแบบนี้ พวกเขาได้กำลังทำให้ตนเองหมดโอกาสเป็นตัวของตัวเอง อันเป็นสิ่งที่สำคัญต่อ "ไทป์หก" มาก พวกเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และระบายความรู้สึกแย่ ๆให้กับทุกคนที่พบ ในขณะที่พฤติกรรมเกาะคนอื่นกิน ก็เร่งให้คนอื่น ๆตีจาก แต่ยิ่งถูกทิ้งมากเท่าไร "ไทป์หก" ก็ยิ่งกลายเป็นคนไม่ช่วยตัวเองมากขึ้นเท่านั้น และเข้าหายากขึ้นด้วย

พวกเขากดตัวเอง และรู้สึกต่ำต้อย "ใครที่ชอบฉันต้องเป็นคนที่มีอะไรผิดปกติแน่ ๆ" "คุณต้องช่วยฉัน เพราะฉันจะกลายเป็นคนไร้ความหมายถ้าไม่มีคุณ" พวกเขาไม่เชื่อตัวเอง และไม่เชื่อคนอื่นด้วย ถ้าใครพูดกับเขาว่าเขามีอะไรที่ดี พวกเขาจะปฏิเสธ พวกเขาไม่สนใจการพูดปลุกใจ แม้ว่ามันจะมีประโยชน์ในกรณีของเขา

พวกเขาระแวงคนอื่น เห็นผิดเป็นชอบ พวกเขาเคยชินกับการถูกปฏิบัติต่อด้วยความรุนแรงเมื่อเป็นเด็ก จึงรู้สึกแปลกเวลาเจอคนดีด้วย แม้ว่าจะมีใครยื่นความปรารถนาดีมาให้พวกเขา พวกเขาก็จะระแวงว่ามีเบื้องหลังแอบแฝง และดื้อเงียบกับคนที่พยายามจะทำให้เขารู้จักพึ่งตนเอง พวกเขาเหมือนจะติดใจการถูกทรมานจากคนอื่นที่เคยประสบในวัยเด็ก จึงชอบคนที่ทำให้พวกเขาพึ่งตัวเองไม่ได้มากขึ้น คนที่ทำให้เขาต้องระแวง หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาจะรู้สึกไม่คุ้นเคยกับคนที่พวกเขาสามารถติเตียนได้ และมองหาคนที่ไม่แคร์ คนที่เลว ๆเพื่อหวังความสัมพันธ์ที่โรแมนติก เพราะ "ไทป์หก" ในระดับนี้ไม่ไว้ใจความปรารถนาดี ใครก็ตามที่ดีกับพวกเขา ยิ่งทำให้พวกเขาวิตกกังวล ระแวงสงสัย ในขณะที่ การข่มขู่ การเสพติด และความบ้าคลั้งกลับกลายเป็นสิ่งที่พวกเขารับได้

คนรอบข้างสังเกตเห็นปัญหาของ "ไทป์หก" แต่ช่วยอะไรไม่ได้ "ไทป์หก" มักทำงานได้ไม่ดี เพราะกลัวการตั้งใจทำงาน และมักหยุดงานบ่อยด้วยเหตุผลทางจิตใจที่แปลก ๆ หรืออาการเจ็บป่วยทางกายที่ทำให้ต้องนอนเตียงสักสองสามวัน พวกเขาติดเหล้าและยาเสพติด เพราะต้องใช้มันหลีกเลี่ยงความวิตกกังวล การกดเก็บความวิตกกังวลทำให้ พวกเขามีอาการซึมเศร้า แต่กลัวที่จะแสดงออก คิดว่าเพื่อนอาจจะตีจากไปเลยก็ได้ถ้ารู้ ยิ่งนานวัน "ไทป์หก" ก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวัง ผู้คนจะรู้สึกว่า "ไทป์หก" ไม่ได้สนใจที่จะแก้ปัญหาของตนจริง ๆ การบ่นเป็นเพียงการขอความสบายใจจากคนอื่นเท่านั้น ราวกับว่าพวกเขาต้องการเก็บปัญหาของพวกเขาไว้ เพื่อว่าจะทำให้คนอื่นเข้าหาเขาเพื่อช่วยเหลือเขาต่อไป แต่หากไม่ได้ผล หรือคนที่เข้ามาก็อยู่ในระดับเสื่อมเหมือนกัน พวกเขาจะยิ่งรู้สึกเลวร้ายลงไปอีก

ระดับแปด "คนขี้ระแวง"

ในระดับนี้ พวกเขาเปลี่ยนจากอาการตำหนิตัวเอง ไปเป็นพวกเขาชอบความรุนแรง พวกเขาไม่สามารถควบคุมความวิตกกังวลได้ จึงไม่มีเหตุผล และตื่นตระหนกเมื่อคิดถึงตัวเอง และหวาดระแวงเมื่อคิดถึงคนอื่น พวกเขาเห็นความเป็นจริงเป็นเรื่องคอขาดปาดตายไปเองหมดทุกเรื่อง และดันความก้าวร้าวของตนไปหาคนอื่น หวาดระแวงความก้าวร้าวของคนอื่น พวกเขามองไม่เห็นว่าปัญหาตัวเองคืออะไร แต่เห็นความเป็นศัตรูของคนอื่นเป็นปัญหาแทน เปลี่ยนจากการกลัวตัวเองมาเป็นการกลัวคนอื่น

พวกเขามั่นใจว่าคนอื่นคิดไม่ดีกับเขาแน่ ๆ ถ้าพวกเขามีเรื่องกับเจ้าของบ้านเช่าก็จะคิดว่า เจ้าของบ้านเช่าจะต้องไล่เข้าออกไปหรือไม่ก็จ้างมือปืนมายิงพวกเขาแน่ ๆ เวลาเห็นเจ้านายหัวเสีย ก็คิดว่าเดี๋ยวตนจะต้องถูกไล่ออกแน่ ๆ พวกเขารู้สึกว่าคนอื่นกำลังสมรู้ร่วมคิดอะไรกับอยู่ หรือทุกคนกำลังไล่ล่าพวกเขา โดยเฉพาะใครก็ตามที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะเอาผิดเขาได้ พวกเขารู้สึกสับสนกับเจ้าหน้าที่ เพราะใจหนึ่งก็กำลังต้องการเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในมือมาคอยคุ้มครอง อีกใจหนึ่งก็หวาดกลัวเจ้าหน้าที่

ในระดับนี้ พวกเขาหมดหวังกับคนที่พวกเขาฝากผีฝากไข้ไว้ พวกเขาเต็มไปด้วยความโกรธและเกลียด แต่ไม่เข้าใจว่าสาเหตุเกิดจากตัวเขาเอง พวกเขาดันมันไปหาคนอื่น คิดว่าคนอื่นกำลังเกลียดเขา และอยากจะหลุดพ้นจากสภาพแบบนี้ พวกเขาคิดว่าจะต้องระวังตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะคนรอบข้างกำลังจ้องจะทำร้ายเขา พวกเขาเห็นทุกคนอันตรายไปหมด เรื่องบังเอิญทั้งหลายทำให้พวกเขาคิดมากไปหมด พวกเขาคิดว่าคนเดินถนนที่เดินมาทางเขา คือตำรวจที่จะมาจับ ผู้ร้ายที่จะมาฆ่า หรือคนบ้าที่จะทำร้ายตน

ความคิดที่ว่ามีคนกำลังไล่ตามพวกเขาจะสลับกับความคิดที่ว่าตนได้รับการปกป้องจากพลังเหนือธรรมชาติอยู่ ความคิดทั้งสองผสมผสานกันทำให้ "ไทป์หก" มีความรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ เช่น คิดว่าตำรวจสืบราชการลับกำลังติดตามตัวเขาอยู่ เพราะพวกเขาล่วงรู้ความลับเกี่ยวกับการทำลองนิวเคลียร์ พวกเขาจะคิดไปว่า โทรศัพท์ถูกดักฟัง จดหมายถูกแอบอ่าน อาหารมียาพิษ มีเพื่อนเป็นหนอนบ่อนไส้ พวกเขาเห็นอะไรมากกว่าที่คนอื่นเห็นกัน พวกเขามักกล่าวหา คนที่พวกเขาไม่รู้จัก หรือคนนอกกลุ่มว่าเป็นสัตว์ประหลาดที่จะต้องกำจัด พวกเขามองหาเหตุผลที่จะต้องหวาดกลัวไว้ก่อน ยากที่ใครจะใช้เหตุผลกับพวกเขา พวกเขาหุนหันพลันแล่นกับคนที่คิดว่าเป็นศัตรู หรือคนที่พวกเขาเคยพึ่งพิง แต่ตอนนี้ไว้ใจไม่ได้แล้ว จนอาจถึงขั้นพุ่งเข้าทำร้ายเพื่อนร่วมงาน หรือคู่สมรส อาจขว้างปาข้าวของ กรีดร้อง อาจถึงขั้นลอบสังหารบุคคลสำคัญที่พวกเขาหลงไหลอยู่ การไล่ยิงคนในที่สาธารณะ หรือการก่อความรุนแรงในรูปแบบของแก็งค์อันธพาล แต่โชคดีที่ส่วนใหญ่แล้ว "ไทป์หก" จะไม่ติดอยู่ในระดับนี้ โดยเฉพาะคนที่ยังได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างอย่างใกล้ชิด

ระดับเก้า "พวกชอบถูกทำร้าย"

ถ้า "ไทป์หก" ได้ทำอะไรหุนหันพลันแล่น และมองคนอื่นในแง่ร้ายมาแล้วในระดับต้น ๆ ในระดับนี้พวกเขาจะต้องทำตัวให้แย่ลงไปอีกเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนอื่น หากการได้รับโทษจากผู้มีอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่หนีไม่ได้แล้ว ในระดับนี้พวกเขาจะชิงลงโทษตัวเองเสีย อย่างน้อยก็เพื่อบรรเทาความผิด ในระดับนี้พวกเขากลับมาเป็นพวกทำร้ายตัวเองอีกแล้ว จากเดิมที่เคยโยนบาปให้คนอื่น คราวนี้พวกเขาหันความความเกลียดชังและการขำระหนี้แค้นมาหาตัวเอง พวกเขาสร้างความหายนะให้กับตัวเองเพื่อจะได้คืนดีกับคนที่พวกเขาพึ่งพา การทำร้ายตัวเองเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกคนอื่นทำร้าย พวกเขาทำไปเพื่อลดความรู้สึกผิด แต่มันไม่ได้ผลแล้ว พวกเขากลายเป็นคนที่ทำอะไรไม่ได้เรื่อง แม้แต่การทำร้ายตัวเองก็อาจนำไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นตายได้ พวกเขาเลิกทำงาน และใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ปล่อยตัวปล่อยใจ อาจใช้ยาเสพติดเกินขนาด ร้องหาความตาย พวกเขาชอบความเจ็บปวดไม่ใช่เพราะสนุกกับความเจ็บ แต่เป็นเพราะต้องการให้คนอื่นหันมาสนใจ ราวกับจะบอกคนเหล่านั้นว่า "ฉันมันเลว ดังนั้นฉันจึงสำเร็จโทษตัวเอง คราวนี้เธอก็สามารถรักฉันได้แล้ว"

แม้ว่าพวกเขาจะต้องได้รับการลงโทษจากคนอื่น พวกเขาก็จะเร่งรัดมัน เพราะมันทำให้รู้สึกว่าอย่างน้อยก็ยังไม่ถูกทอดทิ้ง พวกเขายังคงมีสัมพันธ์กับคนที่พวกเขาพึ่งพาอยู่ แม้ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ในแง่ลบ มันทำให้หวนระลึกถึงวัยเด็กที่ถูกผู้ปกป้องทำร้าย แม้ว่าจะเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายแต่ก็ย่อมดีกว่าการถูกทอดทิ้งไม่สนใจใยดีเลย แต่เมื่อใดก็ตามที่แม้แต่การถูกลงโทษจากคนอื่นยังไม่มี พวกเขาจะจบชีวิตตัวเอง

พัฒนาการ

"ไทป์หก" ไปสู่ "ไทป์สาม"

ี่ เมื่ออยู่ในภาวะกดดัน "ไทป์หก" จะแสดงนิสัยของ "ไทป์สาม" พวกเขาลังเลสงสัยในตัวเอง ขาดความมั่นใจ รู้สึกไม่ปลอดภัยในสังคม พวกเขาจึงพยายามทำสิ่งที่คนอื่นคาดหวังให้ตนเพื่อเอาใจคนอื่นแบบเดียวกับ "ไทป์สาม" ที่พยายามพิสูจน์ว่าตนมีค่า เป็นเลิศ และมีความสามารถ

"ไทป์หก" อุทิศตนเพื่อพันธมิตรของพวกเขา แลกกับความรู้สึกปลอดภัย พวกเขารู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะต้องสนองความต้องการคนอื่น แลกกับการยอมรับ และการสนับสนุน เมื่อกดดันมากขึ้น พวกเขาจะมุ่งพัฒนาอาชีพการงาน และบรรลุการยอมรับ อย่าง "ไทป์สาม" พวกเขาจะแก่งแย่งชิงดีเพราะรู้ว่าโอกาสไม่ได้มีอยู่บ่อย ๆ และการที่พวกเขาได้ฝากเนื้อฝากตัวไว้กับคนอื่น หรือระบบอื่น พวกเขาจะใช้สิ่งเหล่านั้นในการสนองอัตตา และเกิดความรู้สึกแข่งขันกับระบบอื่น "ฮาร์ดวาร์ดดีกว่าเยลล์" "มันใช้แมคอินทอช ไม่ใช้พีซี" "คาวบอยของฉันชนะซุปเปอร์โบวล์อีกแล้ว" พวกเขาจมอยู่กับงานและหน้าที่รับผิดชอบเพื่อหลีกหนีความรู้สึกกังวล เมื่อไรที่รู้สึกไม่ปลอดภัย พวกเขาจะทำงานให้หนักขึ้น

ในระดับห้า พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าภาระมีมากเกินไป แต่ก็ไม่อยากให้เสียน้ำใจคน พวกเขาเริ่มหันมาทำตัวให้เป็นคนมีเสน่ห์ เป็นมิตร หรือดูเป็นมืออาชีพ เพื่อปฏิเสธการถูกปฏิเสธ อย่าง "ไทป์สาม" พวกเขาคิดว่าน่าจะมีการแสดงออกอื่นที่ดูเหมาะสมกว่าการแสดงออกอย่างที่ตนเองรู้สึก พวกเขาจึงปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังของคนอื่น และคอยวัดผลเสมอ ในเรื่องนี้ "ไทป์หก" มักสู้ "ไทป์สาม" ไม่ได้ ทุกคนมักดูออกถึงความไม่เป็นตัวเองของ "ไทป์หก" ซึ่งยิ่งทำให้ "ไทป์หก" รู้สึกวิตกกังวลมากขึ้น

ในระดับหก พวกเขาก้าวร้าว ประกาศให้ทุกคนรู้ว่าตนไม่ใช่คนที่ใครจะมาเล่นหัวได้ ในเวลาเดียวกันการเล่นหัวคนอื่น เมื่อก้าวสู่ "ไทป์สาม" พวกเขาจะแสดงความยโส โอ้อวดความสำเร็จเพื่อปกปิดความรู้สึกล้มเหลวที่ตนมี พวกเขาสนับสนุนตัวเองให้ได้เป็นใหญ่ และกำจัดคู่แข่ง พวกเขายัดเยียนให้ทุกคนยอมรับความสามารถ อาจโอ้อวดความสำเร็จของตนเสียเกินความเป็นจริง หรือโอ้อวดสมรรถภาพทางเพศของตนเพื่อสร้างความนับถือตัวเอง

ในระดับเจ็ด "ไทป์หก" กลัวว่าตัวเองกำลังก้าวร้าวเกินไป และคนอื่นกำลังตีจาก พวกเขากลัวการลงโทษจากผู้มีอำนาจ พวกเขาจึงทำตัวอย่าง "ไทป์สาม" ซุกความผิดพลาดของตัวเองไว้ใต้พรม พวกเขายังคงชอบอาสาอยู่ แต่พวกเขาไม่อยู่ในสภาพที่จะช่วยอะไรใครได้อีกแล้ว ดังนั้นพวกเขาจะคุยโวว่าเคยทำทั้งที่ไม่เคย พวกเขากลัวการถูกลงโทษและการถูกทอดทิ้ง พวกเขาคิดว่าจะสามารถเยี่ยวยาทุกอย่างให้ดีดังเดิมได้ ถ้าสามารถถ่วงเวลาคนที่พวกเขาพึ่งพาไว้ให้อยู่กับเขาได้นานที่สุด ยิ่งหลอกลวงเท่าไร ก็ยิ่งทำตัวลำบาก และวิตกกังวลมากยิ่งขึ้น

ในระดับแปด พวกเขาหมกมุ่นกับสิ่งอันตรายและทำร้ายตัวเองและผู้อื่น จิตใจก็พะวงว่าสักวันความผิดจะต้องถูกเปิดเผย พวกเขาทำตัวเป็นคนสบายดีไม่มีปัญหาอะไรจนกระทั้งวันหนึ่งความหวาดระแวงก็ระเบิดออก พวกเขาอาจไม่แสดงออกเลยว่าทำงานไม่มีความสุข แต่แล้วก็หายตัวไปอย่างลึกลับในเช้าวันหนึ่ง ความหวาดระแวงทำให้สำคัญตนผิด พวกเขากลัวการถูกเปิดโปงมาก

ในระดับเก้า "ไทป์หก" ทำร้ายตัวเองเพื่อเลี่ยงการถูกคนอื่นทำร้าย เมื่อถูกกดดันมากขึ้น พวกเขาจะมุ่งไปสู่ "ไทป์สาม" คือเปลี่ยนความวิตกกังวลไปเป็นความโกรธ และหันความก้าวร้าวไปหาคนอื่นแทน รู้สึกอยากเห็นคนอื่นทรมาน พวกเขารุนแรงกับคนอื่นเพื่อสยบความไม่ได้เรื่องของตัวเอง ทำร้ายคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ซึ่งทั้งหมดแท้ที่จริงก็ยังมี "ไทป์หก" เป็นพื้นฐาน กล่าวคือ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะลงโทษตัวเองเท่านั้น

จาก "ไทป์หก" ไปสู่ "ไทป์เก้า"

พวกเขาไปสู่ "ไทป์เก้า" เพื่อลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับตนและคนรอบข้าง พวกเขาเปิดเผยความรู้สึก เป็นฝ่ายรับ เห็นอกเห็นใจคน ทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเขาพัฒนาขึ้น พวกเขาใจเย็น กล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง และยังเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ด้วย

ที่จริงแล้ว "ไทป์หก" ไปสู่ "ไทป์เก้า" ดูต่างจาก "ไทป์หก" พวกเขาเหมือนคน ๆใหม่ ที่เป็นตัวของตัวเอง และเข้าถึงคนอื่นมากกว่าที่เคย ทำให้มีเพื่อนมากกว่าเมื่อตอนที่ไขว่คว้าหาเพื่อนอยู่เสียอีก พวกเขาสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้เกิดขึ้น ขี้คร้าน คนรอบข้างพยายามเข้าหาพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะบุคลิกภาพ ที่มีความสุข มีวุฒิภาวะ และเด็ดขาดของเขา พวกเขามีอารมณ์ขัน และขี้เล่นอย่าง "ไทป์หก" และมองโลกแง่ดี มีจิตใจดีอย่าง "ไทป์เก้า" พวกเขามีนิสัยดี ๆอยู่ในตัวอย่างเหลือล้น แต่มักไม่รู้ตัว พวกเขาบรรลุความรู้สึกปลอดภัย การกล้าที่จะไว้ใจคนอื่น และตัวเอง พวกเขาจึงไม่วิตกกังวล และรู้สึกสบาย ๆกับชีวิต

ไทป์ย่อย

"ไทป์หกปนห้า" "ผู้ป้องกันตัว"

"ไทป์หก" มีลักษณะที่ขัดแย้งกับ "ไทป์ห้า" หลายอย่าง เพราะ "ไทป์หก" สนใจในการผูกมิตรกับคน ส่วน "ไทป์ห้า" พยายามแยกตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอิทธิพลของคนอื่น แต่ทั้งสองไทป์ล้วนแสวงหาความปลอดภัย "ไทป์หก" ใช้วิธีสร้างพันธมิตร หาคนที่มีความคิดแบบเดียวกัน แต่ "ไทป์ห้า" ปลีกตัวเองเพื่อมาสร้างระบบความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา ผลก็คือ "ไทป์หกปนห้า" เป็นคนที่ต่อสู้เพื่อที่จะได้เป็นคนตัวเล็ก ๆคนหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็พยายามเข้าหากลุ่มที่ให้ความรู้สึกมั่นคงได้ พวกเขาดูคล้าย "ไทป์หนึ่ง" เพราะจริงจัง มีวินัยในตัวเอง ยึดมั่นจารีต หรือลัทธิการเมือง พวกเขาแสดงความคิดเห็น หรือความเชื่อส่วนตัวอย่างรุนแรงดูคล้าย "ไทป์แปด" ไม่วิตกว่าจะต้องให้เหมือนใครมากเท่ากับ "ไทป์หกปนเจ็ด"

ตัวอย่างบุคคล Richard Nixon, Robert F.Kennedy, George Bush, Malcolm X, Robert Redford, Michelle Pfeiffer, Diane Keaton, Jessica Lange, Bruce Springsteen, Phil Donahue, Rock Hudson, Billy Graham, Walter Mondale, Alexander Haig, Bob Dole, Joseph McCarthy, J. Edgar Hoover, Oliver North, Meir Kahane, John Hinckley, Jr.

ในระดับดี พวกเขาผสมผสาน ความสามารถการจัดการ และการขอความร่วมมือของ "ไทป์หก" เข้ากับความช่างสังเกต และใฝ่รู้ของ "ไทป์ห้า" พวกเขามีความสามารถในเชิงเทคนิดสูง และถูกมองให้เป็นผู้แก้ปัญหา พวกเขาเป็นผู้รู้ ผู้ให้การศึกษา และนักสื่อสาร มักสนใจในวิชาชีพ แพทย์ กฏหมาย หรือวิศวกรรม พวกเขาอยากเข้าใจระบบ แต่ต้องเป็นวิชาที่กฏเกณฑ์ต่าง ๆได้ถูกนิยามไว้ชัดเจนแล้ว พวกเขาชอบมีส่วนร่วมทางการเมือง หรือบริการสาธารณะ พวกเขามีความรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และชอบเป็นกระบอกเสียงแทนคนที่ด้อยโอกาสในสังคม พวกเขามีสมาธิจดจ่อสูงกว่า "ไทป์หกปนเจ็ด" จนบางทีก็ดูเป็นคนมองอะไรไม่ทั่วถึง ช่างสังเกตโดยเฉพาะสังเกตคน พวกเขาทำนายคนออกว่าจะมีการตอบสนองอย่างไร มีความคิดเป็นของตัวเองมากกว่า "ไทป์หกปนเจ็ด" แต่เนื่องจาก "ไทป์หก" เป็นไทป์หลัก พวกเขาจึงมุ่งสร้างความสามารถใส่ตัว มากกว่าที่จะเป็นนักคิดโดยธรรมชาติอย่าง "ไทป์ห้า" แท้ ๆ

ความวิตกกังวลมีผลต่อความเครียดของ "ไทป์หกปนห้า" มากกว่า"ไทป์หกปนเจ็ด" พวกเขามีความเป็นตัวเองมากกว่า และไม่ค่อยขอความช่วยเหลือ หรือคำแนะนำ ชอบแก้ปัญหาเองทั้งที่มีที่ปรึกษา ทุ่มเทให้กับระบบที่เขาเชื่อ และแบ่งพรรคแบ่งพวก พวกเขาคิดมาก มองโลกแง่ร้าย และไม่แสดงอารมณ์ออกมา พวกเขามองโลกว่าเต็มไปด้วยอันตราย ก้าวร้าวกับสิ่งที่เห็นว่าเป็นภัยกับตัว เห็นคนอื่นเป็นศัตรู และหาเรื่องต่างๆ นานา

ในระดับเสื่อม พวกเขาระแวง และปกป้องตัวเองจนเกินเหตุ พวกเขาพึ่งพาเหล้ายา เพื่อระงับความวิตกกังวล ความเป็น "ไทป์ห้า" ช่วยเสริมพฤติกรรมแยกตัว และความสิ้นหวัง ทำให้คนอื่นมักไม่ทราบพฤติกรรมชอบทำร้ายตัวเองของพวกเขา มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมปลดปล่อยทางเพศที่รุนแรง รวมทั้งการฆ่าคน หรือฆ่าตัวตายได้

"ไทป์หกปนเจ็ด" "เพื่อนยาก"

ลักษณะของ "ไทป์หก" กับ "ไทป์เจ็ด" นั้นส่งเสริมกัน เป็นพวกหันเข้าสังคม รักสนุก เฮฮา ไม่จริงจังกับชีวิตมากเท่ากับ "ไทป์หกปนห้า" แต่อย่างไรก็ตาม "ไทป์หก" เป็นไทป์ที่อุทิศตัว และผูกมัดตัวเองกับหมู่คณะสูง แต่ "ไทป์เจ็ด" ออกจะตามใจตัวเอง เน้นสนุก และเปิดทางเลือกให้ตัวเองไว้มาก ๆ ทำให้ "ไทป์หกปนเจ็ด" ดูคล้าย Two พวกเขาเป็นมิตร ขอบช่วยเหลือ และฝากตัวตนไว้กับคนอื่น อยากให้คนรัก และไม่ค่อยกล้าพูดตรง ๆ พวกเขาคอยดูเสมอว่าคนอื่นมีปฏิกิริยากับพฤติกรรมของตนอย่างไร "ไทป์เจ็ด" ทำให้เป็นคนกล้า แต่ "ไทป์หก" กลัวคนอื่นจะไม่ชอบ

ตัวอย่างบุคคล Jay Leno, Tom Hanks, Johnny Carson, Sally Field, Candice Bergen, Gilda Radner, Pricess Diana, Marilyn Monroe, Julia Roberts, Mikhail Baryshnikov, Reggie Jackson, Patrick Swayze, Tom Selleck, Ted Kennedy, Andy Rooney, Rush Limbaugh, "Fred Mertz,""Archie Bunker,""the Cowardly Lion"

คนไทป์นี้ต้องการการยอมรับ และในเวลาเดียวกันก็ต้องการความสนุก และวัตถุนิยม มีเรื่องสนใจหลายอย่าง มักมีงานอดิเรกเยอะ เป็นมิตร ชอบสังคม ไม่จริงจัง ไม่อมทุกข์ หลายคนหลงใหลศิลปการแสดง และดนตรี รวมทั้ง การโฆษณา การตลาด การจัดการ และเรื่องกฏหมาย เพราะเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กับการใช้หลักการหรือความชำนาญผสมกัน ชอบพูดข่มตัวเอง เพื่อสร้างมิตร หรือเพื่อตลก เป็นคนรักสนุกและใช้อารมณ์ในการขจัดความวิตกกังวล

ในระดับปานกลาง พวกเขาขยัน และภักดี แต่เริ่มจะชอบพลัดวันประกันพรุ่ง และไม่มีความคิดริเริ่ม มองหาคำแนะนำจากคนอื่น โดยเฉพาะกับการตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ มีแนวโน้มที่จะเป็นคนรวนเรมากว่า "ไทป์หกปนห้า" พวกเขาอาศัยอารมณ์ขันในการเอาตัวรอด และดื้อเงียบเพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่กดดัน ขี้บ่น และมองเห็นแต่ด้านร้าย "ไทป์เจ็ด"ทำให้พวกเขาชดเชยด้วย การกินจุ การดื่มจัด และการใช้ยา รวมไปถึงการทำตัวไร้ค่าตามบาร์ มีความเห็๋นต่อสิ่งที่ชอบและไม่ชอบตลอดเวลา แต่ไม่สนใจการเมืองเท่ากับ "ไทป์หกปนห้า" พวกเขากลัวการเผชิญหน้ากับความไม่น่าอภิรมย์ และดันความวิตกกังวลในความล้มเหลวของตน เรื่องความสัมพันธ์กับคนสำคัญออกไปให้ คนอื่นที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน

่ ในระดับเสื่อม พวกเขาเกาะคนอื่น และไม่กดเก็บความปรารถนา และอารมณ์ มักตกเป็นทาสคนอื่น หรือติดยา พวกเขาไม่ค่อยมีอะไรมาต่อกรกับความวิตกกังวลจึงทำให้ยิ่งกังวล จิตเบี่ยงเบน และวิปลาสมากกว่าที่จะระแวง มีอาการทำเกินกว่าเหตุ เป็นฮิสทีเรีย เอาใจยาก อยู่ไม่สุข อยู่ในอาการตระหนก พวกเขาอาจพยายามฆ่าตัวตาย

บทส่งท้าย

การกดตัวเองให้พ่ายแพ้ เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของ "ไทป์หก" เอง หากเขายิ่งชอบทำร้ายตัวเองเท่าไร คนที่พวกเขาพึ่งพาก็ยิ่งตีจาก และถูกทอดทิ้งให้อยู่คนเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ "ไทป์หก" กลัวที่สุด

การสร้างพันธมิตรไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพียงแต่ "ไทป์หก" ต้องรู้ตัวด้วยว่าพันธมิตรของตนกำลังทำอะไร เพราะมันมีผลกระทบกับตัวเขาสูง คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล

ความกลัวการถูกโดดเดี่ยวของ "ไทป์หก" เกิดจากความจำเป็นที่ต้องมีใครสักคนในชีวิตเพื่อให้หายวิตกกังวล คน ๆนั้นมีหน้าที่ที่จะบอกทางเดินชีวิตให้เขา คอยควบคุมสมดุลระหว่าง ความก้าวร้าวกับความวิตกกังวลให้ แต่อย่างไรก็ตาม ในตัวของ "ไทป์หก" เองยังร้องหาความตึงเครียดด้วย พวกเขาจึงคบคนไว้เพื่อทั้งสยบความวิตกกังวล และกระตุ้นความวิตกกังวลไปด้วย นั้นทำให้ พวกเขาต้องเผชิญกับความขัดแย้งอย่างมากในใจ และต้องหาทางหลุดพ้นให้ได้ พวกเขาต้องหัดเรียนรู้ว่า คนเราไม่ต้องพึ่งคนอื่นก็ได้ หากเรียนรู้ที่จะเชื่อตัวเอง ในที่สุดพวกเขาก็จะได้ความรู้สึกปลอดภัยที่พวกเขาต้องการเอง ?

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 19:33:28 IP : 124.121.5.29


ความเห็นที่ 18 (885582)

เยอะมาก -*- จะเปิดอีกกระทู้ก็เกรงใจ เจ้าของเว็บ โพสมากกว่านี้ก็เรียกได้ช้า   เอาเป็นว่า ถ้าใครสนใจอยากอ่านต่อ ก็ เข้าไปที่เว็บ www.dekisugi.net/enneagram  ได้ครับ จะมีรายละเอียดเยอะกว่านี้มาก

ผู้แสดงความคิดเห็น Bw วันที่ตอบ 2007-04-04 16:25:20 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 17 (885574)

5. นักปราชน์ นักคิด

แรงจูงใจ

ต้องการเป็นคนมีความสามารถ ชำนาญในวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นพิเศษ ชอบค้นหาความจริง ไม่ถูกใครรบกวน และละความต้องการของตัวเอง

"ไทป์ห้า" เป็นไทป์ของอัจฉริยะ และคนเสียสติ เป็นไทป์ของคนที่เข้าใจสิ่งต่าง ๆได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งอัจฉริยะ และคนเสียสติ อัจฉริยภาพนั้นอาจดูหลุดโลกไปบ้าง เป็นเพราะมันคือการเข้าใจความเป็นจริงในระดับที่สูงกว่าคนทั่วไป แต่ไม่ใช่คนบ้าที่ลึกซึ้ง แต่หลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริงอย่างไม่มีวันหวนกลับ การศึกษาไทป์นี้ ก็คือการหาความแตกต่างในความเหมือนของอัจฉริยภาพ กับวิกลจริตนั่นเอง

บุคคลตัวอย่าง

Albert Einstien, Stephen Hawking(นักฟิสิกส์), Friedrich Nietzsche(ปราชญ์ชาวเยอรมัน), Stanley Kubrick, Geogria O'Keeffe(จิตรกร), Emily ***inson(กวีอเมริกัน), Simone Weil(กวีชาวฝรั่งเศส), Bill Gates, Jean-Paul Sartre(ปราชญ์ชาวฝรั่งเศส), Jacob Bronowski, James Joyce(นักเขียนชาวไอริช), Gary Larson, David Lynch, Stephen King(นักเขียนนิยายสยองขวัญ), Tim Burton(ผู้กำกับ "Batman"), Clive Barker, Laurie Anderson, Meredith Monk, John Cage(นักประพันธ์ดนตรี), Glenn Gould(นักเปียโน), Charles Ives(นักประพันธ์ดนตรี), Bobby Fischer(แชมป์หมากรุก), Vincent van Gogh(จิตตกร)

กับความคิด

ปัญหาของ "ไทป์ห้า" มาจากการให้ความสำคัญกับการคิดมากกว่าการทำ พวกเขาคิดตลอดเวลา โดยที่ไม่สนใจสิ่งรอบตัวเท่าที่ควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่พวกเขาถนัดที่จะใช้ความคิดมากกว่า การลงมือปฏิบัติ ไทป์ในกลุ่มความคิด ("ไทป์ห้า"-"ไทป์หก"-"ไทป์เจ็ด") ล้วนแล้วแต่สนใจโลกภายนอกตัวเอง ที่จริง "ไทป์ห้า" ก็ไม่ยกเว้น แม้ว่าพวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับการใช้ความคิด แต่สิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่นั้น พวกเขารับมาจากการได้พบเจอสิ่งรอบตัว สิ่งซึ่งพวกเขาสงสัย และเก็บมาคิด ปัญหาของ "ไทป์ห้า" จึงอยู่ที่พวกเขามักต้องการที่จะ ทำให้สิ่งรอบตัวที่ตนสงสัยนั้นสอดคล้องกับ ความคิดของตนเสียก่อนที่จะเริ่มลงมือปฏิบัติ

ความไม่ปลอดภัย และความวิตกกังวล

กลุ่มความคิดมีปัญหากับ ความรู้สึกไม่ปลอดภัย "ไทป์ห้า" รู้สึกว่าโลกภายนอก เอาแน่เอานอนไม่ได้ จึงดูอันตราย พวกเขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งในการต่อกรกับอันตรายรอบด้านอย่างคนอื่น ๆ พวกเขาจึงมุ่งที่จะ หาความรู้หรือทักษะต่าง ๆใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ความกลัวพื้นฐานของ "ไทป์ห้า" คือ กลัวไร้สามารถ ช่วยอะไรไม่ได้ พวกเขาคิดว่าความสามารถของตนมีจำกัด จึงลดละความต้องการ และกิจกรรมทั้งหลายลงเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกวิตกกังวล อาจถึงกับดำรงชีวิตแบบ คนป่าเลยก็ได้ เพื่อลดความรู้สึกขาดแคลน ผลที่ตามมาก็คือ พวกเขาจะหลีกหนีสภาวะที่คนรอบข้างคาดหวังจากเขา แต่เขาไม่สามารถพอที่จะทำให้ได้ เกิดพฤติกรรมหลีกหนีสังคม

ถ้า "ไทป์ห้า" อยู่ในระดับดี พวกเขาช่างสังเกต และเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆรอบตัวที่ซับซ้อนได้ดี อยู่ในโลกของความเป็นจริง ในระดับปานกลาง พวกเขาเริ่มคิดมากเนื่องจากความวิตกกังวล เริ่มเหม่อลอย ซึ่งยิ่งทำให้กังวล เพราะเป็นการตอกย้ำว่าตัวเองไม่สามารถรับมือกับความเป็นจริงได้ แม้แต่ปัจจัยสี่ธรรมดาก็ยังรู้สึกขาดแคลน เมื่อ "ไทป์ห้า" เข้าสู่ระดับเสื่อม พวกเขาจะหลบผู้คน และคิดอะไรแปลก ๆเกี่ยวกับตัวเองและโลกแห่งความเป็นจริง ติดอยู่ในแนวคิดที่ตนเองสร้างขึ้นมา

ความวิตกกังวลของ "ไทป์ห้า"

เกี่ยวข้องกับความไม่สามารถรับรู้โลกภายนอกอย่างเป็นกลางได้ พวกเขาหลีกเลี่ยงมิให้ความคิดของคนอื่นเข้ามามีอิทธิพลต่อความคิดของตน ในขณะเดียวกัน ความคิดที่กลัวกว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้จะทำให้ "ไทป์ห้า" รู้สึกว่ากิจกรรมของคนอื่น จะเบียดบังเวลาของตนไปหมด และควบคุมตนไว้ พวกเขาไม่ยอมคิดอะไรตามคนอื่น เพราะมันเป็นการทำลายความมั่นใจในตัวเองสำหรับพวกเขา การคิดอะไรคนเดียวโดยไม่ตรวจสอบกับโลกภายนอกนี้เอง ทำให้ "ไทป์ห้า" ดูหลุดโลกมาก

บุคลิกของ "ไทป์ห้า" อาจดูเป็นคนหันเข้าหาตัวเอง แต่ที่จริงแล้วพวกเขาหันเข้าหาโลกภายนอกอยู่ไม่น้อย พวกเขาจดจ่ออยู่กับการพยายามที่จะเข้าใจโลก และใช้ความคิดในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเพื่อเผชิญหน้ากับมันหรือเพื่อหลีกหนีก็ตาม

"ไทป์ห้า" สนใจสิ่งรอบตัวเสมอ แม้สิ่งเล็กน้อยที่คนอื่นไม่เห็นว่าเป็นสาระ อุปนิสัยนี้อาจนำ "ไทป์ห้า" ไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ "ไทป์ห้า" หยุดสังเกตสิ่งรอบตัว และหันมาจดจ่ออยู่กับการตีความเพียงอย่างเดียว เมื่อนั้นพวกเขาจะเอาแต่คิด ไม่ทำอะไรให้เป็นรูปธรรม เป็นสาเหตุให้สูญเสีย ความมั่นใจในตัวเอง ไม่เผชิญหน้ากับความเป็นจริง และรู้สึกหวาดกลัวว่าตนเองจะตกเป็นเหยื่อของโลกที่โหดร้ายมากขึ้น

กับพ่อแม่

ในวัยแรกเกิด "ไทป์ห้า" Two และ Eigth มองหาสิ่งที่ตนทำได้คนเดียวในครอบครัว สิ่งซึ่งทำให้ตนมีสิทธิ์อยู่ในครอบครัว และได้รับการเลี้ยงดูและปกป้องจากพ่อแม่ แต่พวกเขาจะรู้สึกว่าไม่มีสิ่งเหล่านั้นอยู่ "ไทป์ห้า" จะใจลอยเพื่อหลีกหนีการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพื่อตามหาสิ่งที่ทำให้ตนได้รู้สึกทัดเทียมกับคนอื่นในครอบครัว ความกลัวว่าตนเองจะเป็นคนไร้สามารถ ทำให้ "ไทป์ห้า" พุ่งประเด็นไปที่การสร้างความสามารถพิเศษให้กับตนในสิ่งที่ยังไม่มีใครในโลกทำได้มาก่อน เพื่อให้ตนเกิดความมั่นใจในตัวเองมากพอที่จะกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง

ในขณะเดียวกัน "ไทป์ห้า" ได้สร้างข้อแม้อันหนึ่งขึ้นกับพ่อแม่ ซึ่งมีผลต่อความสัมพันธ์กับพ่อแม่เมื่อโตขึ้น นั้นก็คือ "อย่างมายุ่งย่ามกับฉันมาก และฉันก็จะไม่ยุ่งย่ามกับเธอ" "ไทป์ห้า" มักรู้สึกรำคาญถ้าใครจะมาขโมยเวลาอันมีค่าในการหาความรู้สึก และฝึกฝนทักษะของตัวไป ความใกล้ชิดที่คนในไทป์อื่นอาจรู้สึกอบอุ่นอาจเป็นเรื่องน่ารำคาญสำหรับ "ไทป์ห้า" อาจเป็นเพราะ "ไทป์ห้า" รู้สึกว่าไม่มีที่สำหรับตนในครอบครัว ซึ่งเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูที่ผิดวิธี การถูกรบกวนทางอารมณ์ การติดเหล้า หรือการที่ครอบครัวที่ไม่ได้รักกัน ทำให้ครอบครัวเป็นที่พึ่งไม่ได้สำหรับเขา "ไทป์ห้า" จะหาทางออกด้วยการไม่ไว้ใจสิ่งใด ๆนอกจากการใช้ความคิดของตัวเอง พวกเขาจะมองว่าสิ่งที่อยู่ในความคิดเป็นสิ่งดี สิ่งภายนอกเป็นสิ่งเลว การอยู่ท่ามกลางฝูงคนทำให้พวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัย และรู้สึกอยากหลีกหนี ใช้ความคิดตลอดเวลา รวมทั้งไม่ใส่ใจความสุขสบายทางกาย พวกเขายอมละทิ้งความสุขหรือความต้องการเพื่อแลกกับการไขว่คว้าหาสิ่งที่ตนเองสนใจ และสร้างความชำนาญขึ้น

การเก็บตัว และโรคกลัว

ในระดับดี "ไทป์ห้า" จะไม่หลีกหนีสังคม พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมั่นใจพอที่จะอยู่ท่ามกลางคนอื่น การที่อยู่กับสิ่งรอบตัวนี่เอง ทำให้การสังเกตของพวกเขาแม่นตรง และมีสมดุลกับการใช้ความคิด แต่เมื่อ "ไทป์ห้า" ถอยลงสู่ระดับปานกลางถึงเสื่อม ความคิดของพวกเขาจะเริ่มจดจ่ออยู่กับเรื่องน่ากลัว อันตรายต่าง ๆ อย่างวิตกกังวล และยิ่งกลัวเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกอยากขุดคุ้ยสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น และกลายเป็นโลกของความเป็นจริงสำหรับ "ไทป์ห้า" พวกเขาอาจมีอาการของโรคกลัว นาน ๆเข้าแทนที่จะแค่หลุดจากความเป็นจริง พวกเขาจะหลุดจากโลกของความคิดด้วย กลายเป็นคนวิกลจริตในที่สุด

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้บุกเบิกแนวคิด"

"ไทป์ห้า" ในระดับนี้มองอะไรทั้งกว้างและลึกในเวลาเดียวกัน พวกเขามองเห็นภาพรวมของสิ่งที่คนอื่นไม่เข้าใจ สร้างวิทยาการใหม่ขึ้นเพื่ออธิบายสิ่งต่าง ๆโดยใช้ความรู้ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น มิติและเวลา โครงสร้างของดีเอ็นเอ ความสัมพันธ์ระหว่างสารเคมีในสมองกับพฤติกรรม ถ้าหากเขามีหัวศิลปะด้วย พวกเขาอาจบุกเบิกศิลปะแนวใหม่ ที่จะเป็นบรรทัดฐานให้คนอื่นสร้างสรรงานศิลป์ และเรียนรู้ได้

พวกเขาค้นพบสิ่งใหม่ได้เพราะไม่ยึดติดอยู่กับความคิดส่วนตัว แต่อาศัยการสังเกตความเป็นจริงอย่างเปิดใจกว้าง ไม่เร่งรัดที่จะพบคำตอบ พวกเขาเข้าใจสิ่งต่าง ๆอย่างทะลุปรุโปร่ง จึงเป็นนักคาดการณ์อนาคตที่แม่นยำ พวกเขาไม่ได้คิดแบบหาเหตุผล แต่ใช้สิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่า ปัญญา หรือเป็นการสงบใจให้สามารถสะท้อนสิ่งต่าง ๆออกมาได้ พวกเขาไม่ได้ใช้ใจเป็นกลไกในการป้องกันตัวจากความจริง แต่ยอมให้ความจริงนั่งอยู่ในใจ

"ไทป์ห้า" ในระดับนี้ที่มีพรสวรรค์จริง ๆจะค้นพบหลักการที่อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ อย่างที่ไม่เคยมีใครพบมาก่อน หรืออย่างน้อยก็จะได้พบกับความตื่นเต้นเมื่อได้เข้าใจสิ่งที่ยาก ๆอย่าง แคลคูลัส หรือการใช้คอมพิวเตอร์ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้หลุดพ้นจากการหมกมุ่นกับตัวเอง พวกเขามีสติอยู่กับความรู้สึกเป็นสุขและสงบในโลกใบนี้ และเป็นอิสระจากความรู้สึกหวาดกลัวว่าตนจะไร้สามารถ ไม่ไคว่คว้าหาความรู้อย่างไม่คิดชีวิต หรือรู้สึกว่าสิ่งรอบตัวกำลังท้าทายตนอยู่

ระดับสอง "นักสังเกต"

"ไทป์ห้า" สนใจสิ่งรอบตัวมาก เป็นไทป์ที่สมองตื่นตัวมากที่สุด อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา พวกเขาสนุกกับการใช้ความคิด การใช้ความรู้ประยุกต์ไปมาในหัวสมอง การได้รู้และเข้าใจเป็นความสุขสำหรับพวกเขา พวกเขารู้สึกหลงไหลใน ผู้คน ธรรมชาติ ชีวิต และจิตใจ

หากพวกเขามีระดับสติปัญญาสูง พวกเขาจะเปลี่ยนการรับรู้โลกอย่างผิวเผินไปเป็นความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง มองเห็นสิ่งที่ยังขาดไปในการอธิบายภาพรวม พวกเขาคิดว่าอะไรก็ตามที่ประสาทสัมผัสรับรู้ได้ สิ่งนั้นย่อมอธิบายได้ และย่อมเข้าใจได้ เมื่อเข้าใจแล้วก็ชำนาญได้ นำไปสู่การนำไปปฏิบัติอย่างมั่นใจในทึ่สุด

พวกเขาเป็นคนที่ช่างสังเกตอย่างมาก สนใจสิ่งรอบตัวตลอดเวลาและไม่มีวันเบื่อ อยากรู้และเข้าใจทุกสิ่งที่ได้ประสบ และต้องการที่จะรู้มากขึ้นเรื่อย เพราะโลกนี้มีสิ่งซับซ้อนซ่อนอยู่มากมายเป็นอนันต์ เรียนรู้ได้ไม่รู้จักจบสิ้น พวกเขามีความสามารถในการรับรู้ที่ดีกว่าคนอื่น เพราะมีสมาธิจดจ่อ พวกเขาจะตั้งใจกับสิ่งที่ต้องการเรียนรู้อย่างหนักจนกว่าจะเข้าใจ พวกเขาสนใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นปี ๆแม้ว่าจะไม่มีใครสนับสนุนหรือให้กำลังใจ เพราะสิ่งที่ดึงดูดพวกเขาคือเวลาที่ได้เรียนรู้ ได้ศึกษา มากกว่าความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น พวกเขาเป็นนักสร้างหลักการรวมที่ใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆ สร้างสมมติฐาน แล้วสร้างกรอบในการสำรวจปัญหานั้น

ไม่ว่า "ไทป์ห้า" จะมีสติปัญญาหรือไม่ พวกเขาล้วนคิดว่าตนเป็นคนฉลาด และกลัวว่าคนจะมองว่าตนแปลก และพวกเขาก็มักแปลก เพราะใจของพวกเขามุ่งแต่สิ่งที่อยากรู้ จึงไม่สนใจสิ่งที่สังคมปฏิบัติกัน พวกเขามีแนวโน้มที่จะหลุดออกจากสิ่งรอบตัว กลายเป็นเพียงผู้สังเกต หรือคนนอกสำหรับสิ่งที่กำลังสนใจ ในระดับ Fiv e เริ่มมีความกังวลในสิ่งที่ตนยังไม่เข้าใจ และเมื่อเข้าไปใช้สมองกับสิ่งเหล่านั้น พวกเขาก็จะติดอยู่กับการหาคำตอบ ดังนั้น นิสัยช่างสังเกตของ "ไทป์ห้า" มิใช่แค่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็น แต่มีเรื่องของความวิตกกังวลด้วย

ระดับสาม "นวัตกร"

เมื่อ "ไทป์ห้า" คิดว่าตนฉลาดและช่างสังเกตกว่าใครแล้ว พวกเขาก็เริ่มกลัวว่าจะสูญเสียความสามารถนั้น หรือกลัวว่าสิ่งที่ตนรู้นั้นจะไม่จริง พวกเขาจะเริ่มทุ่มเทพลังงานทั้งหมดให้กับสิ่งที่ตนเองสนใจที่สุด ปรารถนาที่จะชำนาญในสิ่งนั้นอย่างที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังอยากก้าวล้ำไปในระดับที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน เพื่อว่าจะได้สร้างจุดที่ไม่ใครทำได้ให้กับตัวเอง และไม่มีทางที่ใครจะตามทัน การค้นหาสิ่งเหล่านี้เป็นผลทำให้ "ไทป์ห้า" สร้างสิ่งใหม่ ๆให้กับโลก และสร้างนิสัยเปิดใจกว้างให้กับพวกเขาด้วยในเวลาเดียวกัน เพราะพวกเขาสนใจเสมอที่จะมองสิ่ง ๆต่างในมุมที่คนอื่น ๆมองด้วย พวกเขาไม่ยึดติดกับความคิดใดความคิดหนึ่ง และมักมีความอดทนในการอธิบายความคิดของตนเองให้คนอื่นฟัง ไม่ว่าจะยากมาก หรือเพราะผู้ฟังไม่ฉลาดพอก็ตาม พวกเขาจะอธิบายอย่างใจเย็นและปรารถนาที่จะให้คนอื่นเข้าใจสิ่งที่ตนพูด

"ไทป์ห้า" ในระดับนี้ชอบสนทนาเกี่ยวกับปัญหาและทางแก้ไข เพราะการได้พบปะเสวนา อธิบายสิ่งที่ตนรู้ให้กับกับผู้รู้ในแขนงอื่น มักจะได้รับความรู้ใหม่ ๆเป็นผลพลอยได้มาด้วย พวกเขาจึงมักเป็นครู เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนที่ดี ทำให้คนรอบข้างที่สนใจสิ่งเดียวกันอยู่รู้สึกตื่นเต้นไปด้วย แม้ว่าพวกเขาจะชอบอยู่ท่ามกลางคนที่มีความสนใจเหมือน ๆกัน แต่พวกเขาก็เป็นปัจเจกเอามาก ๆพวกเขามักใช้เวลาศึกษาหาความรู้โดยลำพัง ยอมสละสังคม หรือทำอะไรฝืนกระแสเพื่อให้ได้ใช้เวลาไปกับการศึกษาหาความรู้

บุคคลสำคัญของโลกที่เป็น "ไทป์ห้า" มักเป็นคนที่ปฏิวัติความคิดใหม่ ๆ มีผลงานที่ทำให้โลกตะลึงไม่ว่าจะเป็น ศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ วิธีการของพวกเขาจะถูกประนามอย่างอื้อฉาว ก่อนที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นมาตรฐานใหม่ในการสร้างสรร

พวกเขามีอารมณ์ขัน เชิงประชดประชัดพฤติกรรมของคนอื่นที่ตนสังเกตพบ พกวเขาหลงใหลความแปลกประหลาด ติดใจอยู่กับคำพูด ภาพ หรือวัตถุ อาจพูดตลกในสิ่งที่ไม่มีใครกล้าพูด เพราะต้องห้าม พวกเขาเก่งในการใช้จินตนาการในการสร้างทางออกใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา ทำให้หลายคนเป็น นักสร้างภาพยนตร์ คนเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนแนวสยองขวัญ ไซไฟ และตลกร้าย ที่มีชื่อเสียง อารมณ์ศิลป์ของพวกเขามักสุดขั้วในสองทาง คือความเล็กจิ๋ว และความเหนือจริง ถ้าเป็นศิลปิน พวกเขาจะไม่สนใจสร้างสรรค์สิ่งที่อยู่ในความสนใจของมนุษย์โดยปกติอยู่แล้ว แต่จะมองหาสิ่งแปลกประหลาด

ในระดับนี้ "ไทป์ห้า" มีความมั่นใจตัวเอง มักสนใจหลายอย่างและเก่งทุกอย่างที่สนใจ พวกเขามีความสุขเพราะสิ่งที่ตนสนใจเป็นสิ่งที่สำคัญต่อมนุษยชาติ ในยุคนั้น ทำให้ตนรู้สึกว่ามีค่า

ระดับสี่ "ช่างจอมขยัน"

"ไทป์ห้า"ในระดับนี้เรามีความกลัว พวกเขากลัวว่าตนเองจะมีความรู้ความสามารถไม่มากพอที่จะทำอะไรต่ออะไร พวกเขาจะรู้สึกต้องการที่จะเรียนมากขึ้น ค้นคว้ามากขึ้น หาเทคนิคต่าง ๆมากขึ้น รู้สึกเหมือนยิ่งรู้มากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่าตนเองไม่รู้มากขึ้นเท่านั้น พวกเขาเริ่มเอาตัวเขาไปอยู่ในสภาวะที่ตนเองรู้สึกมั่นใจมากกว่ามากขึ้น นั้นก็คือ การใช้ความคิด ไทป์ทุกไทป์ล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์ติดตัวมาคนละอย่าง สติปัญญาคือพรสวรรค์สำหรับ "ไทป์ห้า" แต่แทนที่ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้จะเอาสติปัญญามาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต อย่างระดับต้น ๆ พวกเขาเริ่มใช้เวลาไปกับการไล่ล่าหามันแทน พวกเขาเริ่มเก่งในการสร้างแนวคิดรวบยอด และใช้เวลาไปกับการคิดหลักการที่ใช้อธิบายสิ่งต่าง ๆหรือแนวคิดรวบยอดต่าง ๆเป็นเวลานาน ๆแต่ไม่นำมาใช้ประโยชน์ พวกเขาติดอยู่กับการเตรียมตัว พวกเขาค้นคว้า ฝึกฝน หาความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับการสร้างสิ่งประดิษฐ์ การแต่งเพลง หรือการเขียนหนังสือ แต่ไม่ยอมลงมือ พวกเขาให้เหตุผลกับตัวเองว่า ยังไม่พร้อม หรือยังรู้ไม่มากพอเพราะแท้จริงแล้ว "ไทป์ห้า" รู้สึกไม่มั่นใจเมื่อตนเองต้องใช้ความสามารถส่วนตัวในการจัดการกับโลกภายนอก

ความรู้สึกที่ว่าตนเองยังเก่งไม่เท่าคนอื่น ทำให้ "ไทป์ห้า" ตัดขาดจากสังคม และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนทักษะต่าง ๆ เริ่มเป็นคนจมอยู่กับความคิด อยู่กับสิ่งสะสมที่เกี่ยวกับการศึกษาต่าง ๆเช่น หนังสือ เทป วิดิทัศน์ ซีดี ฯลฯ โดยมาก "ไทป์ห้า" มักเป็นหนอนหนังสือ พวกเขาชอบเข้าร้านหนังสือ ห้องสมุด หรือร้านกาแฟที่ดึงดูดเหล่านักวิชาการที่ชอบสนทนาการเมือง ภาพยนตร์ หรือวรรณกรรม พวกเขาหมดเงินไปกับเครื่องมือแสวงหาความรู้แบบต่าง ๆไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ หรือหนังสือเก่า ๆ และเกลียดการใช้เงินเพื่อซื้อหาความสะดวกสบายทางกาย เพราะสิ่งที่มีความหมายต่อตัวตนของพวกเขาคือ สมองหรือจินตนาการ ไม่ใช่เรือนร่าง

ไม่ช้าไม่นาน "ไทป์ห้า" จะกลายเป็นผู้ชำนาญเฉพาะทาง ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ความภูมิใจของพวกเขาก็คือ การได้รู้อะไรสักอย่างที่คนรอบข้างไม่รู้ พวกเขาอาจเป็นนักวิชาการสาขาต่าง ๆเช่น นักวิเคราะห์ยีน นักคณิตศาสตร์ที่ศึกษาการก่อตัวของหิมะ นักศึกษาการอพยบของนก หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องที่ไม่วิชาการมากก็ได้ อย่างการได้เป็นนักสะสม ของเก่า แสตมป์ การ์ตูน หรือเพลงแต๊ส การสะสมสิ่งของแสดงออกถึงความต้องการที่จะรวบรวมสิ่งต่าง ๆที่ตนรู้และถนัดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด

อุปนิสัยเป็นนักสะสมอาจสร้างสิ่งที่น่าทึ่งให้กับ "ไทป์ห้า" พวกเขาอาจสะสมแผ่นเสียงของ The Beatles ทุกชุดและเรียงมันไว้ตาม พ.ศ. พวกเขามีความรู้สึกว่าจะรู้อะไรต้องรู้ให้ละเอียด และสมบูรณ์ การเปรียบเทียบความแตกต่างของพัฒนาการทางดนตรีของ Beethoven ในวัยต่าง ๆ หรือเทียบการเล่น Symphony No.3 ที่แตกต่างกันของแต่ละวง เป็นความสุขอย่างหนึ่งของพวกเขา และรู้สึกว่าได้ใช้เวลาไปอย่างมีค่า พวกเขาเริ่มใส่ใจกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เฉพาะทางมาก ๆ และเริ่มหลีกเลี่ยงกิจกรรมซึ่งที่จริงแล้วสร้างความมั่นใจในตัวเองให้กับพวกเขาได้จริง ๆไป

"ไทป์ห้า" เริ่มใช้ความคิดตลอดเวลา ซึ่งไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ไร้ประโยชน์ เพราะจากที่เคยเป็นคนช่างสังเกตสิ่งรอบตัว พวกเขาเริ่มสนใจรายละเอียดเล็กน้อยอย่างใดอย่างหนึ่งมากเกินไป และมองข้ามสิ่งอื่น พวกเขาใช้วิทยาศาสตร์กับทุกสิ่งที่ได้พบเจอ เริ่มออกห่างจากความเป็นจริง และใส่ใจแต่สิ่งที่สนใจเท่านั้น หรือก็คือ พวกเขามองอะไรลึกขึ้นแต่แคบลง

พวกเขาเป็นบุคคลประเภทที่อยากเต้นรำ แต่ขี้อายเกินไป พวกเขาจึงเอาแต่นั่งดูคนอื่นเต้น จดจำท่าทางการเต้นทุกอย่างก้าวอย่างเป็นระบบในหัวสมอง การเต้นรำสำหรับพวกเขาก็คือการคิดถึงท่าเต้นทุกรายละเอียด อย่างเป็นขั้นเป็นตอนตั้งแต่ต้นจนจบ "ไทป์ห้า" ระดับนี้ชอบพูดคุยแสดงความคิดที่ตนเองมีอยู่ให้กับคนอื่น พวกเขากระตือรืนร้นที่จะได้พูดคุยกับผู้รู้ในเรื่องที่เขาสนใจ และหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องส่วนตัว ความมุ่งหวัง ความต้องการ หรือความไม่สมหวังของตัวเอง

ระดับห้า "นักคิด"

ในระดับนี้ "ไทป์ห้า" ยิ่งจำกัดขอบเขตของความสนใจมากขึ้นอีก พวกเขาให้เวลากับสิ่งที่ไม่ได้สนใจน้อยลง ๆ และไม่ค่อยยอมทำอะไรใหม่ ๆ พวกเขาทุ่มเทชีวิตและเงินทองให้กับสิ่งที่ตนสนใจ เพื่อหวังว่าจะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ผลของการใช้พลังงานไปกับสิ่งเหล่านั้นก็คือ การไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเขาจริง ๆ พวกเขาให้เวลากับโครงการของตัวอย่างมากแต่ไม่เคยสำเร็จ เพราะ "ไทป์ห้า" ขาดความมั่นใจ ไม่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และกลัวที่จะต้องอยู่ภายนอกโลกแห่งการใช้ความคิด

พวกเขาอาจจะอยากรู้จักและใกล้ชิดกับคนอย่างมาก แต่คิดว่ายังไม่พร้อมเพราะขาดทักษะที่พอเพียง และยังมองว่าการเข้าสังคมเป็นเรื่องที่เบียดบังเวลาของเขาในการสร้างทักษะ และความรู้ที่จำเป็น พวกเขาเริ่มจดจ่อกับการใช้ความคิดมากขึ้น สิ่งที่เคยสร้างขึ้นเป็นเสมือนทางเลือกสำหรับความเป็นจริงในระดับบน ๆเริ่มถูกใช้เป็นทางออกของ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้

ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้เริ่มลดความสนใจตัวเองด้วย ความรู้สึกไม่ปลอดภัยทำให้พวกเขาใช้เวลาไปกับการกระทำที่สร้างความมั่นใจ และทักษะให้กับตัวเองแบบชั่วครั้งชั่วคราวได้ ในใจของพวกเขานั้นจะรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น เป็นการชดเชยความกลัวที่มีต่อโลกภายนอก ความคิดเริ่มซับซ้อนมากขึ้น และทำให้พวกเขาต้องให้เวลากับมันมากขึ้น พวกเขามักง่วนอยู่กับทฤษฎีที่ซับซ้อน อย่างดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ปรัชญา หรือเรื่องที่คนทั่วไปไม่รู้อย่าง โหราศาสตร์ เรื่องลี้ลับ ติดเกมส์ที่ใช้สมองอย่าง หมากรุก เกมส์คอมพิวเตอร์ เริ่มศึกษาการเล่นเกมส์ การสร้างเกมส์ มีแนวโน้มที่จะสนใจนิยายแนววิทยาศาสตร์ เรื่องสยองขวัญ การอยู่กับโลกแฟนตาซีทำให้พวกเขารู้สึกว่าตนมีทักษะมากขึ้น แม้จะเป็นแค่ในความคิด การสนใจเรื่องแปลก ๆทำให้ได้พบสิ่งที่คนอื่นยังไม่พบ และเป็นกลไกการต่อต้านความกลัวว่าตนเองจะเป็นผู้ไร้สามารถ

การใช้ความคิดของ "ไทป์ห้า" เริ่มไร้ขอบเขต พวกเขาเริ่มคิดอะไรน่ากลัว ต้องห้าม หรือสังคมรับไม่ได้มากขึ้น "ไทป์ห้า" แสวงหาความจริง ไม่ว่ามันจะน่ากลัว หรือไม่น่าพิศมัยเท่าไรก็ตาม ในระดับดี ๆสิ่งนี้ทำให้ "ไทป์ห้า" ค้นพบอะไรใหม่ ๆ แต่ในระดับที่เสื่อมลง สิ่งนี้เป็นปัญหา เพราะความที่ "ไทป์ห้า" ขาดความสามารถในการสัมผัสกับโลกของความเป็นจริงได้อย่างแท้จริง การค้นหาความจริงในสิ่งที่ยังเป็นอจินไตยอยู่ ยิ่งทำให้ "ไทป์ห้า" มีความกลัวและวิตกกังวลต่อโลกและตัวเองมากขึ้น

ความกลัวและการใช้จินตนาการทำให้ "ไทป์ห้า" เริ่มมองทุกสิ่งในแง่ลบ พวกเขามีแนวโน้มที่จะสนใจ "พลังอำนาจ" อาจศึกษาเรื่องที่มี่ส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจ อย่างการเมือง ธรรมชาติ พฤติกรรมมนุษย์ และมักระแวงใครก็ตามที่อยู่ในสถานะที่ใช้อำนาจบังคับตนได้ มองว่าพวกเขาจะใช้มันบังคับตนอย่างไม่มีทางสู้ อันเป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขากลัวมากที่สุด

วิธีหนึ่งที่ "ไทป์ห้า" ใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากคนอื่น ก็คือการทำตัวเป็นความลับ พวกเขาไม่เต็มใจที่จะพูดเรื่องส่วนตัว อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว ด้วยเกรงว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้คนอื่นใช้อำนาจคุกคามตนเองได้ พวกเขาแม้ไม่ได้ปกป้องความเป็นส่วนตัวอย่างเปิดเผย แต่ก็จะพยายามพูดถึงอย่างสั่น เป็นความหมายแฝง หรือฟังดูไม่ได้ใจความมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกจากนี้พวกเขาจะระวังไม่ให้มีคนรู้ข้อมูลด้านหนึ่ง ๆเกี่ยวกับตัวเขามากกว่าหนึ่งคน เช่น เพื่อนคนหนึ่งอาจรู้ว่าเขาเป็นคนชอบกลับบ้านดึก แต่เพื่อนคนอื่นไม่รู้ ในขณะที่อีก คนรู้ว่าเขาหลงใหลเรื่องราวเกี่ยวกับแมลง ไม่รู้ว่าเขาชอบกลับบ้านดึก "ไทป์ห้า" จะคอยระวังไม่ให้ทั้งสองคนนี้แลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ ไม่มีใครได้ภาพรวมทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาไป อย่างไรก็ดีมันเป็นสิ่งยากที่จะระวังเมื่อเพื่อนมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ต้องทำชีวิตให้ง่าย ไม่ซับซ้อนเกินไป ความจำเป็นนี้ขยายผลออกไปสู่เรื่องอื่น ๆของชีวิตด้วย กล่าวคือ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้มีอาการ ละความต้องการพื้นฐานทั้งปวง พวกเขาเริ่มไม่ใส่ใจกิจวัตรประจำวัน มองหางานที่ใช้ความสามารถน้อยกว่าที่ตนมีอยู่ เพื่อจะได้ไม่ต้องเอาตัวเขาไปรับผิดชอบมาก เอาเวลาไปเตรียมการวางแผนชีวิตมากกว่าที่จะเอาไปใช้ชีวิตจริง ๆ พวกเขาอยู่กับชัยชนะเล็ก ๆน้อยที่เกิดขึ้นจากการใช้สมองของพวกเขามากกว่า

การที่เริ่มสนใจสิ่งที่อยู่ในสมอง และการใช้จินตนาการมากกว่า การสังเกตสิ่งรอบตัวอย่างละเอียดกลายเป็นสาเหตุของปัญหาสำหรับ "ไทป์ห้า" พวกเขาเริ่มใจลอย และเลิกเป็นคนช่างสังเกต พวกเขาให้ความสำคัญกับกระบวนการคิดมากกว่าการรับข้อมูล แต่ยิ่งทุ่มเทเวลาไปกับการใช้ความคิดขนาดไหน พวกเขายิ่งรู้สึกว่าสรุปอะไรไม่ได้เลยมากเท่านั้น ยิ่งช่างบันทึก ยิ่งใช้ภาษาซับซ้อนเข้าใจยากขึ้นทุกที พวกเขาไม่สามารถบันทึกความคิดออกมาได้ เพราะยิ่งคิดยิ่งไม่มีข้อสรุป

พวกเขาเปิดใจให้กับความน่าจะเป็นทุกทีกรณี และให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงน้อยลงทุกที พวกเขาเลิกที่จะมาหาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดกับความจริง หันมาสนใจความคิดอย่างเดียว ทำให้หลุดออกจากโลกของความเป็นจริง การคิดอะไรที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆทำให้พวกเขาเริ่มมีปัญหาในการแสดงความคิดเห็น มีความคิดร้อยแปดพันเก้าพวยพุ่งออกมาจากสมองของพวกเขาตลอด โดยที่แต่ละเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย การใช้สมองจัดการกับสิ่งเหล่านี้ทำให้สมองของเขาทำงานหนัก และล้ามาก นอกจากนี้ "ไทป์ห้า" ยังมักสำคัญผิดว่า ความคิดต่าง ๆที่ตนกำลังสนใจ คนรอบข้างก็สนใจไม่แพ้ตัวเขาอยู่เหมือนกัน

"ไทป์ห้า" เริ่มกลายเป็นวิญญาณอย่างเดียวมากกว่า วิญญาณในร่างกาย เพราะใช้ความคิดตลอดเวลา ลืมกิน ลืมนอน ลืมอาบน้ำ มักดูเป็นศาสตราจารย์สติเฟื้อง ที่ลืมติดกระดุมทุกเม็ด สมองของพวกเขาถูกสร้างมาเพื่อการใช้งานหนักกว่าไทป์อื่น ๆ (Nine ก็ชอบใช้ความคิดแต่ผลที่ได้ต่างกับ "ไทป์ห้า" กล่าวคือการใช้ความคิดทำให้ Nine กลายเป็นคนที่ดูสงบ แต่ "ไทป์ห้า" ดูตื่นเต้นและเข้มข้น) พวกเขาไม่อาจหยุดแรงขับดันใน id ที่พวยพุ่งออกมาจากจิตใต้สำนึกของพวกเขาได้ สิ่งเหล่านี้มีอิทธิพลต่อทุกด้านของชีวิตของเขา ทำให้เป็นคนทำอะไรดูจริงจังไปหมด

พวกเขาสนใจในตัวคนอื่นอย่างมาก แต่ก็รู้สึกเคลือบแคลงคนรอบข้างด้วย พวกเขาพยายามหาว่าสิ่งใดบ้างที่กระตุ้นความสนใจคนรอบข้างเหล่านั้นบ้าง แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดเกินไป เพื่อไม่ให้ต้องถูกเบียดเบียน หรือคาดหวังในสิ่งที่ตนทำไม่ได้ เรื่องอารมณ์ความรู้สึกเป็นเรื่องที่กระตุ้นจิตใจของ "ไทป์ห้า" ได้ง่ายมาก และ "ไทป์ห้า" ส่วนใหญ่แล้วมักมีแรงขับทางเพศสูง ทำให้พวกเขาหลงใหลผู้คน และความสัมพันธ์ แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ประมาทกับสิ่งเหล่านี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้โดยทั่วไปจะครองโสด หรือไม่ก็ต้องมีความสัมพันธ์แบบลุ่ม ๆดอน ๆ ความผูกผันใกล้ชิดเร้าอารมณ์พวกเขาอย่างมาก และทำให้พวกเขาตัดขาดจากคนอื่นมากขึ้น และยิ่งทำให้รู้สึกช่วยอะไรตัวเองไม่ได้ มองโลกด้วยความเคลือบแคลง มองโลกแง่ร้าย และคิดว่าธรรมชาติมีเจตนาร้ายต่อมนุษย์มากกว่าที่จะดี

ระดับหก "คนขวางโลก"

ความซับซ้อนในจิตใจของ "ไทป์ห้า" สร้างความสับสน และวิตกกังวลให้กับพวกเขา ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรเลยที่ชัดเจนและแน่นอน พวกเขาสิ้นหวังกับการใช้ความคิดทั้งหลายของตน และกลัวว่าสักวันคนอื่นต้องคาดคั้นให้ตนเลิกเอาแต่คิด ในขณะที่ตนยังไม่พร้อมจะเลิก ความกลัวนี้จะทำให้พวกเขาป้องกันตัวอย่างก้าวร้าว ต่อสิ่งที่ตนคิดว่าคุกคามการสร้างความสามารถพิเศษของตน คำพูดจา การแต่งกาย และสิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจ ล้วนแสดงออกราวกับจะพูดว่า "อย่ามายุ่งกับฉัน" ใครที่ไม่รู้ตาม้าตาเรือ อาจถูก "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ไล่ตะเพิดไปได้ง่าย ๆ

ดูผิวเผินแล้ว "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ดูเป็นคนทนงตนว่ามีปัญญา แท้จริงแล้วกลับไม่มั่นใจในความคิดของตนเอง บางทีโครงการต่าง ๆที่พวกเขาคิดจะทำดูเป็นสิ่งที่ไร้ค่าในสายตาของเขาเอง พวกเขาจะปกป้องความเห็นของตนเองอย่างรุนแรงสลับกับ การเกิดความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งไร้ค่า พวกเขาเริ่มมองอะไรสุดโต่ง และแปลกมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับความคิดเหล่านั้นขึ้นมาใหม่

ทั้งที่ไม่มั่นใจในจุดยืนของตัว พวกเขาพยายามแสดงออกว่ามั่นใจ และพยายามนำมันมาใช้ แต่ความกลัวและความรู้สึกไร้สามารถในจิตไร้สำนึก จะทำให้พวกเขายังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าทุกสิ่งในโลกนี้ช่างยากเย็น และโกรธที่คนอื่นกลับมองสิ่งเดียวกันว่าเป็นเรื่องง่าย ๆ พวกเขาเริ่มพูดทำลายความมั่นใจคนอื่น ด้วยการแสดงความเห็นในแง่ร้ายของตน เช่น "นายคิดจะไปเที่ยวชายหาดเหรอ ฉันเพื่ออ่านผลงานวิจัยล่าสุดเมื่อเช้านี้เอง เขาบอกว่าโอกาสที่จะไปเที่ยวทะเลแล้วเป็นมะเร็งมีสูงถึงเกือบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว" สิ่งที่ "ไทป์ห้า" อาจบอกอาจเป็นข้อเท็จจริง แต่จุดมุ่งหมายของพวกเขาไม่ใช่การเสนอข้อเท็จจริง มันเป็นการทำลายความมั่นใจของคนอื่นมากกว่า นิสัยที่ชอบแสวงหาความรู้ทำให้ "ไทป์ห้า" มีข้อมูลมากมายเป็นเครื่องมือ

"ไทป์ห้า" ทำตัวหัวรุนแรง ต่อต้านแบบแผนประเพณีที่คนทั่วไปยอมรับ พวกเขาชอบอะไรใหม่ ๆเพื่อที่จะได้ใช้ความคิดอย่างไร้ขอบเขต ความคิดที่ขวางโลกของ "ไทป์ห้า" ทำให้คนอื่นทนไม่ได้ที่จะต้องโต้เถียง หรือแม้แต่กลายเป็นศัตรูกัน พวกเขาเป็นศัตรูกับกฏเกณฑ์ ความคาดหวังต่าง ๆของสังคม พวกเขาจะใช้ชีวิตแบบแปลกเพื่อแสดงออกถึงจุดยืนเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงชีวิตจำเจแบบคนส่วนใหญ่ อย่างการทำงานประจำ หรือการมีครอบครัว อาจแต่งตัวแปลกเพื่อยั่วยุสังคม หรือแสดงการไว้ทุกข์ การประท้วงในบางกรณีเป็นสิ่งที่สร้างสรร แต่การประท้วงของ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้เป็นเพียงเพื่อจะบอกว่า ชีวิตเป็นเรื่องไร้สาระ ผู้คนช่างโง่เขลา ชีวิตฉันไร้ค่า แนวคิดแบบนี้เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรม " Alternatives " ขึ้นในปลายศตวรรษนี้ อย่าง แนวดนตรี Grunge, Cyberpunk, Heavy metal ฯลฯ

ในระดับนี้ แม้ว่าจะเป็นคนชอบใข้ความคิด มองหาแต่ความเป็นไปได้ แต่พวกเขาก็มักชอบมองความเป็นจริงด้วย เพียงแต่มองมันอย่างเป็นจริงมากเกินพอดี พวกเขาอาจมองภาพวาดว่าเป็นแค่สี มองมนุษย์ว่าเป็นแค่เครื่องจักรทางชีวภาพ มองดอกไม้สวย ๆที่กำลังบานว่าเป็นแค่กระบวนการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง พวกเขาใช้ความคิดอันลึกซึ้งและมีหลักมีเกณฑ์ของตนผสมผสานกับ การแปลความอย่างสุดโต่งโดยไม่รู้ตัว

ความคิดแปลกประหลาดเหล่านี้ ทำให้ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ดูเหมือนคนเสียสติ แม้ว่าจะยังไม่ใช่ คนเราอาจมีความคิดที่แปลกได้ แต่คนไทป์อื่นจะไม่ใช้เวลากับมันมาก เพื่อพยายามพิสูจน์มันอย่าง "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ ความคิดสุดโต่งเป็นสิ่งที่พวกเขาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสร้างตัวตน ดังนั้นพวกเขาจะปกป้องมันอย่างดีที่สุด และขู่ที่จะฟ้องร้องใครที่คิดจะขโมยความคิดของพวกเขาไป

พวกเขาฉลาดเกินไปที่จะพูดอะไรออกมาได้ เพราะปัญหาของเขาคือการไม่รู้ว่าความคิดไหนดีกว่าความคิดไหน ทุกความคิดดูไร้สาระเท่า ๆกันหมด จนไม่มีประเด็นใดน่าสนใจ พวกเขาอาจชอบการโต้เถียง เพื่อตอกย้ำว่าตัวฉลาด แต่ในเวลาเดียวกัน มันเป็นเสมอการตอกย้ำว่าสิ่งที่ตนกำลังคิดนั้นไร้สาระ ไร้ประโยชน์

พวกเขาอาจดูเป็นคนทุ่มเท แต่ถ้าดูดี ๆ แล้วสิ่งที่เขาทำจริง ๆไม่ค่อยได้ประโยชน์ พวกเขาอาจใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือเกี่ยวกับมด การทำฐานข้อมูลที่ละเอียดยิบในคอมพิวเตอร์ อ่านเทคนิคการเล่นหมากรุก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยให้ "ไทป์ห้า" ก้าวไปสู่จุดที่ดีขึ้น แต่กลับเบียดบังเวลาต้องใช้ไปกับการทำสิ่งที่จำเป็นกว่าในชีวิต พวกเขาอาจครอบครองโลก มีพลังเหนือธรรมชาติ หรือรอดชีวิตจากสงครามนิวเคลียร์ได้ในจินตนาการ แต่เรื่องอย่างการไปสัมภาษณ์งาน หรือการหัดขับรถกลับทำไม่ได้

ปัญหาสำหรับ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้คือ ความรู้สึกไร้สามารถที่หลอกหลอนตนเองอยู่ ทำให้การอยู่ท่ามกลางสังคมเป็นเรื่องยาก หากพวกเขาไม่เข้าใจจุดนี้ ความวิตกกังวลและความกลัวจะยิ่งดันเขาออกจากสังคมมากขึ้นทุกที และจะยิ่งยากที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ พวกเขาจะโดดเดี่ยวและจมลงสู่ความมืดที่น่าสะพรึงกลัวมากกว่าเดิม

ระดับเจ็ด "

ความต้องการที่จะเป็นเอกเทศ เพื่อจะได้สร้างเสริมทักษะให้กับตัวเองทำให้ "ไทป์ห้า" เริ่มเป็นศัตรูกับใครก็ตามที่มายุ่งย่ามกับชีวิต ซ้ำร้ายเมื่อ "ไทป์ห้า" เข้าสู่ระดับเสื่อม พวกเขาจะมองว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นตัวยุ่ง และเห็นว่าทางเดียวที่จะทำให้ตนรู้สึกปลอดภัยก็คือ การเลิกติดต่อกับคนอื่น พวกเขาปรับตัวได้ยาก และมองโลกด้วยความน่ารังเกียจ

พวกเขารู้สึกว่า ยังไงเสียก็ไม่มีที่ไหนในสังคมที่เหมาะกับตน จึงแยกตัว และกลายเป็นเหยื่อของความรู้สึกสิ้นหวัง และเบี่ยงเบน พวกเขาจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เมื่อความคิดของพวกเขาได้รับการดูหมิ่น เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาฝาก ความนับถือตัวเอง ที่เหลือน้อยเต็มที่ของพวกเขาไว้ พวกเขาจะประนามคนเหล่านั้นกลับ และทำให้คนเหล่านั้นปฏิเสธพวกเขา ซึ่งยิ่งทำให้ "ไทป์ห้า" ไม่มีสังคม หมดทางที่จะมีความสัมพันธ์กับใครได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเหมือนอยากที่จะคัดค้านสิ่งที่คนอื่นศรัทธา และมีความสุขเมื่อได้วิจารณ์สิ่งที่ดี ๆในโลกนี้ พวกเขาพยายามบอกว่า ความสัมพันธ์ของคนสองคนที่บริสุทธิ์นั้นไม่มี และชอบเปิดโปงความเน่าเหม็นของสันดานมนุษย์ พวกเขาดูถูกวิธีการที่คนบางคนใช้ในการสร้างความสุขให้กับชีวิตแบบภาพลวงตา และบอกว่าตนโชคดีที่ไม่ตกเป็นเหยื่อ เพราะเป็นผู้มีปัญญา

สิ่งที่พวกเขาบอกอย่างจะจริง บางคนสร้างความสุขแบบจอมปลอมให้กับตัวเอง แต่บางคนก็ไม่ การมองโลกในแง่ลบอย่างเดียวไม่ใช่สิ่งที่ดี "ไทป์ห้า" ไม่เชื่อใน ความหวัง ศรัทธา ความรัก ความเมตตา หรือมิตรภาพ เพราะเขากลัวการมีความสัมพันธ์กับคน นั้นเป็นเหตุให้ "ไทป์ห้า" ในระดับนี้แยกตัว และต่อต้านความสัมพันธ์ หรือนามธรรมทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างคน ความรู้สึกเหล่านี้รุนแรงขึ้นเป็นลำดับ อาจทำให้ "ไทป์ห้า" เลิกทำงานหาเงิน ละทิ้งโภคภัณฑ์ทั้งหลายยกเว้นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องพึ่งพาใครในโลกนี้ อันจะนำมาสู่การยุ่มย่ามชีวิตพวกเขาของคนรอบข้าง เลิกใช้รถยนต์ เลิกอยู่ตึก ไม่ใส่ใจในสารรูปตัวเอง กินถูก ๆ ไม่อาบน้ำ ติดเหล้า เริ่มคิดว่าไม่ผิดอะไรที่จะใช้ยาเสพติด ชอบลองยาใหม่ ๆ ยาแรง ๆ (นิสัยชอบทดลองมีอยู่ในตัวอย่างเต็มที่อยู่แล้ว) เจตนาใช้ยาที่แรงถึงตายอย่างเฮโรอีน ยาเสพติดทำให้ชีวิตของพวกเขายิ่งต้องโดดเดี่ยวมากขึ้นไปอีกระดับ และเร่งให้ทำร้ายตัวเองมากขึ้นไปอีก

พวกเขาสร้างเส้นเขตแดนส่วนตัว ด้วยการทำหน้าตาหยามเหยียดพฤติกรรมคนอื่น เขียนด่าพฤติกรรมคนอื่น นิ่งเฉยแบบเกลียดชัง ทั้งหมดนี้ได้ผล เพราะคนอื่นจะผละจากชีวิตของเขาโดยง่าย ซึ่งพวกเขาก็ต้องการ ถึงขั้นนี้แล้ว พวกเขาจะไม่ตรวจสอบความคิดของตนจากคนอื่นอีกต่อไป ทำให้ความคิดเริ่มบิดเบือนมากขึ้น

สำหรับไทป์อื่นในระดับเสื่อมอย่างนี้ พวกเขาปิกปิดอาการได้ดี แต่สำหรับ "ไทป์ห้า" กลับตรงกันข้าม ทุกคนจะสังเวช และสยดสยองกับพฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกมา แต่การยื่นมือเข้าช่วยเหลือนั้นเป็นไปได้ยาก ความจริงที่ว่า พวกเขา ต้องการการบำบัด นั้นทิ่มแทงใจพวกเขาอย่างมาก พวกเขาจะหาเหตุผลให้กับความคิดผิด ๆของตนเองได้ดีเสมอ ๆ และไม่มีทางคิดจะกลับไปอยู่อย่างคนทั่วไป

ในระดับ พวกเขามีแต่ความขัดแย้งภายในใจ พวกเขาอาจจะยังเก่ง มีพรสวรรค์อยู่ แต่กลัวที่จะทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา จึงไม่ได้ใช้สิ่งทีมีอยู่เลย พวกเขามีความก้าวร้าวต่อสังคมสูง แต่ไม่กล้าแสดงออกมา เพราะกลัวการที่จะต้องมีปากเสียงกับคนอื่น

ระดับแปด "ตัวประหลาด"

การแยกตัวทำให้ "ไทป์ห้า" สูญเสียความมั่นใจในการอยู่ท่ามกลางสังคม กลายเป็นคนที่กลัวสังคมอย่างไม่มีเหตุผล พวกเขาละกิจกรรมต่าง ๆลงเสียจนไม่เหลืออะไรให้ละอีกแล้วในระดับนี้ อาจถึงขั้นอยู่แต่ในห้องคนเดียว ซ่อนตัวอยู่ชั้นใต้ดินบ้านเพื่อน การมองโลกของพวกเขาผิดไปจากความเป็นจริง พวกเขาคิดว่าโลกนี้มีแต่สิ่งน่าสะพรึงกลัว เพราะความกลัวในจิตใจที่คอยบิดเบือนความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างดูยากไปหมด จนไม่ทำอะไรเลย คิดว่าเพดานอาจหล่นลงมาใส่ ทีวีอาจทำให้เกิดมะเร็ง เก้าอี้อาจกลืนพวกเขาเข้าไป มีอาการจิตหลอน ได้ยินเสียงหรือเห็นภาพประหลาด มองเห็นร่างกายของตัวเองว่าประหลาด ไม่ใช่ตัวเอง นอนไม่หลับ ตื่นกลัวอยู่ตลอดเวลา หยุดคิดไม่ได้ ตลอดจนเหนื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ

"ไทป์ห้า" ทั่วไปอาจนอนไม่ค่อยหลับ แต่ในระดับนี้ พวกเขาไม่นอนเลย พวกเขากลัวว่าจะมีใครมาทำอันตรายขณะหลับ และยังกลัวฝันร้ายอีก ทำให้มีแนวโน้มที่จะพึ่งยาเสพติด เพื่อกดประสาท การนอนไม่หลับทำให้สมองใช้ความคิดอย่างหนัก และเป็นสาเหตุของการเห็นภาพหลอน อารมณ์แปรปรวน ที่แย่กว่านั้น ดูเหมือนว่า "ไทป์ห้า" ในระดับนี้ควบคุมการคิดของตนไม่ได้ เหมือนกับว่าความคิดของตนเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง ที่ควบคุมไม่ได้ แต่กลับย้อนตน ความกลัวที่ตนสร้างขึ้นกำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

ความคิดของพวกเขาเริ่มไม่มีเหตุผล เช่นอาจคิดว่าพฤติกรรมของนก ใช้ทำนายทิศทางทางการเมืองได้ ในหัวคิดอะไรอยู่ตลอดเวลาแต่ล้วนแล้วแต่ไม่สร้างสรร และยิ่งทำให้รู้สึกกลัว แต่ก็หยุดไม่ได้ พวกเขาไม่ยอมรับความช่วยเหลือใด ๆ จากใคร เพราะนั้นคือการตอกย้ำถึงความไร้สมรรถภาพของตัว

ระดับเก้า "คนหลุดโลก"

ในระดับนี้ "ไทป์ห้า" ยังคงอาศัยการแยกตัวที่เคยใช้เป็นทางสยบความกลัวอยู่แต่ไม่ได้ผลอะไรอีกต่อไป ความกลัวทำให้ "ไทป์ห้า" รู้สึกว่าไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยสำหรับตนหลงเหลืออยู่ แม้แต่ในใจ และตนก็ไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองให้ปลอดภัยได้อีกแล้ว มีทางออกเหลืออยู่เพียงสองทาง หนึ่งคือฆ่าตัวตาย ("ไทป์สี่" ในระดับนี้ก็คิดฆ่าตัวตาย แต่เพราะเกลียดตัวเอง และเคียดแค้นคนที่ทำให้ตนต้องเจ็บอยู่ในใจ แต่ "ไทป์ห้า" ฆ่าตัวตายเพื่อหนีชีวิตที่ไร้ค่าและน่าสะพรึงกลัว "ไทป์ห้าปนสี่" และ "ไทป์สี่" with "ไทป์ห้า"-wing จะรู้สึกทั้งสองอย่าง) ในเมื่อทุกอย่างไม่น่าพิศมัย ก็จำต้องตัดขาดจากทุกสิ่ง

หากไม่ฆ่าตัวตาย พวกเขาจะเลือกอีกทางหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความวิตกจริตที่มากเกินไป วิธีนั้นก็คือ การแบ่งสติสัมปัชชญะของตนออกเป็นสองส่วน และเอาตัวเข้าอยู่ในส่วนที่ตนรู้สึกปลอดภัย หรือก็คือการแยกตัวออกจากตัวเอง อย่างพ่อที่พยายามลืมการตายของลูกที่ตนรัก ด้วยการตัดขาดจากทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลูก ทำชีวิตให้มีแต่ความว่างเปล่า และเริ่มมีการของคนหลุดโลก หรือ Schizophrenia ซึ่งเกิดจากความเครียดจากการแยกตัวจากสังคม และอาการอ่อนล้าทางกายที่เป็นผลมาจากการใช้ความคิดฟุ้งซ่านมากเกินไป ส่งผลให้สารเคมีในสมองเสียความสมดุล "ไทป์ห้า" เป็นไทป์ที่เสี่ยงต่อการเป็น Schizophernia มากที่สุด (มีการตั้งสมมติฐานว่า ยีนที่ทำให้คนเป็น Schizophernia กับยีนที่ทำให้คนมีบุคลิกเป็น "ไทป์ห้า" อาจเป็นยีนตัวเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์ยังคงทำการวิจัยเรื่องนี้อยู่) บางเวลา "ไทป์ห้า" ระดับนี้ก็เป็นแค่ "ไทป์ห้า" ที่มีสุขภาพจิตในระดับเสื่อม เมื่อถึงจุดที่ทนไม่ได้ในบางเวลา ก็กลายไปเป็น Schizophernia กลับไปมา

ในระดับนี้พวกเขาสูญเสียความสามารถในการใช้สติปัญญาที่มีอย่างสิ้นเชิง แยกตัวจากสังคม จากตัวเอง และจากความคิดของตัวเอง พวกเขาไม่คิด ไม่รู้สึก และไม่ทำอะไรอีกต่อไป การที่พวกเขาแยกตัวจากสังคมไปตั้งหลัก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัว ได้ทำให้พวกเขาสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปอย่างสมบูรณ์ในที่สุด กลายเป็นคนที่หมดทางช่วยเหลือ ไร้สามารถ พึ่งตัวเองไม่ได้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พวกเขากลัวมากทีสุด พวกเขาไม่มีใครเหลืออีกแล้ว ่ทั้งนี้ก็เพราะการแยกตัวของตนแท้ ๆ

พัฒนาการ

"ไทป์ห้า" ไปสู่ "ไทป์เจ็ด"

เริ่มจากระดับ สี่ "ไทป์ห้า" ในสภาวะกดดันเริ่มมีนิสัยของ "ไทป์เจ็ด" ให้เราได้เห็น พวกเขาหลีกหนีผู้คน และการกระทำที่กลัวว่าจะทำไม่ได้ เริ่มสนใจอะไรในทางลึกและแคบมากขึ้น นิสัยของ "ไทป์เจ็ด" ที่รนราน ไม่อยู่กับที่เพราะความวิตกกังวลเริ่มเผยออกมา ในระดับสี่ "ไทป์ห้า" แสวงหาความรู้อย่างไม่ลดละ อาการของ "ไทป์เจ็ด" ทำให้พวกเขาแสวงหาความรู้หลายเรื่อง จากด้านหนึ่งก็เปลี่ยนไปอีกด้วยหนึ่ง หาสิ่งที่ชอบจริง ๆไม่ได้สักที การหาความรู้หลายด้านอย่างไม่หยุดยั้งไม่เคยทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจแต่อย่างใด

ในระดับห้า "ไทป์ห้า" หมกมุ่นกับโครงการส่วนตัว และอยู่กับการใช้ความคิดมากกว่าอยู่กับปัจจุบัน เมื่อเกิดความวิตกกังวล พวกเขาเริ่มหมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่นการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ภาพยนตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ สยองขวัญ ฯลฯ บางทีก็ปล่อยใจ มีมุขตลกที่หลุดโลกออกมาให้คนรอบข้างประหลาดใจ เมื่อเครียด พวกเขาอาจพัฒนารสนิยมในการเที่ยวกลางคืนขึ้น พวกเขาชอบสำรวจภัตตาคาร บาร์ หรือไนท์คลับ อย่างลับ ๆโดยที่ไม่มีใครรู้

ในระดับหก พวกเขาหวาดวิตกมากขึ้น และเริ่มมีอาการสิ้นหวังกับการไคว่คว้าหาความชำนาญพิเศษให้กับตัวเอง เริ่มปกป้องความคิดของตัวอย่างรุนแรง ความบ้าของ "ไทป์เจ็ด" สร้างความคิดขวางโลกให้พวกเขามากขึ้น บางคนอาจมาว่าพวกเขาดูมันส์ ๆดีในระดับนี้ แต่หลายคนก็จะเริ่มออกห่าง พวกเขาเริ่มพึ่งยาเสพติดเพื่อระงับความวิตกกังวล ยอมทุ่มให้กับอะไรก็ตามที่ลดความกลัวและความวิตกกังวลให้ตนได้ แม้จะต้องใข้เงินมากและไม่ถาวรก็ตาม

ในระดับเจ็ด "ไทป์ห้า" แยกตัวจากโลกภายนอก และเริ่มมองโลกในแง่ร้าย อาการของ "ไทป์เจ็ด" ทำให้พวกเขาปลดปล่อยความกลัวออกมาในรูปแบบของพฤติกรรมปลดปล่อยสารพัดรูปแบบ เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่รับผิดชอบต่อความบ้าที่ตนทำลงไป การตัดสินใจผิดพลาดและไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิง อาจทำตัวเป็นเด็กปัญญาอ่อน เมื่อถูกผู้อื่นตำหนิในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ในระดับแปด อาการบ้าๆ บอ ๆและความไม่รับผิดชอบเกิดขึ้น พวกเขาทำอะไรโดยไม่สนใจอันตรายที่จะเกิด อาจเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุโง่ ๆ พวกเขาเริ่มซึมเศร้าแต่วิปลาส พฤติกรรมเบี่ยงเบน และเป็นฮิสทีเรีย เอาแน่เอานอนไม่ได้

ในระดับเก้า พวกเขาหมดทางหนีความกลัว ไม่มั่นใจที่จะดำรงชีวิตต่อไป อาจทำอันตรายตนเองและคนรอบข้าง เพราะคิดว่าตนเองถึงทางตันแล้ว ไม่อาจหลีกหนีอันตรายไปได้ การฆ่าตัวตาย ทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือการฆ่าคนอื่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

"ไทป์ห้า" ไปสู่ "ไทป์แปด"

"ไทป์ห้า" คิดเสมอว่าตนยังรู้ไม่พอที่จะลงมือ พวกเขาจะรู้สึกปลอดภัยเมื่อรู้จักโลกมากพอ ในขณะที่กลับไม่รู้จักใจตัวเอง ในทางจิตวิเคราะห์ "ไทป์ห้า" คือผู้ที่มี id ที่เข้มแข็งกว่า ego ความก้าวร้าวและแรงขับภายในใจมีอิทธิพลเหนือจิตใจของพวกเขาอยู่เสมอ

ปัญหาเหล่านี้ไม่เกิดกับ "ไทป์ห้า" ในระดับดี เพราะพวกเขาไม่ได้รับรู้โลกด้วยการคิดอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตนรับรู้เข้ามาด้วย จึงเลิกกลัวสิ่งรอบตัวและเรียนรู้ที่จะไว้ใจมัน ความมั่นใจในตัวเองจึงก่อตัวขึ้น เนื่องจากมีพฤติกรรมแบบ "ไทป์แปด"

เมื่อ "ไทป์ห้า" เข้าสู่ "ไทป์แปด" พวกเขารู้สึกว่า แม้ตัวจะยังรู้น้อย แต่มันก็มากกว่าใคร ๆเกือบทั้งหมด และยังตระหนักด้วยว่า คนเราไม่จำเป็นต้องรู้หมดทุกอย่างก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ พวกเขาทำไปเรียนรู้ไป แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างทาง จะรู้ก็ต่อเมื่อจำเป็นต้องรู้ ความรู้จะไม่ได้มาจากการสะสมความรู้ หรือท่องจำเรื่องต่าง ๆแต่เกิดจากการที่ได้สัมผัสกับโลกภายนอก พวกเขาไม่อยู่โดดเดี่ยวในโลกอย่างไร้ความหมาย แต่มีพลังอำนาจ และเป็นส่วนหนึ่งของมัน

พวกเขาลงมือทำด้วยความมั่นใจว่าตนรู้จริง และนำคนอื่นได้ แม้ว่าจะไม่รู้หมดทุกอย่าง ความรู้ของพวกเขาได้รับการตรวจสอบอยู่เสมอจากการลงมือปฏิบัติอย่างไม่เกรงกลัว ในที่สุดพวกเขาก็พบว่าตัวเองนี้ก็มีค่าต่อคนอื่น ความคิดที่มีค่าของพวกเขาได้รับการประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมขึ้นมา

ไทป์ย่อย

"ไทป์ห้าปนสี่" "ผู้ตะลึงโลก"

ลักษณะของ "ไทป์ห้า" และ "ไทป์สี่" ส่งเสริมกันหลายอย่าง ทั้งสองเป็นพวกใจลอย พวกเขาอยู่ในโลกของจินตนาการเพื่อปกป้องอัตตาของตัว และสร้างตัวตน พวกเขารู้สึกว่าตนต้องบรรลุอะไรสักอย่างให้ได้ก่อนที่จะเผชิญหน้ากับโลกภายนอก "ไทป์ห้า" ขาดความมั่นใจในการปฏิบัติ "ไทป์สี่" ขาดเอกลักษณ์ที่ตัวเองแน่ใจ "ไทป์ห้าปนสี่" จึงเข้าสังคมยาก ใช้อารมณ์และหันเข้าหาตัวเองมากกว่า "ไทป์ห้าปนหก" ความเป็น "ไทป์สี่" ทำให้พวกเขาสนใจเรื่องเกี่ยวกับจิตของมนุษย์ และมีทักษะเชิงศิลป์ เมื่อรวมกับ ความเจ้าปัญญาของ "ไทป์ห้า" จึงกลายเป็นไทป์ที่ลึกซึ้งที่สุดทั้งศาสตร์และศิลป์

ตัวอย่างได้แก่ Albert Einstein, Werner Heisenburg(นักฟิสิกส์), Friedrich Nietzsche(ปราชญ์เยอรมัน), Georgia O'Keeffe, John Cage, John Lennon, k. d. Lang(นักร้อง), Laurie Anderson, James Joyce, Emily Larson, Stephen King(นักเขียนนิยายสยองขวัญ), Tim Burton(ผู้กำกับภาพยนตร์), Clive Barker, Franz Kafka(นักเขียน), Umberto Eco, Jean-Paul Sartre, Oriana Fallaci, Glenn Gould, Peter Serkin(นักเปียโน), Hannah Arendt(นักปรัชญาการเมือ่ง), Kurt Cobain(นักร้อง) และ Vincent van Gogh

ในระดับดี พวกเขาใช้ ความรู้ผสมผสานกับสัญชาตญาณ ความอ่อนไหวผสานกับความเข้าใจ ศิลปะผสานกับความคิด พวกเขามักเป็น นักเขียน ผู้กำกับภาพยนตร์ ดีไซเนอร์ นักดนตรี นักแต่งเพลง ผู้ออกแบบท่าเต้น ฯลฯ พวกเขามักดูไม่เหมือน "ไทป์ห้า" นัก เพราะไม่ได้มีลักษณะของนักวิชาการเต็มตัว และมักใช้จินตนาการอย่าง "ไทป์สี่" มากกว่าการใช้เหตุผล หรือปัญญาเป็นหลักอย่าง "ไทป์ห้าปนหก" ถ้าพวกเขามีอาชีพในทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาจะสนใจเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจภาพรวม หรือสัญชาตญาณ มากกว่าการทดลองหรือการเก็บข้อมูล พวกเขามองหาความงามในสมการคณิตศาสตร์ ความสามารถในการใช้ญาณพิเศษ เป็นจุดเด่นของพวกเขาในระดับนี้ มันช่วยให้พวกเขาค้นพบความรู้ใหม่ ๆที่ไม่มีใครคิดมาก่อน ความเป็น "ไทป์สี่" สร้างความปรารถนาให้แก่พวกเขาที่จะสร้างวิสัยทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง นอกเหนือจากความอยากรู้อยากเห็นที่มีในตัวของ "ไทป์ห้า" ผลก็คือการง่วนอยู่กับรูปแบบที่คุ้นเคยจนสามารถมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เคยเห็นมาก่อนได้ พวกเขาจึงอาจสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆกับโลกในแนวทางที่ตนสนใจได้

ในระดับปานกลาง "ไทป์ห้าปนสี่" เริ่มใช้อารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น ทำให้ยากที่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้เป็นเวลานาน ๆพวกเขาเกลียดการถูกตีกรอบพฤติกรรม พวกเขาไม่อยู่กับปัจจุบัน เพราะชอบใช้ความคิด และเพราะหมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง ชอบหันเข้าหาตัวเอง พวกเขาเป็นคนที่อ่อนไหวต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ผลงานหรือความคิดของตนอย่างมาก เพราะมันกระทบกระเทือนความเป็นตัวตนของพวกเขาโดยตรง "ไทป์สี่" ระดับปานกลางเป็นคนโรแมนติก แต่เมื่อผสมผสานกับความเป็น "ไทป์ห้า" พวกเขาจะออกไปทาง ช่างฝัน และคิดอะไรเหนือจริง อาจทำอะไรไม่ค่อยมีประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่น อ่านหนังสือตลอดเวลา เล่นแต่เกมส์ฝึกสมอง เป็นนักตอบปัญหาความรู้รอบตัว เป็นต้น พวกเขามักชอบเรื่องลึกลับ ดำมืด วิตกกังวลกับความเป็นไปได้ต่าง ๆในชีวิต และหาทางออกโดยการหาความสุขจากเรื่องเศร้า และเอาแต่ใจตัว จึงเสี่ยงต่อการใช้ยาเสพติด เหล้า และการปลดปล่อยทางเพศ

ในระดับเสื่อม พวกเขามีอาการซึมเศร้าโดยเจตนา แต่ก้าวร้าวเป็นระยะ ๆ มีความอิจฉาริษยาคนอื่นกอปรกับการตำหนิตัวเอง ความคิดที่ขัดแย้งในสมองทำให้รู้สึกสิ้นหวัง และอารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้นก็ทำให้ไม่สามารถใช้ความคิดได้ตลอดรอดฝั่ง พวกเขามองโลกในแง่ร้ายอย่างมาก หลีกหนีสังคม ติดยา และซึมเศร้าเรื้องรัง ตลอดจนมีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย

.ไทป์ห้าปนหก "นักไขปัญหา"

พวกเขาดูเป็น "ไทป์ห้า" จริง ๆ เป็นผู้สนใจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เป็นนักเคราะห์ และนักรวบรวมข้อมูล เก่งในการแก้ปัญหา และเข้าใจการทำงานของสิ่งต่าง ๆ นิสัยที่รวมกันของ "ไทป์ห้า" กับ "ไทป์หก" ได้สร้างปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นกันเอง และรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ในกับพวกเขาที่สุด ยากที่จะตีสนิทกับพวกเขา เป็นไทป์ที่ช่างคิดที่สุด และไม่ค่อยใช้อารมณ์ความรู้สึก พวกเขาไม่กล้าไว้ใจใคร ไม่เสี่ยงที่จะมีความสัมพันธ์ อย่างไรก็ดี ความเป็น "ไทป์ห้า" ขัดแย้งกับ "ไทป์หก" อยู่ภายในด้วย เพราะ "ไทป์ห้า" รู้สึกปลอดภัยเมื่อแยกตัว แต่ "ไทป์หก" รู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ร่วมงานกับคนอื่น พวกเขาจึงมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดูแปลก ๆแต่ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสาระสำคัญสำหรับตัวเขา

ตัวอย่างได้แก่ Bill Gates, Stephen Hawking, Sigmund Freud, Simone Weil, Jacob Bronowski, Charles Darwin, Alfred Hitchcock, Edward O.Wilson, Karl Marx, James Watson, Ursula K. LeGuin, B. F. Skinner, Isaac Asimov, Howard Hughes, Doris Lessing, Cynthia Ozick, Bobby Fischer, Ezra Pound, Theodore Kaczynski

ในระดับดี พวกเขาหันเข้าหาคนอื่น และอยู่กับโลกภายนอกมากกว่า "ไทป์ห้าปนสี่" ไม่คิดมาก ชอบสังเกตและเข้าใจสิ่งรอบตัว เห็นโลกอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็นการผสมผสานระหว่างการค้นหาความจริงของ "ไทป์ห้า" และการหาความแน่นอนของ "ไทป์หก" ผลก็คือ ความสามารถในการหาข้อสรุปที่ได้จากการรวบรวมข้อมูล ตลอดจนทำนายเหตุการณ์โดยอาศัยข้อมูลที่มีอยู่ พวกเขามักชอบเรื่องเทคนิค วิศวกรรม วิทยาศาสตร์ ปรัชญา รวมทั้งการประดิษฐ์และซ่อมแซมสิ่งของ ความเป็น "ไทป์หก" ช่วยพวกเขาในเรื่องการติดต่อกับคนอื่น ความมีวินัยและมุมานะต่องานที่ทำ หามีพรสวรรค์มากพอ พวกเขาเป็นผู้ที่จะสามารถเอาเรื่องทางเทคนิคมาประยุกต์ให้เกิดผลทางธุรกิจ เป็นผู้ที่มองวัตถุประสงค์มากกว่าบุคคล แม้ว่าโดยเนื้อแท้แล้วจะเป็นคนที่ให้ค่ากับบุคคลบางคนในชีวิตมาก อาจเป็นคนคิดมาก แต่ไม่แสดงความรู้สึกออกมา เป็นคนขี้เล่นอย่างใช้สติปัญญา มีอารมณ์ขัน และมีเสน่ห์หลายอย่าง ใครก็ตามที่พวกเขาไว้วางใจ จะพบตัวตนที่เป็นมิตรและผูกผันที่ซ่อนอยู่ของพวกเขา และนี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาอย่างให้คนอื่นมองตัวเขา แม้ว่าบางทีพวกเขาจะวางตัวในสังคมไม่เก่ง คนทั่วไปมักเห็นความกระตือรือร้นในการเข้าหาคนของพวกเขา แต่ไม่อาจช่วยอะไรได้

ในระดับปานกลาง ความสัมพันธ์ของพวกเขามักมีปัญหา แม้ว่าความเป็น "ไทป์หก" จะเพิ่มความสามารถในการจัดการและบุคลิกภาพที่น่าสนใจให้กับเขา แต่มันก็เสริมความกลัว และความวิตกกังวลให้พวกเขาด้วย พวกเขาไม่รู้จะจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนอย่างไร โดยเฉพาะในเรื่องการแสดงออก พวกเขาไม่ค่อยใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ดูเป็นพวกสติเฟื่อง เข้าสังคมไม่เป็น อาจเป็นพวกที่ใจลอยอย่างมาก พวกเขามักทิ้งให้ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์คาราคาซัง โดยหาทางออกด้วยการหมกมุ่นกับตัวเองมากขึ้น ก้าวร้าวอย่างเงียบ ๆไม่ยอมจัดการกับปัญหาอย่างเด็ดขาด บางทีก็ดื้อร้นในเรื่องที่ไม่มีเหตุผล ยึดมั่นในจุดยืนของตัวเอง และไม่พอใจคนที่ไม่เห็นด้วยกับตน ในขณะที่ "ไทป์ห้าปนสี่" จะใช้การทำลายความแน่ใจของคนอื่น

ในระดับเสื่อม พวกเขาระแวงผู้คน มีปฏิกิริยาที่รุนแรงคลุ้มคลั่ง หวาดกลัวความผูกผันใกล้ชิด ปฏิเสธความช่วยเหลือจากผู้ที่ปรารถนาดี ทั้งที่จิตใต้สำนึกกลับต้องการ กลัวคน กลัวสถานที่ คิดไปเองว่ามีคนทำร้าย มีโอกาสเป็นบ้าได้

บทสรุป

โดยทั่วไปแล้ว "ไทป์ห้า" มีบุคลิกภาพที่มีความขัดแย้งหลายอย่าง การคิดกับการปฏิบัติ การหลงใหลสรรพสิ่งกับการหวาดกลัวความเป็นจริง การอยากเข้ากับคนและการปฏิเสธคน รวมทั้งความรักกับความเกลียด สิ่งเหล่านี้เกิดจากการที่ พวกเขาสองจิตสองใจกับพ่อแม่ตน โชคไม่ดีที่ "ไทป์ห้า" จดจ่ออยู่กับการป้องกันตัวจากอันตรายภายนอก มากเสียจนออกห่างจากสิ่งที่ดี ๆของโลกภายนอกด้วย ในที่สุดก็ขาดศรัทธาต่อสิ่งต่าง ๆและไม่สามารถมองหาเอกลักษณ์ให้กับตัวเองได้ สิ่งที่ "ไทป์ห้า" กลัวที่สุด คือการเป็นคนไร้สมรรถภาพ จึงหนีออกจากทุกสิ่ง และเข้าสู่โลกของความคิด ซึ่งทำให้ขาดความปลอดภัย และไม่มีพลังในการปกป้องตนให้ปลอดภัยเข้าจริง ๆ พวกเขาจะหลงโลกแห่งความคิดอันน่าสะพรึงกลัวอย่างไม่มีทางหวนกลับในที่สุด

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:20:50 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 16 (885567)

4. ศิลปิน

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจแห่งชีวิต

อยากเป็นตัวของตัวเอง อยากแสดงออกในรูปของความงาม มองหาคู่ชีวิตในอุดมคติ หลีกหนีโลกแห่งความเป็นจริง เพื่อถนอมความรู้สึกของตนเอง ตอบสนองต่อความรู้สึกก่อนสิ่งอื่นใด

ความคิดสร้างสรรค์ ว่ากันว่าคือความต้องการที่จะสื่อสารกับคนอื่น และความต้องการที่จะ ปกปิดตัวเองในเวลาเดียวกัน สิ่งนี้ช่างเหมาะเจาะกับความต้องการของ "ไทป์สี่" เป็นอย่างยิ่ง ไทป์นี้จึงเป็นไทป์ของศิลปิน

ตัวอย่างบุคคล

Tennessee Williams (นักเขียน), Jeremy Irons, Rudolf Nureyev (นักบัลเล่ต์), Ingmar Bergman (ผู้กำกับ), J. D. Salinger, Johnny Depp (นักแสดง), Bob Dylan (นักร้อง), Joni Mitchell (นักเขียน), Martha Graham (นักออกแบบท่าเต้น), D. H. Lawrence (นักเขียน), Maria Callas (นักร้องโอเปร่า), Edgar Allan Poe (กวี), Judy Garland (นักร้องนักแสดง "The Wizard of Oz"), Micheal Jackson, Yukio Mishima (นักเขียน), Anne Rice (นักเขียน "Animal Farm"), Leonard Cohen, Roy Orbison, Marcel Proust (นักเขียน), Virginia Woolf (นักเขียน), "Blanche DuBois," "Laura Wingfield"

กับความรู้สึก

บุคลิกของ "ไทป์สี่" นั้นติดอยู่กับโลกของความรู้สึก ความคิดสร้างสรร ความเป็นเอกกัตตบุรุษ การหันเข้าหาตนและหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเอง หรือแม้แต่การทรมานตัวเอง และเกลียดชังตัวเอง เป็นบุคลิกที่พบได้ในศิลปิน คนโรแมนติก คนเหม่อลอยฝันกลางวัน เป็นผู้ที่รู้สึกว่าตนแตกต่างกับคนอื่น เพราะความที่สนใจตัวเองจนไม่มองดูสิ่งรอบตัว

"ไทป์สี่" เป็นไทป์ที่สำรวจตนเองมากที่สุด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทั้งมีประโยชน์และโทษกับพวกเขา ความขัดแย้งในใจของพวกเขาก็คือ ใจหนึ่งก็ต้องการสำรวจตัวเองเพื่อค้นพบตัวเอง ใจหนึ่งก็ต้องการหยุดสนใจแต่ตัวเองเพื่อจะได้ไม่หมกหมุ่นอยู่กับตนเอง ความคิดสร้างสรรเป็นทางที่จะลดความขัดแย้งนี้ลง เมื่อพวกเขาใช้ความคิดสร้างสรร พวกเขาเก็บเกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกมาใช้สร้างสิ่งสวยงาม เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาเป็นตัวของตัวเองที่สุด และเป็นอิสระจากตัวเองที่สุดในเวลาเดียวกัน แต่ความคิดสร้างสรรนั้นเป็นสิ่งที่ขึ้น ๆ ลง ๆ สำหรับพวกเขา เพราะความคิดสร้างสรรจะเกิดขึ้นได้เมื่อพวกเขาหลุดพ้นจากตัวเองได้เท่านั้น แต่การหลุดพ้นจากตนเองเป็นสิ่งที่กระทบกระเทือนตัวตนของเขา การเรียนรู้ที่จะไม่มองหาความเป็นตัวเองนี่เท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาพบตนเอง

ปัญหาของ "ไทป์สี่" ระดับปานกลางคือ พวกเขาพยายามเข้าใจตัวเองด้วยการครุ่นคิดอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของตน พวกเขาจะหมกมุ่นอยู่ข้างในตัวเองมากขึ้นจนไม่สนใจสิ่งอื่นและถือเอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นจริงเป็นจัง พวกเขามักแสดงความรู้สึกออกมาแบบอ้อม ๆ หรือเป็นความหมายแฝง

พวกเขาคิดว่าตนเป็นคนประหลาดและอยากรู้ว่าทำไม พวกเขาจึงพยายามหาจุดยืนของตัวตนโดยการหลุดออกจากความเป็นจริง เพื่อที่จะได้มานั่งพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนของตัวเอง นั้นเป็นสาเหตุให้ "ไทป์สี่" ระดับปานกลางจัดการกับชีวิตในโลกของความเป็นจริงอย่างยากลำบาก และทำให้ "ไทป์สี่" ระดับเสื่อมเป็นไทป์ที่มีปัญหาทางอารมณ์มากที่สุด

"ไทป์สี่" ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ของตนมาก พวกเขาจึงมองหาความรู้สึกที่เข้มข้นต่อสิ่งต่างๆ และถือเอาเป็นความเป็นจริง พวกเขาใช้จินตนาการแต่งเติมอารมณ์ความรู้สึกให้เข้มข้นขึ้น เขาอาจพบเจอใครสักคนแค่ชั่วครู่แต่ใช้เวลาต่ออีกเป็นชั่วโมงในการคั้นเอาความรู้สึกต่อคน ๆ นั้นออกมา ดังนั้นการต้องใช้เวลาไปกับการทำกิจวัตรประจำวันหรือการพะปะผู้คนจึงรบกวนการใช้ความรู้สึกของเขา พวกเขาจะเก็บตัวและหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อจะได้มีเวลาในการใช้อารมณ์ความรู้สึกอย่างเต็มที่ และป้องกันโอกาสที่จะต้องอับอายหรือเคอะเขิน ในที่สุดก็จะคบแต่คนไม่กิ่คนที่สนับสนุนตัวตนของเขาอยู่ อย่างไรก็ตามการหลีกหนีคน ทำให้พวกเขาสูญเสียความคิดสร้างสรรไป

"ไทป์สี่" ระดับดี มีความสามารถในการดึงเอาจิตไร้สำนึกออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาเป็นไทป์ที่เข้าใจว่ามนุษย์เป็นทั้งสัตว์ประเสริฐ และเป็นทั้งสัตว์โลกธรรมดาชนิดหนึ่ง พวกเขาสามารถก้าวข้ามไปสู่ความเป็นสัตว์ประเสริฐ และการลงมาติดดินเยี่ยงสัตว์โลกได้อย่างเหมาะสม ในระดับสูงสุด "ไทป์สี่" จะสร้างสรร สิ่งที่สวยงามอย่างน่าทึ่ง

ปัญหาเกี่ยวกับการค้นพบตัวเอง

"ไทป์สี่" มีแรงจูงใจในการค้นหาตัวเองมาก สิ่งที่ยากก็คือ พวกเขาจะไม่มีวันค้นพบตัวเองจนกว่าจะเปิดเผยตัวตน ไม่ว่าจะโดยตรงหรือในรูปแบบของศิลปะ แต่การทำเช่นนั้น พวกเขาจะกลัวว่าจะเปิดเผยตัวเองมากเกินไป เสี่ยงต่อการถูกประณามและลงโทษ เมื่อพวกเขาพยายามปกปิดตัวเอง พวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกที่มีต่อตัวเอง สิ่งเหล่านั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ และทำให้พวกเขาใช้เวลาให้สูญเปล่าไปโดยไม่ค้นพบอะไร เมื่อ "ไทป์สี่" เริ่มไม่รู้จักตัวเองมากขึ้น พวกเขาจะกลัวและมองหาตัวตนอย่างไร้ทิศทาง รสนิยมเล็กน้อย ๆ สิ่งที่ชอบ สิ่งที่เกลียด จะกลายเป็นสิ่งที่ "ไทป์สี่" ถือเป็นสำคัญและนำมาอธิบายตัวตน พวกเขาจะจริงจังกับนิสัยปลีกย่อยบางอย่าง เช่น "ฉันจะใส่แต่ชุดสีดำ" "ฉันชอบเพลงคลาสลิก ไม่ฟังเพลงร็อคหรือคันทรีเด็ดขาด" ที่จริงพวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าตัวชอบอะไรอยู่ดี มักรู้ว่าตัวไม่ชอบอะไรมากกว่า และจะเริ่มไม่ใส่ใจการทำกิจวัตรประจำวันที่จำเป็นสำหรับคนทั่วไป เช่น "ฉันเป็นกวี ไม่มีทางทำงานในสำนักงานได้หรอก"

"ไทป์สี่" ค้นหาตัวเองจากความรู้สึกส่วนตัว พวกเขาไม่มั่นใจในภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ก็จะไม่ขอความเห็นจากคนอื่น ไม่เหมือนกับ "ไทป์สอง" หรือ "ไทป์สาม" ดังนั้น "ไทป์สี่" จึงมักรู้สึกว่าตัวเองประหลาด และถูกคนเข้าใจผิดอยู่ตลอดเวลา ความคิดนี้มีอยู่ในใจของ "ไทป์สี่" เสมอเช่นเดียวกับที่ "ไทป์สอง" คิดว่าตัวเอง ดี และ เป็นที่รักอยู่เสมอ หรือ "ไทป์สาม" ที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้ชนะที่ไร้คู่ต่อสู้ตลอดกาล

การเข้าหาพ่อแม่

"ไทป์สี่" หลีกหนีพ่อและแม่ของตัวเอง ในวัยเด็ก "ไทป์สี่" ไม่มีการถอดแบบจากพ่อหรือแม่ "ฉันไม่เหมือนพ่อ" "ฉันไม่เหมือนแม่" อาจเป็นเพราะวัยเด็กที่ไม่มีความสุข หรือมีความเหงา อันเป็นผลมาจากปัญหาชีวิตคู่ของพ่อแม่ การหย่าร้าง การเจ็บป่วย หรือเพียงแค่ บทบาทในครอบครัวที่ขัดแย้ง แต่ก็มีบางกรณีที่เป็นคนที่มีวัยเด็กที่ธรรมดา ๆไม่มีเหตุการณ์อะไรมากมาย แม้ว่าพ่อแม่จะดูแลพวกเขาอย่างดี แต่พวกเขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ได้มองเขาอย่างที่เขาเป็น และสิ่งที่พ่อแม่หยิบยื่นให้เป็นสิ่งที่เด็กทั่ว ๆไปต้องการ แต่ไม่เหมาะกับเขา การสร้างตัวตนในวัยเด็กจึงเกิดจากสร้างจินตนการ หรือเรียนรู้จากอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง แทนที่จะเอาพ่อแม่เป็นแบบอย่าง

"ไทป์สี่" รู้สึกตัวคนเดียวตั้งแต่เด็ก พวกเขารู้สึกว่าถูกพ่อแม่ปฏิเสธ หรือเพิกเฉย จึงคิดว่า ตนน่าจะมีอะไรผิดแปลก ที่ทำให้พ่อแม่ของตนไม่ดูแล ความคิดนี้ชักจูงให้ "ไทป์สี่" หันเข้าหาตัวเอง และหวังที่จะค้นพบตัวเอง

การรู้จักตัวเอง กลายเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญในชีวิต พวกเขาจะตกอยู่ในวังวนแห่งการคิดเกี่ยวกับตัวเอง ซึ่งทำให้ตนยิ่งดูประหลาด อ่อนแอ ไร้ทางสู้ กลายเป็นความก้าวร้าวต่อตัวเองและผู้อื่น แต่พวกเขายังรู้สึกด้วยว่าตนไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความก้าวร้าว พวกเขาจึงหลีกหนีพ่อแม่และคนอื่น ๆ แล้วหันความก้าวร้าวเข้าหาตัวเองคนเดียว

ความรู้สึกว่าตนประหลาด ทำให้ "ไทป์สี่" เริ่มค้นหาสิ่งที่ตนไม่เหมือนคนอื่น เพื่อใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ ความรู้สึกว่าตนเองปกตินั้นเป็นความรู้สึกที่ไม่มั่นคง พวกเขาติดยึดกับความคิดที่ว่าตัวเองประหลาด และโกรธหรืออิจฉาคนที่มีอะไร ๆ เหมือนคนอื่นทั่วไป

การหลีกหนีทั้งพ่อและแม่ ทำให้ "ไทป์สี่" เฝ้าคอยหาคนที่เข้าใจหรือเป็น "พ่อแม่ที่แสนดี" รู้จักพวกเขาอย่างที่พวกเขาเป็น พวกเขาจะมอบหน้าที่นี้ให้กับเพื่อนใหม่ หรือคนรอบข้างบางคน มองคน ๆ นั้นอย่างเลือเลิศ และคิดถึงวันที่แสนวิเศษที่ได้ร่วมชีวิตกัน แต่เมื่อได้รู้จักกันจริงก็จะพบว่า คน ๆนั้นไม่ใช้อย่างที่ต้องการ เขาเป็นแค่คนธรรมดา ๆ อีกคนหนึ่งซึ่งมีข้อเสีย พวกเขาจะเริ่มมองแต่ข้อเสียนั้น และเลิกสนใจเขา กลับมาหาใหม่และคาดหวังอีกกับคนใหม่ ๆ ซึ่งมักจะด้วยความร้อนรนยิ่งกว่าเดิม

ปัญหาของการเป็นศัตรูและการสิ้นหวัง

"ไทป์สี่" เป็นศัตรูกับตัวเอง ปฏิเสธตัวตนที่แท้จริงเพื่อสนับสนุนตัวตนในอุดมคติ พวกเขาตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองยังบกพร่องอยู่ ไม่คู่ควรกับตัวตนในอุดมคติ โกรธและหยุดยั้งตัวเองหรือลงโทษตัวเองในหลายรูปแบบ

ที่จริง "ไทป์สี่" ก็ยังเป็นศัตรูกับคนอื่นด้วย เขาโกรธใครก็ตามที่ท้าทายหรือเพิกเฉยต่อตัวตนในอุดมคติของเขา ซึ่งพวกเขาจะแสดงออกมาในลักษณะของการ เลิกคบเลิกเสวนาอย่างฉับพลันโดยไร้สาเหตุ ด้วยความที่ "ไทป์สี่" มีความคิดสร้างสรร พวกเขาจะประดิษฐ์คำประชดประชัดคนเหล่านั้น การเป็นศัตรูจะรุนแรงมากกับคนที่ "ไทป์สี่" คาดหวังไว้สูง พวกเขาจะระบายความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นเมื่อตอนที่รู้สึกไม่ดีกับพ่อแม่ของตนเองกับคน ๆ นั้น แต่จะหยุดทันทีก่อนที่ความสัมพันธ์จะถึงจุดจบ บ่อยครั้งที่ "ไทป์สี่" จะโกรธอยู่อย่างเงียบ ๆ

ในจิตไร้สำนึกของ "ไทป์สี่" มีความเป็นศัตรูกับพ่อแม่อยู่ เป็นความโกรธที่พ่อแม่ไม่เลี้ยงดูตนอย่างที่ตนต้องการ แต่ความโกรธนี้รุนแรงมากจนพวกเขาไม่สามารถแสดงมันออกมาได้ เป็นสิ่งที่ยากลำบากสำหรับชีวิตเพราะพวกเขาจมอยู่กับความเจ็บปวดในอดีต ซึ่งคนรอบข้างก็มักไม่รู้

ความคิดแง่ลบ และการเป็นศัตรู นำ "ไทป์สี่" ลงสู่ระดับเสื่อม พวกเขาสงสัยในตัวตนมากขึ้น ซึมเศร้าและหมดอาลัยตายอยาก พวกเขาต้องพยายามสร้างความรู้สึกอยากดำรงชีวิตต่อไป ทั้งที่ความรู้สึกไม่ดีต่อตัวเองกำลังทิ้มแทงตัวเองอย่างไม่มีทางเยียวยา เหมือนต้องว่ายทวนกระแสแห่งความหดหู่ ซึ่งนำไปสู่การเป็นโรคบ้า หรือการฆ่าตัวตายได้

การอุทิศตัวเพื่อค้นหาตัวเองโดยการหลีกหนีชีวิตจริงเป็นทางเลือกที่ผิดสำหรับ "ไทป์สี่" ความรู้สึกแบบนี้จูงใจพวกเขามาก แต่จะนำไปสู่ความรู้สึกสิ้นหวังในที่สุด

พวกเขาต้องค้นหาทางอื่นในการว่ายทวนกระแส ทางที่รักษาความรู้สึกเป็นตัวตนโดยไม่ต้องอาศัยการใช้อารมณ์ความรู้สึก หลีกเลี่ยงความรู้สึกยั่วยวนในการที่จะหลีกหนีโลก พวกเขาก็จะพ้นจากโอกาสในการทำร้ายตัวเอง และสร้างสรรสิ่งดีงามให้เกิดขึ้น และกลายเป็น "ไทป์สี่" ระดับดีที่มีชีวิตที่มีความหวัง และคอยสร้างสรรสิ่งดี ๆให้เกิดขึ้น

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "นักสร้างสรร"

พวกเขาเก่งในการรับรู้แรงบันดาลใจที่อยู่ในจิตไร้สำนึก และในเวลาเดียวกันก็เปิดรับเอาความประทับใจจากสิ่งรอบตัว ที่สำคัญพวกเขาทำอะไรโดยไม่หมกมุ่นกับตัวเอง และหากได้รับการฝึกฝนทักษะเพียงพอ พวกเขาก็จะสามารถนำเอาแรงบันดาลใจเหล่านั้นมาสร้างสรรเป็นงานศิลปะที่สูงค่ายิ่งได้

ความที่เขาสามารถหลุดพ้นจากการหมกมุ่นกับตัวเองนี้เอง ทำให้พวกเขาสามารถสร้างสรรสิ่งต่าง ๆ ได้ทั้งที่ความคิดสร้างสรรเป็นสิ่งที่รักษาไว้ให้ถาวรได้ยาก พวกเขาสามารถเปลี่ยนประสปการณ์ชีวิตไม่ว่าดีหรือขมขื่น ให้กลายเป็นสิ่งที่มีความงดงามได้ ความคิดสร้างสรรนั้นอันที่จริงแล้วไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับคนที่เป็นศิลปินเท่านั้น คนอื่น ๆ ก็ควรที่จะฝึกฝนด้วย เพราะมันคือวิธีหนึ่งในการให้ชีวิตใหม่กับตัวเอง และตอบแทนตัวเอง โดยการพาตัวเองหลุดพ้นจากอัตตา มันเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนประสบการณ์ในอดีตทั้งดีและร้าย ให้กลายเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ในวินาทีที่พวกเขาใช้ความคิดสร้างสรร พวกเขาจะหลุดพ้นจากอารมณ์ความรู้สึก และเริ่มค้นพบตัวเอง มองเห็นสิ่งที่ตนเองให้กับสังคม พวกเขาถูกพ่อแม่บอกว่าอะไรบ้างที่พวกเขาไม่ใช่ สิ่งที่จะบอกว่าอะไรบ้างที่พวกเขาใช่ก็คือสิ่งที่พวกเขาจะได้จากการใช้ความคิดสร้างสรร ในกิจวัตรประจำวัน "ไทป์สี่" จึงไม่จำกัดอยู่กับพวกศิลปินเท่านั้น แต่ "ไทป์สี่" ในระดับดีพบได้ในคนอาชีพอื่นที่มีความคิดสร้างสรร มีชีวิตชีวาด้วย

พวกเขาเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตอย่างลึกซึ้ง พวกเขาเรียนรู้ที่จะอนุญาตให้ตัวเองออกไปเผชิญโลกกว้าง เมื่อพวกเขาเปิดโลกทัศน์ พวกเขาก็จะได้รู้จักตัวเองมากขึ้นทุกที และก็เริ่มเข้าใจตัวเองอย่างช้า ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ในระดับสูงสุดของการพัฒนา พวกเขาให้ชีวิตใหม่กับตัวเองด้วยการใช้ความคิดสร้างสรรในการสร้าง วิญญาณ ให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าการสร้างสรร ภาพศิลป์ วรรณกรรม หรือการฟ้อนรำใด ๆ ระดับนี้เป็นระดับที่คนไทป์อื่นจะได้เรียนรู้อะไรดี ๆจาก "ไทป์สี่" และเป็นระดับที่ "ไทป์สี่" มีไฟอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ระดับสอง "ผู้ระลึกตน"

เมื่อใดก็ตามที่ "ไทป์สี่" ละเว้นจากการใช้ความคิดสร้างสรร การครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวตนก็จะเข้ามาแทนที่ "ไทป์สี่" เริ่มกลัวว่าจะหาตัวเองไม่เจอหากปล่อยให้ความรู้สึกและอารมณ์ล่องลอยอย่างเป็นอิสระ ดังนั้นพวกเขาจะเริ่มหันมาทบทวนตัวเองและระวังที่จะไม่ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ สิ่งที่สูญเสียไปก็คือความคิดสร้างสรร และการให้ชีวิตใหม่กับตัวเอง และเริ่มที่จะคิดเกี่ยวกับตัวเองมากขึ้น

แรงจูงใจพื้นฐานอย่างหนึ่งของ "ไทป์สี่" คือความอยากที่จะเข้าใจตนเอง พวกเขาต้องการสร้างภาพพจน์ของตัวตนขึ้นมาเป็นที่ยึดเหนี่ยว ซึ่งทำโดยการหันมาสนใจความรู้สึก และอารมณ์ภายในจิตใจ แทนที่จะหันเข้าหาคนอื่น การทำเช่นนั้นทำให้ "ไทป์สี่" มีสัญชาตญาณดี และมีอะไรมากมายในตัวเอง แต่ก็มีโทษด้วย เพราะอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา การค้นหาตัวเองโดยการสดับฟังอารมณ์ความรู้สึก ก็เหมือนกับเลือกเดินไปสู่ทางที่ไม่มีวันพบคำตอบ พวกเขามีแต่จะสับสนกับตัวตนมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามในระดับสอง "ไทป์สี่" ยังคงมีเหตุผลและสมดุลในอารมณ์ความรู้สึกอยู่

การตระหนักถึงอารมณ์ความรู้สึก ทำให้ใจของ "ไทป์สี่" หลุดออกจากสิ่งรอบตัวโดยปริยาย พวกเขาจะเริ่มมีปัญหาในเรื่องความกล้าในการเรียกร้องสิทธิที่ตนมี และเริ่มทำอะไรจับจด แต่ไม่กลัวใจตัวเองที่คิดอะไรที่ทำให้ต้องรู้สึกเจ็บปวด นอกจากที่พวกเขาจะไวต่ออารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวแล้ว พวกเขายังไวต่อความรู้สึกของคนอื่นด้วย เพราะ "ไทป์สี่" มีสัญชาตญาณดี สัญชาตญาณช่วยให้คนเรารับรู้ความเป็นจริงได้เองผ่านทางจิตไร้สำนึก

การตระหนักถึงตัวตนเป็นพื้นฐานสำคัญของคนที่มีสัญชาตญาณดี และ "ไทป์สี่" ก็มีมันอยู่อย่างมากมาย สัญชาตญาณที่ดีนี้ยังทำให้ "ไทป์สี่" มีปัญหาในการอธิบายความคิดของตนเองให้คนอื่นเข้าใจ เพราะสัญชาตญาณเป็นสิ่งที่ไม่มีตรรก และมีที่มามาจากจิตไร้สำนึก "ไทป์สี่" ต้องการเวลาในการเข้าใจสัญชาตญาณ และความกล้าในอันที่จะยอมรับสิ่งที่สัญชาตญาณบอกตน

ระดับสาม "ผู้เผยตน" "ไทป์สี่"

ในระดับดีต้องการการเปิดเผยตัวเองเพื่อจะได้รู้ว่าสัญชาตญาณของตนกำลังบอกอะไร พวกเขาเป็นไทป์ที่เป็นส่วนตัวมากที่สุด เปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้คนอื่นได้รับรู้อย่างตรงไปตรงมา พวกเขาไม่สวมหน้ากาก ไม่ซ่อนความเคลือบแคลง ความอ่อนแอ และไม่หลอกตัวเอง ไม่ว่าสิ่งที่ตัวเองรู้สึกจะเลวร้ายต่อตัวเองแค่ไหน พวกเขาไม่ปกปิดข้อด้อย หรือความผิดปกติของตัวเอง เพราะคิดว่าความจริงก็คือความจริง พวกเขาทนไม่ได้ที่จะสื่อสารกับคนอื่นในสิ่งที่ไม่เหมือนกับตัวตนของเขาเองทั้งหมด

ความที่เป็นคนที่จริงต่อตัวเองนี้เอง ทำให้ "ไทป์สี่" ในระดับนี้มีความเสี่ยงที่จะไม่ลงรอยกับคนที่ยึดถือประเพณีนิยมมากกว่าการซื่อสัตย์ต่อต่อเอง "ไทป์สี่" นั้นซื่อสัตย์ต่อตัวเองอย่างดูใส่อารมณ์ แต่สิ่งที่พวกเขาหยิบยื่นให้สังคมก็เป็นสิ่งที่มีค่า เป็นการบอกว่าคนเราทุกคนนั้นมีค่าในความเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น

การที่ "ไทป์สี่" ซื่อตรงต่อตัวเอง ทำให้พวกเขาคาดหวังว่าคนอื่นก็ควรทำเช่นกัน พวกเขาเคารพในความเป็นคนของคนอื่น ไวต่อความรู้สึกของคนอื่น เคารพความเป็นส่วนตัวและความต้องการของคนอื่น พวกเขาจะไม่ควบคุมคนอื่น ทำให้ "ไทป์สี่" เป็นพ่อแม่ เพื่อน นักจิตวิทยา และผู้ฟังที่ดี พวกเขามองคนอื่นว่าเป็นคนอีกคนหนึ่ง ไม่ใช่วัตถุที่เราอยากจะทำอะไรก็ทำ

พวกเขาไม่ปฏิเสธที่จะรับฟังเรื่องทุกข์ระทมของคนรอบข้าง พวกเขาจะรับฟังอย่างให้กำลังใจ "ไทป์สี่" ในระดับนี้มีความสุขอยู่กับทุกขณะ พวกเขาจึงช่วยทำให้คนรอบข้างสบายใจได้ คนอื่น ๆ จะมองดู "ไทป์สี่" เป็นคนเงียบ เข้มแข็งอยู่ภายใน ทำให้รู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ด้วย

ในระดับนี้ "ไทป์สี่" อยู่ในโลกของความเป็นจริง และสนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง พวกเขาจึงช่างสังเกต ว่องไว และพูดเก่ง หากพวกเขามีพรสวรรค์ในเรื่องศิลปะ คนอื่นจะสามารถอ่านสิ่งที่อยู่ในจิตไร้สำนึกของเขาได้ทางผลงานศิลปะของเขา ที่ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ นอกจากนี้พวกเขายังตระหนักอยู่เสมอว่า พวกเขาเป็นตัวของเขาเองที่ไม่เหมือนใคร พวกเขารู้ว่าตัวเองนั้นตัวคนเดียว แม้ว่าจะไม่ได้รู้สึกเหงา

เราพบอารมณ์ขันของ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ แม้ว่าสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขาจะดูเป็นเรื่องหนัก ๆ พวกเขาตลกเพราะมองเห็นความโง่เขลาของมนุษย์ที่ดิ้นรนอยู่กับสิ่งที่ไม่สำคัญ พวกเขาตระหนักดีว่ามนุษย์ที่ทั้งด้านดี ด้านชั่ว ด้านต่ำ ด้านสูง ด้านที่ตรงข้ามกันในตัวมนุษย์นี้เป็นเรื่องที่ทั้งน่าสงสารและน่าขบขันสำหรับพวกเขา พวกเขาจึงส่ายศีรษะให้กับความที่มนุษย์มีสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างมีอารมณ์ขัน โดยเฉพาะกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

ระดับสี่ "คนช่างฝัน"

"ไทป์สี่" ในระดับนี้กลัวว่า หากตนไม่รักษาอารมณ์ ความรู้สึก ความประทับใจ และแรงบันดาลใจให้ทำงานอยู่ตลอดเวลา ความเป็นตัวตนของพวกเขาจะหายไป พวกเขาจึงใช้จินตนาการปรุงแต่งอารมณ์ความรู้สึกของตนเองมากขึ้น ทำให้วันทั้งวันหมดไปกับการเพ้อฝันไร้สาระ แต่ยังอยู่ในระดับที่ไม่มีอันตราย พวกเขาเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง และจมอยู่ในวังวนของการครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวเอง

พวกเขายังคงมีความคิดสร้างสรรอยู่ แต่ใช้ไปกับตัวเองมากขึ้น และดูเป็นสากลน้อยลง ในขณะที่ "ไทป์สี่" ในระดับดีจะมีหัวศิลป์ "ไทป์สี่" ในระดับนี้จะเพียงแค่คิดว่าตัวเองมีหัวศิลป์ พวกเขายังคงหาทางที่จะแสดงตัวตนออกมาทางความคิดสร้างสรร แต่ไม่ต่อเนื่องเหมือนเดิม พลังงานถูกใช้ไปกับการปรุงแต่งอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น งานศิลปะจึงออกมาน้อยลง มันติดอยู่แต่ในสมองแทน

แน่นอน "ไทป์สี่" ทุกคนไม่ใช่ศิลปิน และศิลปินทุกคนไม่จำเป็นต้องเป็น "ไทป์สี่" แต่กิจกรรมทางศิลปะยังคงเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ เพราะมันคือทางในการแสดงออกของพวกเขาต่อสังคมโลก ถ้าพวกเขายึดอาชีพศิลปิน ในระดับนี้พวกเขาได้ค้นพบสื่อที่ตนถนัดที่สุด ในการใช้เป็นทางออกของการแสดงออกแล้ว พวกเขาจะฝึกฝนทักษะนั้นเพื่อให้สามารถแสดงออกได้อย่างใจต้องการ แต่หากพวกเขาไม่ได้ยึดอาชีพที่อนุญาตให้ได้ใช้ความคิดสร้างสรร พวกเขาจะคิดอยู่ในใจว่า อาชีพของพวกเขาเป็นเพื่อการทำมาหากินเท่านั้น สิ่งที่สนใจจริง ๆ จะอยู่ในศิลปะแขนงต่างๆ แทน หาก "ไทป์สี่" เหล่านี้มีไม้วิเศษ เกือบทุกคนจะเสกให้ตัวเองได้เป็น นักวาดภาพ นักร้อง นักเต้นรำ กวี นักเขียน ช่างแกะสลัก ผู้กำกับภาพยนตร์ ดีไซเนอร์ หรือศิลปินแบบใดแบบหนึ่ง

หาก "ไทป์สี่" ไม่มีโอกาสได้ใช้ศิลปะเท่าใดนัก พวกเขาก็จะคอยสร้างสรร สิ่งรอบตัวให้สวยงาม อาจแต่งบ้านอย่างมีรสนิยม สะสมงานศิลปะ หรือแต่งตัวดี ๆ ความงามเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจพวกเขาอย่างมาก เพราะมันกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึก ซึ่งเป็นผลทำให้พวกเขารู้สึกชัดเจนต่อตัวตนมากขึ้น ความงามเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตัวตนของ "ไทป์สี่" มองหา "ไทป์สี่" รู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตที่ขาดหายไป พวกเขาจึงทดแทนมันด้วยการให้ศิลปะมีอิทธิพลต่ออารมณ์ความรู้สึกของตน พวกเขาจึงเป็นคนโรแมนติก

การจัดสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้สวยงามทำให้พวกเขารักษาอารมณ์ความรู้สึกที่ส่งเสริมความเป็นตัวตนไว้ได้ตลอดเวลา พวกเขาให้ความสำคัญกับคำว่า "บรรยากาศ" และรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อได้อยู่ในที่ที่มีบรรยากาศที่ดูโรแมนติกหรือลึกลับ เสียงเพลง แสงเทียน การใช้สี วัตถุที่แสดงถึงความโรแมนติก ล้วนแล้วแต่เป็นใจให้กับอารมณ์ที่พวกเขาต้องการรักษาเอาไว้ การแต่งตัวที่มีรสนิยมที่แตกต่าง หรือการแต่งบ้านให้แปลกออกไปของ "ไทป์สี่" คือการประกาศอย่างเงียบ ๆ ว่านี่แหละความเป็นตัวฉันเอง

จินตนาการทำให้ "ไทป์สี่" หลุดออกจากโลกภายนอก พวกเขาใช้มันสร้างโลกใหม่ภายในใจแทน พวกเขาต้องการที่จะซาบซึ้งกับอารมณ์ความรู้สึกเพราะมันช่วยส่งเสริมตัวตน จินตนาการของพวกเขาอาจอยู่ในรูปแบบของ พระเจ้า ธรรมชาติ ตัวตน บุคคลในอุดมคติ หรือหลายอย่างปนกัน พวกเขาจะมองหาความหมายในสิ่งเหล่านั้น ลุ่มหลงอยู่กับความตายหรือความเป็นอนิจจังของสิ่งต่าง ๆ พวกเขาใช้จินตนาการบ่อยเสียจนชำนาญ และอาศัยมันในการสร้างความพึงใจให้กับตัวเองตลอดเวลา พวกเขาเริ่มเอาบุคคลที่ตนมักคิดถึงมาใช้เป็นวัตถุทางศิลปะ อาจจินตนาการว่ากำลังพูดอะไรกับคนรักหรือเพื่อน อยู่เป็นเวลานาน หรือคิดถึงฉากรัก การเกี้ยวพาราณสี การได้มาครอบครอง และร่วมรักกันอย่างมีความสุขที่สุด หรือแม้แต่การพรากจากกันอย่างขมขื่น

ในระดับนี้ พวกเขาจะเริ่มมองหาความผูกพันใกล้ชิดกับใครสักคน คนที่รู้จักตัวเขาดี คนที่เห็นเขาอย่างที่เขาเป็นและพิสูจน์ความเป็นตัวตนของเขาอันเป็นสิ่งซึ่งพวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับจากพ่อแม่ พวกเขาจะใช้เวลาไปกับการนัดพบเพื่อนเก่า หรือเฝ้ามองคนที่อยู่อีกฟากถนน เพื่อที่จะได้พบกับใครสักคน โดยส่วนใหญ่แล้ว "ไทป์สี่" ในระดับนี้มองว่าตนเดียวดาย แท้ที่จริงแล้วเขาเพียงแต่กำลังมองหาใครสักคนก็ได้ที่ยอมมีส่วนร่วมกับอารมณ์ความรู้สึก และความงามด้วยกัน

โชดไม่ดีที่ความสัมพันธ์ส่วนใหญ่ของ "ไทป์สี่" เกิดขึ้นแต่เพียงในจินตนาการ คนที่เขาคบด้วยนั้นย่อมไม่รู้ถึงความเป็นไปเหล่านั้น พวกเขาใช้จินตนาการสร้างความสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้น และเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาของการเปิดเผยตัว และความเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธ แน่นอนนานเข้า "ไทป์สี่" จะเริ่มรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนที่ตนคิดฝันไว้ อันที่จริงการใช้จินตนาการไม่ได้เป็นสิ่งผิด แต่ในระดับนี้ "ไทป์สี่" เริ่มที่จะเสียสมดุล สัณชาตญาณดี ๆ ที่ "ไทป์สี่" ในระดับดีมีกลับกลายเป็นการใช้จินตนาการอย่างไม่มีขอบเขตเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในระดับนี้แทน

ระดับห้า "คนโรแมนติก"

ในระดับนี้ "ไทป์สี่" เริ่มเห็นว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นการทำลายตัวตนของตัวเอง พวกเขากลัวว่าคนรอบข้างจะชี้ให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วพวกเขาแตกต่างจากตัวตนในอุดมคติของพวกเขา ตัวอย่างเช่นพวกเขาอาจคิดว่าตัวเองเป็นศิลปิน แต่ก็ไม่ได้สร้างงานศิลปะอะไรออกมาเลยหรือเอาแต่สงสัยในคุณค่าของงานของตน คนรอบข้างจึงอาจทำร้ายจิตใจของเขาได้เมื่อชี้ให้เขาเห็นว่าเขาไม่ใช่ศิลปิน ในโลกของจินตนาการ ทุกอย่างเป็นไปได้ตามใจนึก "ไทป์สี่" จึงติดอยู่กับจินตนาการ หรือคนรอบข้างที่สนับสนุนตัวตนของเขาเท่านั้น

"ไทป์สี่" ในระดับนี้ ขี้อาย เก็บตัว ตำหนิตัวเอง พวกเขาต้องการให้คนอื่นมองเขาอย่างที่เขาอยากให้เป็น แต่กลัวการถูกหัวเราะเยาะ ซึ่งก็เป็นการกลัวที่มีเหตุผล เพราะในระดับนี้ "ไทป์สี่" มักสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่ตัวเองขึ้นมาแล้ว และอยากให้คนอื่นยอมรับภาพลักษณ์นั้นทั้งที่มันไม่จริง เช่น อาจพยายามพูดสำเนียงคนกรุง ทั้งที่เป็นคนบ้านนอก พวกเขาเริ่มปฏิเสธตัวเอง และแทนที่จะพยายามสร้างภาพพจน์ที่ไร้ที่ติให้คนอื่นเห็นตลอดเวลาอย่างในกรณีของ "ไทป์สาม" พวกเขาจะแอบซ่อนตัวตนในอุดมคติเอาไว้แทน และบอกตัวเองว่าคนอื่นไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกอันลึกซึ้งของตน พวกเขาหลบหนีผู้คนและหลีกเลี่ยงการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว แต่จะหาเพื่อนที่เข้าใจ และเปิดเผยสิ่งต่าง ๆ ด้วยการสนทนากันเป็นเวลานาน ๆ ซึ่งทำให้รู้สึกดี และเหมือนมีใครสักคนได้เข้ามาสัมผัสโลกของเขาแล้ว ความรู้สึกแบบนี้เกิดขึ้นเพราะ "ไทป์สี่" มีความต้องการอย่างแรงกล้าแต่อยู่ในจิตไร้สำนึก ที่จะหาใครสักคนที่จะปัดเป่าความรู้สึกเหงา และใครสักคนที่เป็นพ่อแม่ที่ดีของตน ลึก ๆ แล้ว พวกเขาต้องการการปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดจากคนอื่น พวกเขาจะทดสอบความรักด้วยการดูว่า คน ๆ นั้นสามารถทนกับอารมณ์ที่ไม่แน่ไม่นอน และการเอาแต่ใจตัวของตนได้ขนาดไหน พวกเขามักทำตัวให้เข้าถึงได้ยาก แต่ไม่ถึงระดับที่คน ๆ นั้นจากตีจากไปเพราะทนไม่ได้ คน ๆ นั้นต้องทำตัวเหมือนคนเดินบนเปลือกไข่ เพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ "ไทป์สี่" อาศัยความอ่อนแอของตนในการเรียกร้องความสนใจ และควบคุมคนอื่น พวกเขาต้องการให้คนอื่นทนต่อความเจ้ากี้เจ้าการและนิสัยไม่ดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกเขา แต่ตัวเองกับหงุดหงิดกับข้อเสียของคนอื่นง่ายมาก

คนรอบข้างมักทนอยู่กับ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ได้ไม่นาน เพราะมันเต็มไปด้วยการสนทนาที่ยาวนานเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก และปัญหา ในระดับดี "ไทป์สี่" เร้าอารมณ์คนอื่นเพราะเขาสนใจคนอื่นและสิ่งรอบตัว แต่ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ไม่ชอบฟังเรื่องคนอื่นหากไม่มีผลกระทบกับความรู้สึกของตนด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ พวกเขาใช้พลังงานไปมากแล้วกับการคิดเกี่ยวกับตัวตน พวกเขาไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะจัดการกับปัญหาแทนคนอื่น

อย่างไรก็ตาม ในระดับนี้ พวกเขายังคงแยกออกระหว่างความเป็นจริง กับสิ่งที่อยู่ในจินตนาการ ซึ่งยิ่งกลับทำให้พวกเขาสับสนเกี่ยวกับตัวตนมากขึ้น พวกเขาจะรู้สึกว่าการพบปะผู้คน การสนทนาเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นเรื่องยาก พวกเขาดูเก้ง ๆกางๆ ในสังคมและรู้สึกกดดัน แต่ในใจก็แสวงหาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ความสนใจภาพพจน์ของตัวเองมากเกินไปนี่เองที่ทำให้เป็นปัญหา พวกเขารู้สึกอิจฉาคนอื่น ๆ ที่เข้าสังคมได้ดี และโกรธคนเหล่านั้นอย่างเงียบ ๆ ความสงสัยในตัวตน ความไม่นับถือตัวเอง และความเป็นศัตรูกับคนอื่นกำลังทำลายตัวเขา

สิ่งที่สังคมคาดหวัง และการต้องการของคนรอบข้างเป็นภาระสำหรับพวกเขา พวกเขาจะไม่ทำตามความต้องการของคนอื่น ตรงกันข้าม พวกเขาจะทำตัวเงียบและลึกลับเพื่อกระตุ้นให้คนอื่นหันมาสนใจตน หาก "ไทป์สี่" ถูกใครทำร้ายจิตใจ พวกเขาจะประท้วงโดยการเหม่อลอย หรือทำเป็นว่าไม่มีคน ๆ นั้นอยู่ในโลก ซึ่งเป็นความก้าวร้าวเพียงอย่างเดียวที่ "ไทป์สี่" ยอมให้ตัวเองแสดงออกมาได้ และพวกเขาจะยิ่งโกรธมากถ้าคน ๆนั้นไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังประท้วงอยู่

ปัญหาส่วนใหญ่ของ "ไทป์สี่" เกิดจากความที่เป็นคนมองอะไรเป็นเรื่องส่วนตัวไปหมด พวกเขาชอบหาความหมายเชิงอารมณ์ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในสิ่งที่ได้รับในแต่ละวัน เรียกได้ว่าเป็นคนอ่อนไหว ขี้ใจน้อย การถูกรถคันอื่นปาดหน้าอาจทำให้พวกเขาหงุดหงิดไปทั้งวัน คำวิจารณ์เกี่ยวกับทรงผมใหม่จากเพื่อนคนหนึ่งอาจทำให้เขาเก็บไปคิดได้เป็นเดือน บ่อยครั้งที่พวกเขามองหาคำตำหนิในคำชมของผู้อื่น ถ้าเพื่อนของเขาแสดงความยินดีที่เขาลดความอ้วนได้สำเร็จ พวกเขาจะคิดว่าเพื่อนคนนั้นกำลังวิจารณ์ความอ้วนที่เคยมีมาในอดีตของเขา "ไทป์สี่" ไม่สามารถทำตัวสบาย ๆไปวัน ๆ ได้ เพราะความห่วงภาพพจน์ของตัวเองมากเป็นอุปสรรคสำคัญ

ชีวิตแบบนี้ทำให้ "ไทป์สี่" ขาดความสุข แต่พวกเขาแก้ปัญหาโดยการใจลอย ซึ่งทำให้แย่กว่าเดิม พวกเขารู้สึกว่ามีอะไรภายในตัวที่เรียกเขาเข้าไป แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร การกลับออกมาสู่โลกภายนอกจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าความต้องการหรือปัญหาของสิ่งที่อยู่ภายในยังไม่ได้รับการตอบสนอง การที่ "ไทป์สี่" ใช้ความรู้สึกต่างสิ่งต่าง ๆอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม พวกเขาต้องมาหาความรู้สึกต่อสิ่งนั้น ๆก่อน พวกเขาผลัดวันประกันพรุ่ง หรือทำสิ่งอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศก่อน ถ้ารู้สึกว่ายังไม่มีอารมณ์จะทำอะไร มิฉะนั้นก็จะต้องฝืนใจทำอย่างไม่มีความสนุกกับงาน

การใช้แต่ความรู้สึกอาจไม่เป็นปัญหา แต่สำหรับ "ไทป์สี่" แล้วความรู้สึกที่ใช้ล้วนแต่ไม่รื่นรมย์ทั้งสิ้น พวกเขาจมอยู่กับปมด้อยของตนเอง และใช้เวลาทั้งวันไปกับการคิดถึงคำสนทนาเก่า ๆ ที่น่าเจ็บปวด แล้วจินตนาการถึงการแก้แค้นแบบต่าง ๆที่อย่างทำกับคนที่ทำร้ายพวกเขา พวกเขาอยู่ในโลกของจินตนาการ มากกว่าที่จะทำอะไรให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

ระดับหก "คนพิเศษ"

ยิ่งหมกมุ่นกับตัวเองเท่าไร "ไทป์สี่" ก็ยิ่งห่างไกลสังคมขึ้นไปทุกที ในระดับนี้พวกเขารู้สึกแตกต่างกันคนอื่น เพราะมัวแต่อยู่ในโลกของจินตนาการ และความแตกต่างนี้ทำให้พวกเขาต้องทำอะไรที่แปลก ๆ เพื่อที่จะสนองความต้องการของตัวเอง การทำตัวอยู่นอกกฏเกณฑ์ และเป็นตัวของตัวเองอย่างไร้ขีดจำกัด ทำให้พวกเขาทำทุกอย่างตามความพอใจ

ธรรมชาติของ "ไทป์สี่" คือการพยายามสร้างภาพลักษณ์ของตัวตนที่แน่ชัดขึ้นมา แต่ในระดับนี้ "ไทป์สี่" สร้างภาพลักษณ์ด้วยการจำกัดตัวเองให้อยู่ในซอกหลืบ เพราะพวกเขาจะนิยามตัวเองโดยการบอกว่าอะไรบ้างที่ตนไม่ใช่ อะไรที่ตนไม่ชอบ พวกเขาเริ่มปฏิเสธการทำกิจวัตรประจำวันที่คนทั่วไปทำ ไม่ยอมหางานทำ ไม่ฝึกฝนทักษะใด ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง ไม่ทำงานบ้าน ไม่ร่วมกิจกรรมทางสังคมใด ๆ พวกเขาดูถูกคนที่ชอบทำตามกระแส เพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจากความไม่แน่ใจในตัวตน ความอิจฉาและอาการขี้หงุดหงิดคนอื่นกำลังก่อตัวขึ้น พวกเขามักบอกว่าตนไม่ต้องการชีวิตอย่างคนทั่วไป แต่ความจริงแล้วกำลังอิจฉาคนเหล่านั้นอยู่ และรู้แก่ใจว่าตัวเองนี่แหละที่ไม่มีความสุข พวกเขาบอกตัวเองว่า คนเหล่านั้นเป็นคนที่ขาดความลึกซึ้ง มองอะไรตื้น ๆไม่เหมือนกับตน แต่ทุกครั้งที่เห็นคนเหล่านั้นกำลังมีความสุข พวกเขารู้สึกเหมือนกับถูกตบหน้าอย่างแรง

คนอื่นอาจรู้สึกสนใจหรือเห็นอกเห็นใจตลอดจนสะดุดใจในความขี้อายและความอ่อนแอของ "ไทป์สี่" ในระดับที่สูงกว่านี้ แต่ในระดับนี้ไม่ใช่ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ทำตามใจตัวเองเท่านั้น และคิดว่าควรทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่อารมณ์และความรู้สึกกำหนด การทำตามใจตัวเองจะทำให้ "ไทป์สี่" เป็นคนอ่อนแอลงทุกขณะ เพราะมันไม่ได้เป็นการทำตามสิ่งที่ตัวของเขาเองต้องการจริง ๆ เป็นเพียงแค่ความต้องการชั่ววูบ และเพื่อที่จะทำตามใจตัวเองได้ท่ามกลางความเป็นจริง "ไทป์สี่" ต้องมีใครสักคนสนับสนุน

ในระดับนี้ บางรายมีลักษณะแบบผู้ดีจอมปลอมแทนที่จะเป็นเปิดเผยตัวเองอย่างแท้จริงอย่างใน "ไทป์สี่" ระดับดี ในบางรายที่เป็นศิลปิน งานศิลป์ของพวกเขาจะเป็นงานที่ทำตามใจตัวเองอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ไม่ค่อยสร้างสรร อะไรออกมาเป็นรูปธรรมเท่าไรนัก บทกวี ทำนองเพลง หรือพล็อตบทละคร หลั่งไหลออกมาจากจินตนาการ แต่พวกเขาก็ไม่เคยจดบันทึกมันไว้แต่อย่างใด

"ไทป์สี่" ในระดับนี้กังวลว่าตนเองได้พลาดหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตไป บางรายมีอาการ "ไฮโปคอนเดรีย " อย่างอ่อน คิดว่าตนเองเป็นโรคต่าง ๆ เพราะความที่ขาดคนสนใจ อาการสังเวชตัวเองเป็นอาการที่ขาดเสน่ห์อย่างที่สุด แต่ "ไทป์สี่" ก็ยังชอบที่จะทำ เพราะมันเป็นการหาเหตุผลในการทำอะไรตามใจตัวเองอย่างหนึ่ง

ในระดับนี้เราจะพบด้วยว่า "ไทป์สี่" ชดเชย ความที่ตนไม่ประสบความสำเร็จใดๆ ด้วยการร่วมกิจกรรมทางเพศนิรนามอย่างปลดปล่อย และเกินขอบเขต พวกเขาอาจไม่ทำอะไรเลย นอกจากเพ้อฝันอยู่กับจินตนาการทางเพศตลอดเวลา ช่วยตัวเองบ่อย ๆ หมกมุ่นกับการคิดถึงแต่คนที่เป็นที่รักเพื่อที่จะได้รู้สึกเจ็บ สุข ปรารถนา ร้อนแรง ไร้สาระ หรืออดรนทนไม่ได้ หรือพวกเขาอาจนอนมากเกินธรรมดา กินจุ ติดยา หรือขี้เมาก็ได้

การที่มีชีวิตที่ใช้จินตนาการตลอดเวลา ทำให้อารมณ์เร้าร้อนไปด้วยตัณหา พวกเขากำลังถอยหลังลงนรกในสายตาของคนทั่วไป แต่พวกเขาเองมักตาบอด คิดเพียงว่าตนเองกำลังทดแทนสิ่งที่ตนขาดหายไป พวกเขาไม่ยอมรับว่าที่ตนรู้สึกขาดเป็นเพราะขาดการติดต่อกับโลกของความเป็นจริง

ระดับเจ็ด "ผู้ซึมเศร้า"

ผลของการทำอะไรตามใจตัวเองทำให้ "ไทป์สี่" สร้างความวิตกกังวลอันใหม่ขึ้นมา นั้นก็คือกลัวที่จะหมดโอกาสที่จะบรรลุสิ่งที่ฝันและหวังไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้จักตนเอง เมื่อใดก็ตามที่มีอะไรมาสั่นคลอนความหวังเหล่านั้น พวกเขาจะหลีกหนีความจริง เหมือนเต่าที่หดหัวด้วยความหวาดกลัวและเพื่อป้องกันไม่ให้สูญเสียมากไปกว่านี้ ในระดับนี้ พวกเขาตำหนิตัวเองว่าได้ปล่อยเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ทำให้ตัวเองด้อยทั้งทางด้านส่วนตัว สังคม หรือทักษะต่าง ๆ อีกทั้งอิจฉาคนอื่นที่ประสบความสำเร็จในเรื่องที่ตนคิดว่าพวกเขาไม่คู่ควร พวกเขาเริ่มเห็นว่าการหลีกหนีโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ได้ช่วยให้ค้นพบตัวเอง มันเป็นการเสียเวลาเปล่า และรู้สึกว่าตนเองเป็นชีวิตที่ล้มเหลว

ถึงขั้นนี้ จิตไร้สำนึกของพวกเขาจะเริ่มกันพวกเขาออกจาก ความต้องการทั้งหลายที่มีความหมาย เพียงเพราะไม่ต้องการที่จะเจ็บปวดอะไรอีก ผลก็คือการเก็บกดความรู้สึกทุกประเภท ไม่มีความหวัง ไม่มีความคิดสร้างสรร อ่อนล้า เมินเฉย หลีกหนีคนอื่นและตัวเอง ไร้หัวใจ และยากที่จะทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะนั่งลงเขียนสิ่งต่าง ๆ โทรหาเพื่อน ไปดูหนัง หรือแม้แต่ออกไปพบจิตแพทย์ยิ่งยากใหญ่ พวกเขารู้สึกอยากนอนอยู่บนเตียงทั้งวัน และไม่อยากแม้แต่จะทำอะไรตามใจตัวเองอย่างเคย เพราะพวกเขาไม่สามารถโน้มน้าวใจตัวเองให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใด ๆได้อีกต่อไป

พวกเขารู้สึกด้วยว่า คนรอบข้างนี่แหละทำให้เขาห่อเหี่ยว เขาเคืองคนในครอบครัว เพื่อน โลก และตัวเอง มองปัญหาของตัวเองว่าหนักกว่าใคร เพราะ "ไทป์สี่" ชอบมองว่าตนเองมีแตกต่างจากใครในระดับนี้จึงมองว่าปัญหาคนตนเองนั้นหนักหน่วงที่สุดไม่มีทางแก้ได้ พวกเขามักประหลาดใจเมื่อเข้ารับการบำบัดจิตภายหลังแล้วพบว่าคนอื่น ๆ มีปัญหาแบบเดียวกับตนและอาจจะหนักกว่าเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม การรู้ว่าคนอื่นลำบากกว่าก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาดีขึ้น ความโกรธและความขมขื่นมันยิ่งใหญ่เสียจนพวกเขาต้องใช้พลังงานทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่อย่างน้อยนิดรับมือกับมัน และการที่ "ไทป์สี่" เป็นคนที่รู้ตัวเองดีโดยธรรมชาติ พวกเขารู้ว่าพวกเขากำลังมีอาการซึมเศร้า และเป็นเรื่องยากอย่างสุดขีดที่จะเอาชนะความรู้สึกนี้ ทุกสิ่งล้วนไร้ค่าและกำลังจะสูญสิ้น

ระดับแปด "ผู้ทรมานตน"

ระดับนี้ "ไทป์สี่" กลัวว่าตนเองกำลังถึงจุดจบเพราะอาการซึมเศร้า และการไม่ทำอะไรเลย การผิดหวังตัวเองกำลังกลายเป็น การเกลียดตัวเอง พวกเขาจะหมกมุ่นอยู่กับการมองตัวเองในแง่ร้าย ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีโอกาสคิดดีได้อีกเลย พวกเขาเริ่มจินตนาการว่าตนเอง ถูกเนรเทศ ตกเป็นเหยื่อของการสังเวย ถูกพ่อแม่ทรมาน ถูกตนเองทำร้าย น่าสมเพส และถูกปฏิเสธจากคนรอบข้าง รู้สึกผิดที่มีชีวิตอยู่ ไร้ประโยชน์ หนักแผ่นดิน ไม่มีเสียยังดีกว่า และนอกจากจะคิดเกลียดตัวเองแล้ว ก็ยังคิดเอาเองว่าคนรอบข้างก็เกลียดพวกเขา พวกเขาไม่มีความมั่นใจในตัวเองหลงเหลืออยู่ และมองไม่เห็นทางที่จะพัฒนาให้มีขึ้นมาได้ พวกเขาอาจนั่งอยู่เฉย ๆเป็นชั่วโมง ระเบิดน้ำตาออกมา แล้วก็นั่งคิดอะไรตำหนิตัวเองต่อไปอีก

พวกเขาเริ่มทำร้ายตัวเอง ตัดโอกาสตัวเอง และกล่าวหาเพื่อนที่ยังพอหลงเหลืออยู่ของพวกเขา พวกเขายังคงหวังว่าจะมีใครมาปลดปล่อยพวกเขา คนที่เป็นเหมือนพ่อแม่ในอุดมคติของเขา แต่ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากขึ้น ถ้าหากพวกเขาติดยาอยู่แล้ว พวกเขาจะใช้มันหนักหน่วงขึ้นอีก ทุกสิ่งทุกอย่างดูเป็นเหมือนเครื่องทรมานพวกเขา ถ้าเขาเคยเป็นศิลปิน ผลงานเก่า ๆกำลังล้อเลียนพวกเขา ถ้าเขาเคยรักใคร คนคนนั้นกำลังหลอกหลอนเขา และถ้าเขาเคยทำงานอะไร ความล้มเหลวเหล่านั้นก็กำลังทิ่มแทงใจเขา การกล่าวหาตัวเองตลอดเวลานั้นอาจมีทางออก แต่โชคไม่ดีที่ธรรมชาติของ "ไทป์สี่" นั้นรู้ตัวเองตลอดเวลา พวกเขารู้ตัวดีว่ากำลังกล่าวหาตัวเอง แต่ก็ยังทำ ดังนั้นทางออกทางเดียวก็คือ การไม่สนใจตัวเองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งทำได้ยากสำหรับพวกเขา

ระดับเก้า "ผู้ทำร้ายตัวเอง"

"ไทป์สี่" ในระดับนี้เริ่มคิดทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม ทางตรงหรือทางอ้อม เป็นเรื่องที่คนไทป์อื่นเข้าใจได้ยากว่าทำไม "ไทป์สี่" จึงหลีกหนีความเป็นจริง ทุกสิ่งที่สวยงาม มีคุณค่า ทั้งหลายในโลกนี้เป็นเสมือนที่ที่ทิ่มแทงพวกเขา และยากที่จะทนอยู่ในสภาพแบบนี้ได้นาน พวกเขาจึงคิดกำจัดตัวเอง การฆ่าตัวตาย ไม่เพียงแต่เป็นการหลีกหนีความทุกข์ทรมานสำหรับพวกเขา แต่มันเป็นเสมือนการประท้วงคนรอบข้างที่ไม่เอาใจใส่เขา ปล่อยให้เขาต้องหลีกหนีความเป็นจริงอยู่คนเดียว การฆ่าตัวตายเป็นการหลีกหนีระดับสุดท้าย ซึ่ง "ไทป์สี่" เลือกใช้แทนพฤติกรรมก้าวร้าว การทำความผิด หรือการรับผิดชอบ นอกจากนี้ "ไทป์สี่" อาจฆ่าคนอื่นที่ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เขาต้องทนทุกข์ได้ด้วย หากพวกเขาผิดหวังในความรัก พวกเขาอาจก่อการฆาตกรแบบหึงหวง สังหารคนที่ตนรัก และฆ่าตัวตายตาม

การฆ่าตัวตายทำให้ "ไทป์สี่" รู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีสิ่งหนึ่งที่ใช้ควบคุมสิ่งต่าง ๆได้ หากทุกข์ทรมานมากถึงระดับหนึ่งเมื่อไร การฆ่าตัวตายย่อมช่วยได้ ก่อนที่จะถึงระดับนี้ พวกเขาจะครุ่นคิดถึงการฆ่าตัวตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งคิดเท่าไร ก็ยิ่งเชื่อว่าการฆ่าตัวตายเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหา พวกเขาจะซักซ้อมการฆ่าตัวตายด้วยการใช้จินตนาการอยู่หลายครั้ง และอาจกระทำจริงโดยไม่ยั้งคิด หรือเผยให้ใครได้รู้ก่อนได้

พัฒนาการ

"ไทป์สี่" ไปสู่ "ไทป์สอง"

"ไทป์สี่" ตั้งแต่ระดับสี่ลงไป เริ่มมีลักษณะของ "ไทป์สอง" ในระดับสี่ลงไปหลายอย่าง แม้ว่าพวกเขาจะหลีกหนีสังคม แต่พวกเขาก็โหยหาคนที่รักและเข้าใจ การแสวงหาความรักจากคนอื่นอย่างที่ "ไทป์สอง" เป็น จึงเกิดขึ้น เพราะ "ไทป์สี่" หวังว่าสักวันตนเองจะได้รู้จักรักตัวเอง และปล่อยให้ตัวเองเป็นอย่างที่ตัวเองเป็นบ้าง

ในระดับสี่ "ไทป์สี่" ปรารถนาความสัมพันธ์สองต่อสอง แต่รู้สึกเครียดเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์ ดังนั้นจึงมีพฤติกรรมของ "ไทป์สอง" ที่ชอบพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าตนรักเขาแค่ไหน และเตือนคนรักอยู่เสมอว่าความสัมพันธ์นั้นมีค่าแค่ไหน ทั้งนี้เพื่อให้ตัวเองแน่ใจว่ารักนั้นเป็นรักยืนยง

ในระดับห้า "ไทป์สี่" สนใจตัวเองมากเสียจนไม่อยากฟังเรื่องของใครและพูดแต่เรื่องตัวเอง ทำให้ทุกคนไม่อยากอยู่ใกล้กลายเป็นความวิตกกังวลสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มเข้ามายุ่มย่ามชีวิตของคนที่ตนรัก ทำตัวเป็นเจ้าของ ไม่ยอมห่าง หาวิธีที่จะทำให้ตนเป็นที่ต้องการของคนที่ตนรักทุกวิถีทาง และไม่ยอมให้คนรักอยู่ไกลตัวเองไปเวลานาน เหมือนกับ "ไทป์สอง"

ในระดับหก การเอาแต่ใจตัวเองตลอดเวลาทำให้ "ไทป์สี่" มีความจำเป็นต้องพึ่งใครสักคนในเรื่องเงินทอง เพื่อรักษาวิถีชีวิตแบบ ศิลปิน ของเขาไว้ พวกเขาจะเหมือน "ไทป์สอง" ที่ชอบทวงบุญคุณ และการที่พวกเขาสนใจแต่ตัวเอง เขาจะถือว่า การส่งสีหน้าเพียงเล็กน้อย หรือการให้ของขวัญเล็ก ๆน้อย ๆของพวกเขา เป็นความกรุณาอย่างยิ่ง พวกเขาจะย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงความกรุณาที่พวกเขามีให้เพื่อไม่ให้คนที่ตนรักคิดตีจาก พวกเขาคิดอยู่เสมอถึงบุญคุณต่าง ๆ และความสุขที่คนรักได้รับจากการที่มีพวกเขาอยู่ใกล้ ๆ พวกเขาอยากให้คนอื่นมองว่าตนมีพรสวรรค์ ทั้งที่จริง ๆแล้วเอาแต่ฝันไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา

ในระดับเจ็ด ชีวิตของพวกเขาจะขาดคนที่ยังหวังดีต่อเขาไม่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะพวกเขาอ่อนล้าเกินกว่าที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ที่เลวร้ายก็คือ "ไทป์สี่" ในระดับนี้ ไม่น่าเข้าใกล้ พวกเขาหงุดหงิดและโกรธคนอื่น ดังนั้นพวกเขาจึงกลัวว่าสักวันจะต้องถูกทอดทิ้ง และเริ่มมีศิลปะในการหลอกใช้คนอย่าง "ไทป์สอง" พวกเขาจะพูดให้คนรอบข้างรู้สึกผิด หรือพูดทำลายความเชื่อมั่นของคนอื่นเพื่อให้พวกเขายังคงดูแลตนต่อไป และน่าเศร้าที่ในระดับ "ไทป์สี่" ส่วนใหญ่มักต้องได้รับการอุปการะจากพ่อแม่หรือญาติสนิท ที่ซึ่งจิตใต้สำนึกของเขาต้องการหลีกหนีไป พวกเขายังหวังว่าจะมีคนที่เข้าใจ แต่ระดับนี้ก็เป็นระดับที่แย่เกินกว่าที่ "ไทป์สี่" จะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับใครได้

ในระดับแปด นิสัยชอบตีกรอบล้อมตัวเอง และประคบประหงม ตลอดจนความก้าวร้าวที่กดเก็บ และแรงขับทางเพศของ "ไทป์สอง" ระเบิดออกมาในระดับนี้ พวกเขาอาจพึ่งแอลกอฮอล์ หรือหาความสุขจากการถูกบังคับทางเพศ วิ่งไล่ตามคนที่เป็นวัตถุทางเพศสำหรับตน โดยเฉพาะถ้าพวกเขาอยู่ในสถานะทางสังคมที่เหนือกว่า พวกเขาอาจเผยความโกรธเกลียดคนอื่นออกมาอย่างชัดเจน ทำร้ายร่างกายคนตนคิดว่าที่เป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการที่ตนต้องทนทุกข์ทรมาน

ในระดับเก้า จิตสลาย พวกเขาอาจบังคับให้ใครสักคนปรนนิบัติตน หรือทำตัวเป็นปรสิตคอยเกาะคนอื่นกินเพราะไม่มีเงิน ไม่ใส่ใจต่อความคาดหวังใด ๆของคนอื่น แม้กระทั้งความคาดหวังว่าเขาจะหายดี การที่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลานี้เป็นสิ่งที่ยิ่งตอกย้ำปมด้อย และความไม่นับถือตัวเองของตนเข้าไปอีก ดังนั้น พวกเขาจะเริ่มโกรธเกลียดคนที่คอยปรนนิบัติเขา สลับกับการเกลียดตัวเอง หากไม่ได้รับการแก้ไข พวกเขาจะต้องเป็นบ้า ฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างในที่สุด

"ไทป์สี่" ไป "ไทป์หนึ่ง"

"ไทป์สี่" ในระดับดี ค้นพบตัวเองได้ด้วยการมองอะไรอย่างมีจุดหมาย ไม่ใช้อารมณ์หรือจินตนาการ "ไทป์หนึ่ง" มองโลกอย่างเป็นจริง และนำมาปฏิบัติอย่างมีหลักการ กล้าทำ และไม่หมกมุ่นกับตัวเอง "ไทป์สี่" ในระดับดีจึงใช้พลังไปในทางที่เป็นประโยชน์ มากกว่าความสนใจส่วนตัวหรือเพื่อความพึงพอใจ พวกเขาเชื่อว่ามีค่านิยมในสังคมบางอย่างที่คนเราควรประพฤติตาม พวกเขายินดีที่จะมีวินัยในตัวเอง ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อนำเอาสิ่งที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ พวกเขาพบว่าอิสรภาพคือความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ไม่ใช่การทำอะไรตามใจตัวเองเพื่อค้นหาตัวเองอย่างผิด ๆ การอยู่กับโลกภายนอก ทำให้เขามองเห็นจุดที่จะค้นพบตัวเอง พวกเขาไม่ได้ถึงกับละทิ้งอารมณ์ความรู้สึก แต่สามารถนำมันมาปรับใช้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของความเป็นจริง

การที่พวกเขาอยู่กับความเป็นจริงตลอดเวลา ทำให้พวกเขาเลิกเอาแต่ใจตัวเอง เพราะไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองประหลาด พวกเขายอมให้กับความเป็นจริง เต็มใจที่จะจำกัดตัวเองตามแบบแผนสังคม พวกเขาเป็นครูที่ยอดเยี่ยมเหมือนกับ "ไทป์หนึ่ง" ในระดับดี และความเป็น "ไทป์สี่" ยังทำให้พวกเขาเอาความรู้สึกและอารมณ์ที่ดี ๆ มาใช้กับโลกภายนอก รู้จักแยกแยะ รู้อะไรลึกซึ้งเพราะจิตที่ว่าง

พวกเขาหลุดพ้นจากตัวตน กระทำสิ่งต่างๆ อย่างไม่ใส่อารมณ์ พวกเขาจึงเรียนรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเองได้ พวกเขาพินิจดูความคิดสร้างสรรที่ตนมี ชีวิตคู่ที่ประสบความสำเร็จ และการกระทำที่ดีงามของตัว ก็รู้ว่าแท้จริงพวกเขาคือใคร และมีเหตุผลที่ดีในการที่จะเคารพตัวเอง พวกเขาได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำเป็นสิ่งที่ดี คนที่ทำมันขึ้นมาก็ย่อมเป็นคนดีด้วย

ไทป์ย่อย

"ไทป์สี่ปนสาม - ผู้ดี"

บุคลิกภาพของ "ไทป์สี่" เมื่อผสมกับ "ไทป์สาม" จะเกิดบุคลิกที่ขัดแย้งและแปรปรวนขึ้น แม้ภายนอกจะดูตรงข้ามกัน แต่ลักษณะทั้งสองจะเสริมกันได้ หากถูกใช้อย่างถูกวิธีจะชดเชยจุดอ่อนซึ่งกันและกัน เพราะ "ไทป์สี่" มีลักษณะหันเข้าหาตัวเอง เหม่อลอย และหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ในขณะที่ "ไทป์สาม" หันเข้าหาคนอื่น ชอบติดต่อกับคน และมองที่เป้าหมาย ในขณะที่ "ไทป์สี่" กลัวการเปิดเผยตัวเอง หรืออีกนัยหนึ่งกลัวความสำเร็จ "ไทป์สาม" กลับชอบอวดตัว และมีนิสัยแข่งขันเพื่อเอาชนะ "ไทป์สี่" เก็บตัวในขณะที่ "ไทป์สาม" ดูมีเสน่ห์และมีทักษะทางสังคม สิ่งเหล่านี้เกิดจากพื้นฐานในการสร้าง ภาพพจน์ และความเคารพตัวเองที่แตกต่างกัน "ไทป์สี่" พัฒนาภาพพจน์แบบส่วนตัวมาก ๆ เช่น ในจินตนการหรืออารมณ์ความรู้สึก ในขณะที่ "ไทป์สาม" สร้างภาพพจน์ผ่านสังคม และพยายามให้ทุกคนเห็นพ้องด้วยการประสบความสำเร็จ บุคลิกของทั้งสองไทป์จึงอยู่ร่วมกันในคน ๆ เดียวได้ยาก แต่ก็เกิดขึ้นได้

Tennesse Williams, Maria Callas, Rudolf Nureyev, Judy Garland, Michael Jackson, Prince, Frederick Chopin, Jeremy Irons, Marcel Proust, Martha Graham, Edith Piaf, Paul Simon, Harold Pinter, Walt Whitman, Albert Camus, E.M. Forster, Gustav Mahler, Tchaikovsky, "Blanche Dubois"

การที่มี "ไทป์สาม" ผสม "ไทป์สี่ปนสาม" ที่อยู่ในระดับดีจึงชอบสังคม ทะเยอทะยาน และประสบความสำเร็จโดยเฉพาะในทางศิลปะ พวกเขามีทั้งความคิดสร้างสรร และความปรารถนาที่จะดัง พวกเขารู้ว่ากำลังทำอะไรและกำลังจะก้าวไปเป็นอะไร หันเข้าหาคนอื่น และมีพลังในตัวเองสูง พวกเขารู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง และต้องรู้จักสังคมบ้าง ต่างกับ "ไทป์สี่" แท้ ๆ ที่คิดมากกว่าทำ พวกเขาเรียนรู้การเมืองและการตีสนิทเพื่อ ที่จะประสบความสำเร็จ และจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่ "ไทป์สี่" ทำให้พวกเขามีความคิดสร้างสรร "ไทป์สาม" จะทำให้พวกเขาสร้างผลงานเหล่านั้นออกมาโดยคำนึงถึง ความพอใจผู้ที่เสพงานศิลป์ ปรับตัว ไวต่อความรู้สึกของคนอื่น และมีอารมณ์ขัน

"ไทป์สี่ปนสาม" ในระดับปานกลาง จะหาทางออกจากความต้องการหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง โดยการใส่ใจความคิดของคนอื่นที่มีต่อตัวแทน "ไทป์สาม" ทำให้พวกเขารู้จักการสร้างภาพพจน์ พวกเขาจึงสามารถปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงได้ดีกว่า "ไทป์สี่ปนห้า" พวกเขาอยากประกาศให้โลกรู้ถึงความสามารถของตน แต่กลัวการถูกเปิดเผย การอับอายต่อหน้าสาธารณะ และความสำเร็จในเวลาเดียวกัน โดยธรรมชาติแล้ว "ไทป์สี่" เป็นคนโรแมนติก "ไทป์สาม" จะช่วยทำให้พวกเขามีสัญชาตญาณของการเป็นนักแสดง อาจถึงระดับของการเป็นพวกชอบโชว์ เมื่อไรก็ตามที่ความหลงตัวเองไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการเอาชนะจะเป็นสาเหตุหลักของความรู้สึกผิดหวัง "ไทป์สี่ปนสาม" เป็นนักปฏิบัติมากกว่า "ไทป์สี่ปนห้า" แต่ก็ใช้อารมณ์ตัดสิน และใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายมากกว่าด้วย พวกเขาชอบให้มีสิ่งรอบตัวที่มีระดับ และแสดงออกซึ่งความปราณีตและมีวัฒนธรรม พวกเขาเลือกเพื่อนโดยดูรสนิยมเป็นสำคัญ และมักมองว่าตนเองมีระดับกว่าคนอื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัว ไม่ว่าแท้จริงแล้วจะมีฐานะทางบ้านอย่างไรก็ตาม พวกเขาแคร์คำพูด หรือคำแนะนำตลอดจนความช่วยเหลือจากคนอื่นมากกว่า "ไทป์สี่ปนห้า" และมักหงุดหงิดเพราะต้องกดเก็บอารมณ์ไว้ภายใน

"ไทป์สี่ปนสาม" ในระดับเสื่อม ปฏิบัติตัวเหมือน "ไทป์สี่" ในระดับเสื่อมทั่วไปคือ ก้าวร้าวต่อตัวเอง พวกเขาเก็บตัว ซึมเศร้า ประณามตัวเอง ในขณะเดียวก็มีลักษณะเสื่อมของ "ไทป์สาม" ร่วมด้วย คือมีความประสงค์ร้ายและความเป็นศัตรู อิจฉา กล้าดี ฉวยโอกาส และเลียนแบบ พวกเขาจะคิดทำร้ายคนอื่นอย่าง "ไทป์สาม" แต่มักจะไม่ถึงขั้นลงมือ พวกเขายังคงลงโทษตัวเองมากกว่า การฆ่าตัวตายและพิศวาสฆาตกรรมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับ "ไทป์สี่ปนสาม" ในระดับนี้

"ไทป์สี่ปนห้า - ผู้พเนจร"

"ไทป์ห้า" และ "ไทป์สี่" เป็นไทป์ที่ส่งเสริมกัน ทั้งคู่ชอบใจลอย "ไทป์สี่" ใจลอยเพื่อปกป้องอารมณ์ความรู้สึก ส่วน "ไทป์ห้า" ใจลอยเพื่อปกป้องสวัสดิภาพ พวกเขาเก็บตัวและไม่ทะเยอทะยานอย่าง "ไทป์สี่ปนสาม" พวกเขาช่างสังเกตสิ่งรอบข้างโดยเฉพาะคนอื่น มีอัฉจริยภาพที่หาไม่ได้ในไทป์อื่น ลึกซึ้ง แต่ก็นำมาซึ่งความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางสังคม พวกเขารู้ลึกและคิดเองเป็น แต่จับจดทำอะไรไม่เสมอต้นเสมอปลาย

Virginia Woolf, Edgar Allan Poe, Anne Rice, Ingmar Bergman, D.H.Lawrence, Yukio Mishima, J.D. Salinger, Johnny Depp, Bob Dylan, Joni Mitchell, Saul Stienberg, Soren KierKegaard, Hermann Hesse, William Blake, "Laura Wingfield"

ในระดับดี พวกเขาจะสร้างสรรงานศิลป์ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะพวกเขามีทั้งความคิดสร้างสรร และอัจฉริยภาพในเวลาเดียวกัน พวกเขามีไฟที่อาจจะไม่แรงเท่า "ไทป์สี่ปนสาม" แต่จะลุกไหม้เร็วกว่า พวกเขามักหลงไหลในศิลปะ หรือสังคมศาสตร์ ที่ซึ่งความลึกซึ้งในธรรมชาติของมนุษย์ที่เขามีได้รับการสำรวจและขยายผล "ไทป์ห้า" ทำให้พวกเขาไม่แคร์ความเห็นของคนอื่น และสร้างสรรผลงานตามความพอใจมากกว่า พวกเขากล้าเปิดเผยอย่างเป็นส่วนตัวมาก จนอาจดูสวนกระแส

ในระดับปานกลาง พวกเขาหลงไหลปรัชญา และศาสนา นอกเหนือไปจากการหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง พวกเขาอยู่ในโลกของอารมณ์ แต่มีปัญญาประกอบ มักเป็นคนที่โดดเดี่ยว ไม่ค่อยมีสังคมอย่าง "ไทป์สี่ปนสาม" และใช้การแสดงออกเชิงศิลปะทดแทนเรื่องสังคม พวกเขามีปัญญามองทะลุปรุโปร่งแวบเข้ามาในหัวบ่อย แต่รักษาไว้ได้ไม่นาน เป็นตัวของตัวเองอย่างสุดขีด และอาจดูเบี่ยงเบน มีความลับ ถ้าเปิดเผยก็เป็นไปอย่างมีปัญญาและมีจุดมุ่งหมาย ความคิดสร้างสรรของพวกเขามักออกแนวลึกลับ เหนือจริง และไม่ปกติ พวกเขาหลงใหลความประหลาด การใช้สัญลักษณ์ และแสดงออกมาอย่างสบาย ๆ พวกเขาไม่แคร์ที่จะอธิบายให้คนที่ไม่มีทางเข้าใจฟัง ชอบชีวิตง่าย ๆ และอาจมีนิสัยชอบลดละเลิกความต้องการอย่าง "ไทป์ห้า" รวมทั้งมีนิสัยเบี่ยงเบนหลายอย่างที่ "ไทป์ห้า" มี ใจลอย ฝันสวยงาม และทุกข์ทรมานอยู่กับความสงสัยตัวเอง ไม่สามารถทำอะไรเป็นรูปธรรมได้

ในระดับเสื่อม พวกเขาอยู่ในโลกส่วนตัวที่น่ากลัว และไร้ค่า พวกเขาเข้าใจปัญหาของตัวเองอย่างลึกซึ้ง แต่กลับหลงทางอยู่ในวังเวียนของอารมณ์ ความอ่อนล้า ซึมเศร้าและสิ้นหวัง คิดวกไปเวียนมาเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน อยากกำจัดตัวเองและตำหนิตัวเอง "ไทป์ห้า" ทำให้พวกเขาปฏิเสธที่จะได้รับความช่วยเหลือ หลีกหนีสังคมและมีกระบวนการคิดแบบผิด ๆ จนอาจกลายเป็นอาการจิตหลอน หรือมีโรคกลัวสิ่งต่าง ๆ พวกเขาเกลียดทั้งตัวเอง และมองสิ่งอื่นในแง่ร้าย พวกเขาตระหนักว่าชีวิตนั้นช่างปราศจากสาระ เป็นไทป์ที่หลีกหนีตัวเองและสังคมมากที่สุด และเสี่ยงต่ออาการวิปลาตแบบซึมเศร้า

ผู้แสดงความคิดเห็น Bw วันที่ตอบ 2007-04-04 16:15:52 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 15 (885564)

3. ผู้ชนะ

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

รู้สึกว่าตัวเองมีค่า โดดเด่น เป็นที่สนใจ เป็นที่ยกย่อง เป็นที่ประทับใจคนอื่น

สหรัฐอเมริกาคือวัฒนธรรมแห่งชาว"ไทป์สาม" ที่เสื่อมถอย การหลงตัวเอง การแก่งแย่ง การสนใจแต่ภาพพจน์ การใส่ใจรูปแบบมากกว่าเนื้อแท้ของมัน การใช้สัญลักษณ์มากกว่าความเป็นจริง ทุกอย่างล้วนจอมปลอม และถูกทำเหมือนเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ต้องมีการทำการตลาด การบรรจุหีบห่อสวยหรู และการโฆษณา การเมืองมีไว้โชว์ตัวมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของหลักการของการใช้อำนาจเพื่อคนส่วนใหญ่

โทรทัศน์เป็นสื่อที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากผู้ชมโดยวิธีอะไรก็ได้ ผู้คนถูกดึงดูดใจด้วยรูปลักษณ์ภายนอก แล้วกลับมาพบทีหลังว่าข้างในไม่มีอะไร ภาพพจน์บดบังความเป็นจริง การแข่งขันทำให้ทุกคนยอมรับการโปรโมตตัวเอง และการโอ้อวดเกินจริง ทุกคนมุ่งที่จะได้เป็นผู้ชนะ เป็นคนมีชื่อเสียง และประสบความสำเร็จ ทุกแห่งหนมีแต่การแย่งชิงความสำเร็จและเกียรติยศ นิตยสารทุกวันนี้ก็มีแต่คอลัมน์สอนแต่งตัวให้ประสบความสำเร็จ กินให้ประสบความสำเร็จ เข้าสังคมให้ประสบความสำเร็จ พวกเรากำลังถูกเสนอขาย ภาพฝันของคนหลงตัวเอง

ไทป์สาม เป็นไทป์ที่ตามหาการพิสูจน์ตัวเอง พวกเขามองหาคนที่เป็นต้นแบบของการประสบความสำเร็จ ทำอย่างเขา เป็นอย่างเขา แลัวจะได้ความรู้สึกเป็นคนมีค่าเป็นการตอบแทน การมองโลกแบบนี้ทำให้"ไทป์สาม" มักประสบความสำเร็จในวงสังคม เพราะพวกเขามุ่งแต่ทางที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นบรรพชิต หรือเป็นคนทำงานในองค์กรเอกชนขนาดใหญ่ พวกเขาล้วนไขว่คว้าหาสิ่งที่สังคมในขณะนั้นกำลังฮิต พวกเขาจึงเด่นขึ้นมาได้ในสังคมที่ตกเป็นทาสของแรงจูงใจแบบนั้น และในเวลาเดียวกัน พวกเขาเองก็เป็นเหยื่อคนสำคัญที่สุดของสังคมด้วย พวกเขาลืมไปแล้วว่าที่จริงตนเองต้องการอะไร

ตัวอย่างบุคคล Bill Clinton, Christopher Reeve, Michael Landon, Richard Gere, Shirley MacLaine, Jane Pauley, Paul McCartney, Sting, Tom Cruise, Sharon Stone, Tony Robbins, Bryant Gumbel, *** Clark, Vanna White, Brooke Shields, Kathie Lee Gifford, Denzel Washington, Sylvester Stallone, Arnold Schwarzenegger, Truman Capote, O.J.Simpson

กับความรู้สึก

"ไทป์สาม" เป็นไทป์ที่หลีกหนีเรื่องของความรู้สึก พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเก็บความรู้สึกส่วนตัว และความต้องการของหัวใจเอาไว้เพื่อจะได้ทำอะไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาประเมินค่าของตนที่ผลของงาน จึงมุ่งที่ความสำเร็จในชีวิตมากกว่าสิ่งอื่นใด นอกจากนี้ พวกเขาต้องการการยอมรับจากคนอื่น จึงเลือกที่จะปฏิบัติตามแบบที่คนทั่วไปยกย่อง ซึ่งก็ดีในบางโอกาส แต่"ไทป์สาม" มักทำเป็นนิสัย เก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้ในตู้นานเสียจนไม่สามารถเข้าถึงมันได้อีก ภาพที่คนอื่นมองเกี่ยวกับตัวเขาจึงเริ่มห่างไกลตัวตนที่แท้จริงของเขาออกไปทุกที ในที่สุด ภาพพจน์คือสิ่งเดียวที่เขาเห็น พวกเขาไม่รู้จักตัวเองอีกต่อไป และคิดว่าภาพพจน์ของเขาคือตัวเขาเอง ไม่ว่า"ไทป์สาม" จะได้รับการยอมรับในเรื่องใดจากใคร ผู้ที่ได้รับก็คือ ภาพพจน์ของเขา ไม่ใช่ตัวเขาเอง พวกเขาจึงไม่มีวันพอใจ ดังนั้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับ"ไทป์สาม" ก็คือ การทำตัวให้จริง เป็นคนอย่างที่ตัวเองรู้สึก และต้องการจะเป็นจริง ๆ ส่วนมากแล้ว"ไทป์สาม" มักออกห่างตัวเองไปไกลมากแล้ว เมื่อใดที่เขาพบความจริงข้อนี้ พวกเขาจะทำใจลำบากเมื่อพบว่าสิ่งที่ตนเองฝัน ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องการ

ในระดับดี พวกเขาเป็นที่รักและยกย่องของคนอื่น เพราะพวกเขาได้ผ่านความยากลำบากต่าง ๆมามากจนบรรลุความสำเร็จสูงสุด พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แต่ไม่ใช่เพราะเป็นที่ยกย่อง แต่เป็นเพราะพวกเขาเข้าถึงหัวใจตัวเอง และมีหัวใจเป็นเครื่องนำทางตัวเองไป พวกเขาไม่รู้สึกหลงระเริงกับคำชมเหล่านั้น พวกเขามุ่งมั่นไม่ว่าจะมีคนยกย่องหรือไม่ พวกเขามีความนับถือตัวเอง และไม่หวั่นไหวต่อคำของคนอื่น ความเป็นคนมีจุดมุ่งหมาย และมีเสรีภาพให้กับตัวเองนี้ เป็นที่ดึงดูดใจคนให้เอาเป็นแบบอย่าง พวกเขาเป็นคนอบอุ่นทั้งในบ้าน และที่ทำงาน พวกเขาเป็นดาวในหมู่คน

ในระดับปานกลาง พวกเขายังไม่มีความนับถือตัวเอง และเชื่อว่าจะมีได้ก็ต่อเมื่อตนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งไม่มีสอง ทำให้"ไทป์สาม" ชอบการแข่งขันทุกรูปแบบ พวกเขากดเก็บความรู้สึกที่ว่าตัวเองไม่มีค่า และพยายามเป็น ผู้ชนะ ให้ได้ พวกเขามองออกไปนอกตัวเพื่อค้นหาว่าผู้ชนะคืออะไร แต่แทนที่จะพัฒนาตัวเองให้ไปถึงจุดนั้น พวกเขากลับสร้างภาพพจน์เพื่อดึงดูดความประทับใจจากคนอื่นแทน ยิ่งล้มเหลวก็ยิ่งเพิ่มการโอ้อวดให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดการยอมรับ ซึ่งไร้ประโยชน์ เพราะมันไม่ใช่ตัวเขาเองจริง ๆอยู่ดี

ในระดับเสื่อม"ไทป์สาม" หลอกตัวเอง เพื่อรักษามายาที่ว่าตัวเองคือผู้ชนะเอาไว้ พวกเขาจะกลัวมากหาจะต้องถูกเปิดโปง หรือทำให้ต้องอับอาย พวกเขาไม่อยู่ในสภาพที่ปกติ และก็กลัวคนอื่นจะรู้อีกด้วย พวกเขาอันตรายอย่างยิ่งต่อคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นภัยต่อภาพพจน์ของเขา

ปัญหาของการเป็นศัตรู และการหลงตัวเอง

ไทป์สาม เป็นศัตรูกับใครก็ตามที่เป็นภัยต่อภาพพจน์ของพวกเขา วิธีการที่พวกเขาปฏิบัติต่อศัตรูนั้นเป็นทางตรง ต่างกับ "ไทป์สอง" และ "ไทป์สี่" ซึ่งเป็นทางอ้อม"ไทป์สาม" ทำตัวสูงส่งกับศัตรู สร้างเรื่องตลกด้วยการทำให้ศัตรูเสียหน้า การประชดประชัน การหักหลัง และการก่อวินาศกรรม

การเป็นศัตรู เป็นการชดเชยความรู้สึกด้อยของตัวเอง และป้องกันคนอื่นไม่ให้ทำร้ายความนับถือตัวเองของตน ในระดับเสื่อม"ไทป์สาม" อาจเป็นศัตรูแม้แต่กับคนที่ยกย่องพวกเขา

ไทป์สาม เป็นไทป์แห่งการหลงตัวเอง ในระดับดี พวกเขามีความนับถือตัวเองสูง ในระดับปานกลาง พวกเขาสร้างตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินจริง และดูรักตัวเอง แต่ความจริงแล้วรักภาพของตัวเอง พวกเขาไม่รักตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็น ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีข้อจำกัด และหลงอยู่กับภาพจอมปลอม ที่มีความไม่เอาถ่านอยู่ข้างใน

พวกเขาปรับตัวเข้ากับความต้องการของคนอื่น เพื่อให้ได้รับการยกย่องและยอมรับเป็นการตอบแทน บ่อยครั้งถึงกับยอมแลกกับความต้องการของตนเองบางอย่าง คนที่หลงตัวเองมักคิดถึงแต่ตัวเอง จะคิดถึงคนอื่นก็ต่อเมื่อมันทำให้ตัวเองดูดี พวกเขาไม่รู้จัก ความรัก เพราะเมื่อใดที่คนเราหลงตัวเอง คนเราจะไม่เหลือใจไว้ให้กับการสร้างความผูกพันที่ยั่งยืน ความสัมพันธ์เป็นแบบข้างเดียว เพราะทั้งสองฝ่ายกำลังรักคน ๆเดียวกัน นั้นก็คือ ตัวของ"ไทป์สาม"

ความหลงตัวเองนำมาซึ่งความไม่ลงรอย เพราะความเชื่อมั่นในตัวเองสูง พวกเขาจึงแข่งขันกับทุกคน พวกเขาโอ้อวดใส่คนอื่นราวกับว่า คนอื่นเป็นพวกรับจ้างตบมือตามรายการที่จะสั่งให้ตบมือเมื่อไรก็ได้ ใครที่ไม่ตบ พวกเขาก็จะปฏิเสธคน ๆนั้น"ไทป์สาม" ต้องการให้ทุกคนชื่นชมพวกเขาแม้ว่า"ไทป์สาม" จะกำลังด่าทุกคนอยู่ก็ตาม

การหลงตัวเองกับการนับถือตัวเองนั้นแตกต่างกัน ภายนอกแล้ว คนหลงตัวเองดูจะพอใจในตัวเอง แต่ความจริงแล้วไม่ เพราะความนับถือตัวเองเหล่านั้นไม่ได้มาจากความสามารถของตัวเองที่มีอยู่ แต่มาจากการเรียกร้องความสนใจ พวกเขาใส่ใจในการตอบสนองจากคนอื่น และพยายามทำอะไรก็ได้ที่ทำให้การตอบสนองออกมาดี ซึ่งนั่นก็เป็นแค่ภาพพจน์ เป็นการเรียกร้องการยอมรับจากคนอื่น บังคับให้คนอื่นชื่นชมด้วยวิธีต่าง ๆ

ไทป์สาม ไม่สามารถอยู่ร่วมกับใครได้ และก็ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เพราะพวกเขาเป็นศัตรูกับคนที่พวกเขาเรียกร้องการยอมรับ แต่รู้สึกว่างเปล่าเมื่อไม่มีคนเหล่านั้นมาสนใจ

กับพ่อแม

ในวัยเด็ก"ไทป์สาม" ติดผู้เลี้ยงดู ซึ่งก็คือผู้ที่ทำหน้าที่ของแม่"ไทป์สาม" เป็นเด็กปรับตัว และไวต่ออารมณ์ของผู้ใหญ่ พวกเขาจึงปรับตัวให้เข้ากับความคาดหวังในจิตไร้สำนึกของผู้เลี้ยงดู ซึ่งได้แก่ แม่ หรือใครก็ตามที่ทำหน้าที่อย่างแม่ เป็นบุคคลที่เอาใจใส่เด็ก และสะท้อนตัวตนให้แก่เด็ก

ความคาดหวังของผู้เลี้ยงดูอาจไม่แสดงออกมาโดยทางตรง ทารกทุกคนมีพรสวรรค์ที่จะรู้ว่าจะทำให้ผู้เลี้ยงดูตนพอใจได้อย่างไร ถ้าผู้เลี้ยงดูอยู่ในระดับดี หรือสะท้อนตัวตนที่แท้จริงในตัวเด็กให้กับเด็ก"ไทป์สาม" ก็จะเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีวุฒิภาวะ และมีความนับถือตัวเอง แต่หากผู้เลี้ยงดูเป็นคนหลงตัวเอง เด็กจะต้องปรับตัวอย่างมาก"ไทป์สาม" จะละทิ้งตัวตน และพยายามทำตัวให้เป็นที่ยอมรับของผู้เลี้ยงดู และหากผู้เลี้ยงดูมีอาการผิดปกติ และเป็นคนขาด เด็กจะตัดขาดตัวเองออกจากความรู้สึกโดยสิ้นเชิง ซึ่งเด็กจะล้มเหลวเพราะความคาดหวังของผู้เลี้ยงดูจะไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ไม่ว่าเด็กจะปรับตัวอย่างไรก็ยากที่ผู้เลี้ยงดูจะถูกใจ พวกเขาจะเติบโตเป็นคนบ้ามุทะลุ มีแผลของคนหลงตัวเองอยู่ข้างใน และมีความเป็นศัตรูซ่อนอยู่ เพราะถูกกดดันให้ละทิ้งหัวใจของตน

"ไทป์สาม" ในวัยผู้ใหญ่ ยังคงแสดงพฤติกรรมอย่างเมื่อยังเด็ก พวกเขาแสวงหาคนที่ตนยกย่อง เพื่อของการยอมรับ พวกเขาไม่ได้เลือกใครก็ได้ คน ๆนั้นต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในสายตาของพวกเขา แม้ว่าความคิดแบบนี้จะเป็นแรงจูงใจให้"ไทป์สาม" ทำสิ่งดี ๆให้คนอื่น แต่ก็ทำให้"ไทป์สาม" กลายเป็นคนที่กลัวการถูกปฏิเสธมาก พวกเขาจะทำทุกอย่างไม่ให้ต้องเป็นผู้แพ้ พวกเขาแสวงหาสายตาของคนอื่นที่มองเขาอย่างยอมรับและชื่นชม เหมือนสายตาของผู้เลี้ยงดูที่ส่งให้เขาในวัยเด็ก เมื่อเขาทำสิ่งที่ดี การยอมรับ มีความหมายต่อชีวิตของพวกเขามาก และหากไม่ได้รับ พวกเขาจะกลายเป็นคนที่เป็นศัตรู และรู้สึกว่างเปล่า

ในระดับปานกลาง พวกเขาเหมือนเด็กปรับตัว ที่คิดว่าตนมีค่าก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จ สิ่งที่คนยอมรับเขาคือความสามารถของเขา ไม่ใช่ตัวเขา ทำให้"ไทป์สาม" เป็นคนบ้างาน และในขณะเดียวกันก็กลัวความผูกพันที่ใกล้ชิด พวกเขาเป็นฝ่ายเริ่มต้นความสัมพันธ์ แต่ก็จะตัดมันก่อนที่คน ๆนั้นจะรู้จักเขาดีเกินไป หรืออาจหันไปสัมพันธ์กับคนอื่นที่ไม่ใช่คนที่เขาต้องการมากที่สุด เพราะพวกเขาคิดว่า คนที่รักเขาก็เพราะเห็นในความสำเร็จของเขา เมื่อใดที่รู้จักเขาอย่างแท้จริงก็จะเห็นตัวจริงของเขาและจากเขาไป เพราะประสบการณ์กับ ผู้เลี้ยงดูในวัยเด็ก ทำให้"ไทป์สาม" ไม่ยอมรับความคิดที่ว่า จะมีคนอื่นมากรักตนเพราะอย่างที่ตนเป็นจริง ๆ ที่จริงแล้ว คนที่ปฏิเสธตัวเขามากที่สุดก็คือตัวเขาเอง

พวกเขาไม่มีวันละทิ้งการประสบความสำเร็จ และหันกลับมาหาตัวตนที่แท้จริง เพราะความรู้สึกในอดีตที่เคยถูกทอดทิ้งเพราะตัวตนที่แท้จริงยังหลอกหลอนพวกเขาอยู่ พวกเขาจึงมีความเชื่อว่า ตัวตนที่แท้จริงของเขาน่ารังเกียจ ความสำเร็จของเขาต่างหากที่มีความหมาย ไม่ว่า"ไทป์สาม" จะประสบความสำเร็จขนาดไหน พวกเขาก็ไม่เคยรู้จักตัวเอง หรือได้รู้จักรักแท้จากคนอื่น วันที่พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด และพบว่าตัวเองไม่มีอะไรนอกจากความรู้สึกว่างเปล่าเป็นวันที่เจ็บปวดมากสำหรับ"ไทป์สาม"

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "คนจริง"

ในระดับนี้"ไทป์สาม" หลุดพ้นความต้องการการยอมรับจากคนอื่น และรู้จักตัวเอง พวกเขาไม่สนใจว่าคนอื่นกำลังคิดอย่างไรกับเขาอีกต่อไป ไม่สนใจว่าใครจะตบมือให้หรือไม่ พวกเขาหันมาค้นพบตัวเอง ทั้งความรู้สึก และตัวตน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ยากจะมีในสังคมปัจจุบัน มันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ หรือมายา หรือการได้รับอิทธิพลจากคนอื่น แต่มันคือการตามหาหัวใจที่แท้จริงของตัว และทำอะไรจากหัวใจที่ค้นพบแล้วนั้นเอง พวกเขาจะรู้สึกมีพลังใจ พวกเขาจะให้พลังใจคนอื่นด้วย พวกเขาแสดงออกจากใจ มันเป็นการประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคิดถึงโอกาสที่คนเราจะได้แสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตนออกมาในปัจจุบัน มันมีน้อยนัก มีเป็นขณะที่หายาก และมีค่านัก

การยอมรับตัวเองคือ การมองตนอย่างไม่ตัดสิน ไม่ติเตียน มันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการมีชีวิตที่ดี มันเป็นความรู้สึกที่เป็นสุขที่เราได้เป็นเรา ยอมรับตัวเอง ซึ่งไม่ใช่การยอมรับความเลวของตัวเอง และคิดเสียว่ามันดี แต่มันคือการรักตัวเองมากพอที่จะยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเรา มันคือการเลิกฟังสิ่งหลอกลวงภายนอกที่พูดถึงเกี่ยวกับตัวเรา เมื่อ"ไทป์สาม" ยอมรับตัวเอง พวกเขาก็จะคิดพัฒนาตัวเองในอย่างที่ตัวเองเป็น ใช้พรสวรรค์ที่ตนมี และยอมรับปมด้อยที่ตนมีด้วยเช่นกัน

ในระดับนี้"ไทป์สาม" ถ่อมตน และซื่อสัตย์ต่อตัวเอง เพราะพวกเขามุ่งที่จะเป็นอย่างที่ตัวเองเป็นเท่านั้น พวกเขามีความสุข มีอารมณ์ขันเกี่ยวกับตัวเขา เพราะจับไต๋ตัวเองได้ และหัวเราะให้กับมัน แทนที่จะทำมันจริง ๆ พวกเขาอ่อนโยน และเอาใจใส่ พวกเขาตั้งใจฟังคนอื่น และสื่อความรู้สึกของตัวเองให้คนอื่น พวกเขาเป็นเหมือนอย่างที่พวกเขาแสดงออกจริงๆ พวกเขาได้รับความรักจากคนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวด และความสำเร็จของคนอื่นมีความหมายสำหรับเขาจริง เพราะพวกเขารับรักของคนอื่น

พวกเขาปรารถนาดี และใจบุญ พวกเขาเปิดใจ และเป็นห่วงคนอื่นอย่างจริงใจ พวกเขาชี้ทางให้กับผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าตน พวกเขาเลิกสนใจที่จะก้าวหน้าแซงคนอื่น พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลก และมีสำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม และนำเอาด้านดีของตัวมาใช้บำเพ็ญประโยชน์

ระดับสอง "ผู้แน่ใจตัวเอง"

ในระดับสอง"ไทป์สาม" เริ่มเหความสนใจมายังสิ่งนอกตัว มองหาสิ่งที่คนอื่นเขายกย่องกัน พยายามปรับตัวเพื่อให้มีสิ่งนั้น พวกเขายังคงจริงกับตัวเอง แต่เริ่มสนใจการยอมรับจากคนอื่น

พวกเขาเริ่มตกเป็นทาสของความกลัวพื้นฐานของตัวเอง ได้แก่ การกลัวเป็นคนไร้ค่า พวกเขารู้สึกมีค่าก็ต่อเมื่อมีใครคนอื่นยกย่องเท่านั้น พวกเขาเลิกสนใจความรู้สึก และหันมาสนใจ พฤติกรรม คุณภาพ ทัศนคติ ของตนแทน ในขณะเดียวกันก็พัฒนาความสามารถในการอ่านความคาดหวังของคนอื่นออกด้วย

พวกเขามีสัญชาตญาณทางด้านสังคมเป็นเลิศ จึงเป็นคนปรับตัวเก่ง พวกเขารู้สึกได้อย่างรวดเร็วถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของคนอื่น บรรยากาศที่อึมครึม หรือสดใส พวกเขาอ่านคน และอ่านสถานการณ์เก่ง แค่เดินเข้ามาในห้อง"ไทป์สาม" ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าคนในห้องอยู่ในอารมณ์ให้ และปรับตัวได้ทันท่วงที พวกเขาทำให้ทุกคนทำอะไรไปตามเขาได้อย่างประหลาด และเมื่อ"ไทป์สาม" ร้องขอการสนับสนุนจากคนอื่น ทุกคนก็พร้อมยอมให้ การยอมรับเป็นอาหารอันโอชะสำหรับพวกเขา

สิ่งที่อยู่ในใจ"ไทป์สาม" เป็นสิ่งที่ยากจะวิเคราะห์ มันเป็นปฏิสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่าง"ไทป์สาม" กับคนอื่น การยอมรับจากคนอื่นทำให้"ไทป์สาม" พึงใจ และพวกเขาตอบสนองคนอื่นด้วยการทำสิ่งที่คนทั่วไปยกย่อง คนอื่นเห็นสิ่งเหล่านั้นในตัว"ไทป์สาม" ก็แสดงการยอมรับกลับไปอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไป วงจรนี้ไม่ขาดในระดับนี้ เพราะ"ไทป์สาม" ยังรู้สึกปลอดภัยพอที่จะรู้จักชมคนอื่น และสนใจในตัวคนอื่นอย่างจริงใจ แต่สภาพแบบนี้ ความนับถือตัวเองต้องการการประคบประหงม พวกเขาต้องคอยปรับตัวให้คนอื่นพอใจ และก็ต้องพยายามยอมรับตัวเอง เพื่อให้ตัวเองเชื่อในความสามารถของตัวเอง คอยบอกตัวเองตลอดเวลาว่า "ฉันเป็นคนมีคุณค่า เป็นคนสำคัญ"

วิธีหนึ่งในการยอมรับตัวเองคือ การสนใจแต่สิ่งที่ตนคิดว่าตนเลิศกว่าใคร พวกเขาพยายามรักษาทัศนคติแบบ "ฉันทำได้" พวกเขาถือคติ "เธอจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเธอทุ่มเทให้กับมัน" พวกเขามักทำตัวเป็นวีรบุรุษในบ้าน เป็นดาราคนเก่ง ได้ เอ ทุกวิชา ได้เป็นนักแสดงนำในละครเวทีที่โรงเรียน พวกเขาดิ้นรนที่จะทำให้คนในครอบครัวภาคภูมิใจในตัวเขา แต่ในระดับดี พวกเขายังอยู่ในกรอบของความเป็นจริง และมีความมุมานะ ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ดังใจหวัง

ความที่"ไทป์สาม" มีทัศนคติที่ดี และเชื่อมั่นในตัวเองทำให้พวกเขาเป็นคนที่น่าดึงดูด พวกเขามักดูเด่นกว่าคนอื่น หรือแม้ว่าพวกเขาจะไม่มีความสามารถในสิ่งที่คนทั่วไปกำลังยกย่อง พวกเขาก็สามารถดึงพรสวรรค์ในเรื่องอื่น ๆที่ตัวมีมาใช้เป็นเสน่ห์ดึงดูดคนอื่นได้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะทำตัวให้เป็นที่ดึงดูด และทำตัวให้เป็นที่ต้องการ พวกเขามีแม่เหล็ก และมีความตื่นเต้นให้คนรอบข้าง

เสน่ห์และความเป็นที่ต้องการ ทั้งทางกายและทางใจ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของคนเรา เพราะในทางชีววิทยาแล้ว มนุษย์ต้องดึงดูดซึ่งกันและกันเพื่อดำรงเผ่าพันธ์ และเรายังเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการให้คนอื่นพูดถึงตนในทางที่ดีเป็นกำลังใจ ไม่มีไทป์ไหนที่มีความสามารถในการดึงดูดเหล่านี้ได้ดีเท่ากับ"ไทป์สาม"

ระดับสาม "ผู้เป็นเลิศ"

"ไทป์สาม" เป็นพวกต้องการที่จะรู้สึกดีกับตัวเอง พวกเขาจึงทำอะไรหลาย ๆอย่างเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิชาการ ด้านสรีระ ด้านสังคม ด้านการงาน หรือสติปัญญา พวกเขาไม่ได้อยากได้เงิน หรือชื่อเสียง เพียงแต่ต้องการใช้ความสามารถที่ตนมีให้ถึงที่สุด พวกเขาจึงเป็นคนเก่งหลายอย่าง และสมควรได้รับการยกย่อง เพราะทำได้ดีทุกอย่างที่สนใจจะทำ ปรับตัวเก่ง รอบจัด มีอะไรหลายอย่างที่สังคมทั่วไปปรารถนา ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่

ทัศนคติทางบวกเป็นโรคติดต่อ"ไทป์สาม" โน้มน้าวคนอื่นให้พลอยพัฒนาตัวเองตามไปด้วย ทุกคนเห็นเองว่าจะได้ดีเพียงไรหากพยายามอย่าง"ไทป์สาม" นอกจากนี้"ไทป์สาม" ยังช่วยพวกเขาอีก ถ้าพวกเขาเต้นรำเก่ง พวกเขาจะสอนเพื่อน ๆ ถ้าพวกเขาชอบเพาะกาย พวกเขาจะเผยเคล็ดลับต่าง ๆให้คุณที่ยิม ถ้าพวกเขาเล่นหุ้นเก่ง พวกเขาจะช่วยให้คุณได้กำไรด้วย

ในที่ทำงาน"ไทป์สาม" เก่งมาก พวกเขามุ่งเป้าหมาย และชอบที่จะเห็นงานตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จ พวกเขาสร้างวัฒนธรรมของคนขยัน และทุ่มเทให้กับทีมขึ้นมา พวกเขาเชื่อเรื่องความขยัน เป็นนักสื่อสาร จูงใจคนให้ทำงาน หรือลงทุน มักได้รับเลือกเป็นโฆษกขององค์กร พวกเขามีบุคลิกที่มีเสน่ห์และทำให้คนอื่นอยากเอาอย่าง

แม้ว่าคนเราจะไม่ขยันได้ตลอดเวลา แต่"ไทป์สาม" ก็กระตือรือร้นมาก พวกเขามีพลังเหมือนคนหนุ่ม พวกเขามีอารมณ์ขันกับพฤติกรรมของตัวเอง ทำให้มีเสน่ห์ พวกเขาเป็นที่ต้องการเพราะทุกคนรู้สึกสนุกเมื่ออยู่ด้วย เกือบทุกคนอยากเป็นอย่าง"ไทป์สาม" อย่างน้อยก็ในด้านใดด้านหนึ่ง ใครบ้างไม่อยากเป็นคนมีเสน่ห์ มีพลัง มีความมั่นใจ ในระดับดี"ไทป์สาม" เป็นดาวโดยแท้ ทุกคนเห็นในความพิเศษของเขา

ระดับสี่ "ผู้กระเสือกกระสน"

ทัศนคติของ"ไทป์สาม" เริ่มเปลี่ยนไป พวกเขาเริ่มมองตัวเองเด่นกว่าคนอื่น พวกเขาเลิกสนใจที่จะปรับตัวให้คนเห็นคุณค่า และหันมาสนใจที่จะเป็นที่สะดุดตามากกว่า พวกเขาเริ่มเปรียบเทียบ และกลัวคนอื่นจะทาบรัศมีตน พวกเขาจึงชอบแข่งขัน ซึ่งก็จะทำอย่างไม่เอิกเกริกนักในระดับนี้ พวกเขาพยายามแสดงตัวว่าเลิศกว่าคนทั่วไป ทำงานให้หนักกว่าคนอื่น แสวงหาสิ่งที่แสดงถือความสำเร็จมาครอบครองไม่ว่าจะเป็น ใบประกาศนียบัตร การขึ้นเงินเดือน บ้านในแหล่งหรู สัญญาบริษัทแผ่นเสียง ตำแหน่งพิเศษ พยายามเหนือกว่าคนอื่นเพื่อกลบความรู้สึกไร้ค่า ทำตัวให้เป็นที่ต้องการมาก ๆ

พวกเขาทุ่มเทกับงานสุดตัว เมื่อว่าจะมีอาชีพอะไร พวกเขาจะไม่วอกแวกกับสายอาชีพนั้น ๆ ถ้า"ไทป์สาม" ให้ความสำคัญกับชีวิตครอบครัว พวกเขาก็จะสร้างครอบครัวตัวอย่าง พยายามเคี่ยวเข็ญลูกทุกคนอย่างหนัก ให้เรียนโรงเรียนดี ๆ ถ้า"ไทป์สาม" เป็นภิกษุ ก็ต้องให้ได้สมณศักดิ์ พวกเขาต้องการเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของพวกเขา พวกเขาสร้างคู่แข่งขึ้นมาเสมอ แม้ว่าจะไม่มี การแข่งขันทำให้ต้องบาดหมาง กระทบกระทั้ง กับคนที่พวกเขาเองต้องการได้รับการยอมรับ

พวกเขาพยายามในสิ่งที่เพื่อน ๆของพวกเขาเห็นว่าเป็นเลิศ ซึ่งบางครั้งก็สวนทางกับความรู้สึกของตัวเอง ทำให้สูญเสียความมุ่งมั่น พวกเขาไม่เคยสนุกกับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทุ่มเท พวกเขาเพียงแต่ทำเพื่อต้องการความเป็นเลิศ

สิ่งที่ง่ายที่สุดที่ใช้บอกว่าใครเป็น"ไทป์สาม" ในระดับปานกลางก็คือ คนที่ให้ความสำคัญกับสามสิ่งต่อไปนี้มากที่สุด ได้แก่ การงาน ความสำเร็จ และการได้รับการยอมรับ ความสำเร็จสำหรับ"ไทป์สาม" คือ การเป็นที่หนึ่ง เป็นผู้ชนะที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาให้ความสำคัญกับการเป็นมืออาชีพในสายงานที่ทำอยู่ พวกเขาบ้างาน และมองว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานเป็นเครื่องวัดคุณค่าของมนุษย์ พวกเขาต้องการจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และยอมเสียสละให้กับงานอย่างมาก แม้แต่ครอบครัว เพื่อน การแต่งงาน หรือสุขภาพจิต พวกเขาจะสูญเสียความนับถือตัวเองอย่างมากหากงานที่ทำอยู่ไม่มีเกียรติ หากไม่มีงานทำก็ยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก

พวกเขาพัฒนาทักษะในการเจรจา และเรียนรู้วิธีการนำเสนอตัวเอง เพราะชอบแข่งขัน และแสวงหาความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้ช่วยพวกเขาให้ก้าวขึ้นไปได้ และเป็นจุดหัวเลี้ยวหัวต่อของ"ไทป์สาม" เกี่ยวกับการซื่อสัตย์ต่อตนเอง พวกเขาสวมหน้ากากเอาไว้ แล้วเจรจากับคนอื่นในทางที่จะทำให้ได้สิ่งที่ต้องการมา พวกเขาไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดที่แท้จริง พวกเขามีลูกไม้กับเพื่อนและเพื่อนร่วมงานเสียแล้ว เพื่อให้ก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อย พวกเขาต้องฉลาดการเมืองมากขึ้น ต้องมีคนรู้จักมาก ๆ และเมื่อจะคบใครก็คิดถึงเรื่องผลที่จะได้เสมอ

พวกเขาแคร์สถานภาพทางสังคมของตัวมาก คอยตรวจสอบอยู่เสมอว่าตัวเองก้าวไปข้างหน้าอยู่หรือไม่ พวกเขาจะรู้สึกอย่างมากถ้าเพื่อนคนอื่นแซงหน้าพวกเขาไป แทนที่เดิมจะมุ่งพัฒนาตัวเอง กลับกลายเป็นมุ่งที่จะชนะรางวัล หรือเรียกร้องความสนใจแทน

ระดับห้า "ผู้สนใจภาพพจน์"

พวกเขากลัวคนอื่นเสื่อมศรัทธาที่ตัวชอบแข่งขัน"ไทป์สาม" จึงเริ่มหมกมุ่นอยู่กับการสร้างความประทับใจให้คนอื่น พวกเขาไม่สนใจว่าตัวเองจะพัฒนาขนาดไหน แต่สนใจว่าภาพพจน์ของตัวเองในสายตาของคนอื่นดีขนาดไหน พวกเขาต้องการให้ตัวเองดูดี โดยไม่สนว่าภาพเหล่านั้นจะตรงกับตัวของพวกเขาเองจริง ๆ หรือไม่ พวกเขานำเสนอตัวเองได้อย่างเป็นมืออาชีพมากขึ้น นุ่มนวลขึ้น สิ่งเหล่านี้สวนทางกับการยอมรับตัวเอง พวกเขาปฏิเสธตัวเอง และยอมอยู่ภายใต้หีบห่อที่สวยงาม ซึ่งดูแล้วแน่นอนกว่าตัวตนที่เห็นที่เป็นอยู่ พวกเขาเหมือนผลิตภัณฑ์ในซูปเปอร์มาร์เก็ต

พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการคิดว่าคนอื่นกำลังคิดอะไรกับตัวเขาอยู่ สงสัยอยู่ตลอดว่าตนประสบความสำเร็จมากพอหรือยัง มีค่าพอที่คนอื่นจะกล่าวขวัญถึงหรือยัง พวกเขารู้ว่าทุกคนกำลังจ้องมองเขาอยู่ จึงต้องระวังการแต่งตัว การพูดจา อยู่ทุกนาที การที่ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องพวกนี้ทำให้"ไทป์สาม" ไม่อยู่กับความรู้สึกส่วนตัว พวกเขาเริ่มไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร

พวกเขาไม่พูดอย่างที่รู้สึก หรือทำอย่างที่คิด แต่สร้างภาพเป็นหลัก พวกเขาเลือกการแสดงออกโดยเน้นถึงความเหมาะสมตามกาลเทศะเป็นสำคัญ พวกเขาอาจดูจริงใจ เป็นมิตร ถ่อมตัว ใจดี มีคุณธรรม กตัญญู และพูดความจริง แต่ความจริงอาจตรงกันข้าม พวกเขาทำไปเพื่อให้ภาพออกมาดีเท่านั้น ปากไม่ตรงกับใจ เป็นคนที่ข้างนอกสุกใสข้างในตะติ๋งโหน่ง สิ่งที่เขาพูดไม่ใช่ตัวเขา แม้แต่ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกว่าตัวเขาที่แท้จริงเป็นอย่างไร

ธุรกิจโฆษณา และแฟชั่นคือผลพวงของ"ไทป์สาม" มันเป็นธุรกิจที่ตอบสนองความกลัวเหล่านี้ได้ มีที่ปรึกษาอิมเมจที่ได้เงินเดือนสูง ๆเป็นจำนวนมากที่สอนการทำตัวให้ดูดี สอนการพูดให้ฟังดูไม่มีสำเนียงบ้านนอก เหมือนกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีได้ ภาพลักษณ์เป็นสิ่งที่ทำให้สามารถกลมกลืนไปกับสิ่งแวดล้อมได้

ไทป์สาม มีความสามารถในการสร้างภาพสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นคนมีการศึกษา หรือมีสติปัญญา และพวกเขาก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เฉพาะ พิธีการเกมส์โชว์ ผู้เข้าประกวดนางงาม หรือพวกยับ*** เท่านั้น เราพบ"ไทป์สาม" ได้ทุกแห่ง สิ่งที่ใช้เป็นที่สังเกตได้ว่าเรากำลังติดต่อกับ ภาพลักษณ์ของ"ไทป์สาม" ไม่ใช่ตัว"ไทป์สาม" เองคือ ความสมบูรณ์แบบอย่างน่าประหลาด พวกเขาดูสุขุม นิ่งๆ เป็นมืออาชีพ พวกเขาจับปฏิกิริยาของคนอื่นได้ไว ถ้าคนอื่นมีท่าทางจะปฏิเสธ พวกเขาจะพยายามมากขึ้นและพยายามปรับกลยุทธ์ที่จำเป็นทันที คนทั่วไปมองไม่ค่อยเห็นจุดอ่อนในตัว"ไทป์สาม" แต่ถ้ามองให้ดีก็จะรู้ว่า"ไทป์สาม" ไม่มีอะไร พวกเขาไม่แสดงความรู้สึกของตัวเอง ไม่มีความเห็นส่วนตัวใด ๆ พวกเขาดูไม่ทะเยอทะยานเพราะมีท่าทางที่สุขุม พวกเขาเป็นเหมือนเครื่องจักรที่คุณภาพดีที่เชื่อถือได้ พวกเขาจึงเป็นที่ต้องการเสมอ แต่พวกเขาไม่มีจุดยืนเป็นของตัวเอง

ไทป์สาม กลัวความผูกพันใกล้ชิดมาก เพราะกลัวทุกคนจะรู้ว่าข้างในเขาไม่มีอะไร ถ้าเขาเปิดเผยเรื่องส่วนตัวให้ใครก็ต้องแสดงว่าเขาไว้ใจคน ๆนั้นมาก อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งพวกเขาก็ได้สร้างความผูกพันให้เกิดขึ้น เพราะความที่เป็นคนปรับตัวเก่ง และมีเสน่ห์

นาน ๆเข้าทุกคนจะเริ่มมองเห็นความผิดปกติภายใต้ภาพพจน์ของ"ไทป์สาม" เพราะดูเหมือน"ไทป์สาม" ไม่เคยมีอารมณ์ร่วมกับอะไรเลยอย่างจริง ๆจัง ๆ พวกเขาจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกด้วยตัวคนเดียว พวกเขาจะให้เวลากับตัวเองในการใช้อารมณ์ในช่วงสั้น ๆ และกลับไปเป็นคนเดิมที่มองเป้าหมายอย่างรวดเร็ว ความรู้สึกเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่ถนัด และบ่อนทำลายความตั้งใจสร้างภาพลักษณ์ของเขา พวกเขาไม่ใช้อารมณ์ส่วนตัว จึงเป็นคนที่เปลี่ยนจุดยืนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาเรียนรู้ที่จะเชื่อสูตร หรือเทคนิคต่าง ๆมากกว่า ไม่มีใครรู้สึกเป็นเพื่อนสนิทกับเขาได้อย่างสนิทใจ พวกเขามีจุดมุ่งหมายอันใหญ่หลวงที่จะต้องบรรลุ ไม่มีเวลามานั่งทอดใจ พวกเขาเลือกแต่ทางที่ได้ผลเท่านั้น พวกเขาไม่ใช่ผู้นำที่ดีเพราะเป็นคนขาดวิสัยทัศน์ส่วนตัว ไม่ยึดมั่นค่านิยมใด ๆ และไม่สงสารคนอื่น แต่พวกเขาก็มักสนใจที่จะได้เป็นผู้นำ เพราะมันเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติยศ พวกเขานำด้วยการตามสูตร บอกคนอื่นในสิ่งที่คนอยากฟังมากกว่าสิ่งที่คนเหล่านั้นควรทำ

ระดับหก "ผู้หลงตัวเอง"

เมื่อสร้างภาพของตัวเองได้สำเร็จ"ไทป์สาม" ก็เริ่มกลัวคนอื่นจะรู้จักตัวจริง พวกเขาจะดิ้นรนอย่างหนักที่จะโฆษณาตัวเอง พวกเขาต้องการให้มีคนยกย่องและอิจฉาตน และคิดว่าพวกตนเก่งที่สุด ไม่มีที่ติ พวกเขาพยายามลืมความต้องการส่วนตัวซึ่งอาจนำมาซึ่งเรื่องขายหน้า พวกเขาต้องการเป็นหนึ่งเดียวกันกับภาพลักษณ์ของพวกเขาเอง

ในระดับนี้ พวกเขาเริ่มโอ้อวดตัวเองอย่างไร้ยางอาย คุยถึงความสำเร็จต่าง ๆนานาของตัวในอดีต และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พูดให้ตัวเองดูดี และโดดเด่นกว่าทุกคน ซึ่งล้วนแล้วแต่เกินจริงทั้งสิ้น แต่ก็ยังมองออกยากเพราะพวกเขาพูดเก่ง พวกเขาพร่ำบอกว่าตัวเก่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดทุกคนอาจจะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้ กิจกรรมทุกอย่างที่เขาทำ เป็นไปเพื่อการยกย่องตัวเอง พวกเขากล้าอวดชาติตระกูล การศึกษา สถานภาพ ร่างกาย สติปัญญา การงาน คู่ครอง และพลังทางเพศอย่างไร้ยางอาย ยิ่งทำคนอื่นก็ยิ่งรู้สึกเบื่อหน่าย และเลิกสนใจ ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่"ไทป์สาม" ต้องการ

พวกเขาเริ่มบาดหมางกับคนอื่น เพราะชอบแข่งขันจนเกินเหตุ มันเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะมีความรู้สึกที่ดี ๆกับคนที่กำลังแข่งขันด้วย และพวกเขาก็กำลังเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการคบเพื่อน ความชอบแข่งขันทำให้"ไทป์สาม" เห็นคนอื่นเป็นศัตรูไปหมด พวกเขารู้สึกดีเฉพาะเมื่ออยู่ท่ามกลางคนที่ด้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็นคนใต้บังคับ หรือคนที่เคยแพ้ตนมาแล้ว

พวกเขามีแผลในใจเรื่องคุณค่าในตัวเอง และต้องประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดเท่านั้นถึงจะทำให้รู้สึกบรรเทาได้ เป้าหมายของเขาที่สุดแล้วจึงเป็น การเป็นคนรวย และมีชื่อเสียง โดยเฉพาะมีชื่อเสียง เพราะมันทำให้ความมีตัวตนของพวกเขามั่นคงขึ้น พวกเขาไม่ใช่ธรรมดา ๆอีกต่อไป การที่คนทุกคนรู้ว่าเขาคือใคร ย่อมแสดงว่าเขามีค่า นอกจากนี้ พวกเขายังแสวงหาสถานภาพทางสังคมบางอย่าง เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ ๆ พวกเขารับเอาสถานภาพเหล่านั้นมาและใช้เป็นเครื่องมือในการแข่งขันกับคนอื่น การได้สถานภาพพิเศษก็เหมือนกับดึงคนบางคนออกจากเกมส์ไปได้เลย สถานภาพทางสังคมบางอย่างจึงเป็นเกมส์ของบรรดาคนที่คลั้งไคล้ความสำเร็จ"ไทป์สาม" รู้สึกเหมือนกับว่าตนได้เล่นเกมส์โดยที่คนอื่นต้องเป็นฝ่ายแพ้แน่ ๆ และคนเหล่านั้นก็จะกลับมาเล่นใหม่

พวกเขาเริ่มหลงผิดคิดว่าตนเป็นผู้วิเศษ พวกเขาเริ่มช่างติคนอื่นเพื่อเพิ่มความนับถือตัวเอง การคิดว่าตัวเองวิเศษทำให้ตนไม่วันถูกปฏิเสธ และหากถูกปฏิเสธก็ไม่รู้สึกอะไร เพราะคนเหล่านั้นต่ำต้อยกว่าตัว ไม่มีความหมายอะไร

ไทป์สาม พยายามดูดีเสมอ แต่ที่จริงแล้วไม่ว่าหน้าตาท่าทางของพวกเขาจะดีหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะพวกเขาก็หลงตัวเองอยู่ดี พวกเขาเต๊ะท่าเพื่อดึงดูดความสนใจ และเพื่อแสดงความวิเศษ และมักมีนิสัยชอบโชว์ ชอบล่อลวงคนด้วยเสน่ห์ทางเพศ การแสดงออกที่เป็นชายเกินพอดี หรือหญิงเกินพอดี พบเห็นได้ทั่วไป รูปร่างหน้าตามีความหมายสำหรับ"ไทป์สาม" แต่หากพวกเขาอาภัพในเรื่องนี้ พวกเขาก็จะต้องหาเสน่ห์ส่วนอื่นทดแทน เช่น ความฉลาด เงิน ความสำเร็จ ชื่อเสียง และเกียรติยศ

ความหลงตัวเอง กับ พฤติกรรมทางเพศของ"ไทป์สาม" ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของการตั้งรับทั้งสิ้น พวกเขาอยากเป็นที่ต้องการ พวกเขาต้องการให้คนยกย่อง แต่ไม่เคยคิดจะชื่นชมใครไม่ว่าเรื่องทางกายภาพ หรือทางจิตใจ

ความหลงตัวเองทำให้ ในระดับนี้ เมื่อ"ไทป์สาม" ประสบความสำเร็จ พวกเขาจะอยู่เฉย ๆเพื่อชื่นชมกับความสำเร็จนั้นอย่างลำพอง และเริ่มสูญเสียความสามารถในการจดจ่อกับเป้าหมายในระยะยาวได้ พวกเขาเริ่มพี่งพาเสน่ห์ และเรื่องเพศเป็นหลัก พวกเขาเลิกกระตือรือร้นที่จะดึงดูดหรือล่อลวงคนอื่น แต่ใช้เสน่ห์ที่ยังพอมีเหลืออยู่แทน และถ้าได้ใครมาเชยชมแลัวก็จะทิ้ง พวกเขาล่อลวงคนมาเพื่อสนองความหลงตัวเองเท่านั้น และรู้สึกสนุกเวลาที่มีคนพยายามจะเข้าถึงตัวพวกเขาโดยการบอกว่า "ดูแต่ตา มืออย่าต้อง" "เธออาจเทิดทูนฉันได้ แต่เป็นเจ้าของฉันไม่ได้" ทั้งหมดเกิดจากความกลัวการผูกพันใกล้ชิด และความต้องการที่จะเป็นที่ต้องการ มารวมกัน

พวกเขาจะโกรธมากถ้าใครวิจารณ์คำพูดหลงตัวเองของพวกเขาว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่พวกเขาก็มักตั้งความหวังไว้เกินจริงจริง ๆ "สิ่งที่ฉันค้นพบต้องได้รับรางวัลโนเบล" "งานแสดงศิลปะของฉัน ต้องขายหมดตั้งแต่วันแรกที่เปิดแสดง" ซึ่งทำให้"ไทป์สาม" ต้องพบกับความผิดหวัง ยิ่งพวกเขาหลงตัวเองมากเท่าไร ก็ยิ่งอ่อนไหวกับเรื่องคุณค่าของตัวเองมากเท่านั้น ภายใต้ความเป็นคนหลงตัวเอง"ไทป์สาม" ขาดความนับถือตัวเองอย่างแท้จริง

ระดับเจ็ด "นักฉวยโอกาส"

ไทป์สาม กลัวความล้มเหลวยิ่งนัก ถ้าพวกเขาโอ้อวดเกินจริงจนทำไม่ได้ พวกเขาก็จะหลอกคนอื่นไปวัน ๆ พวกเขายินดีที่จะทำความเลวเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ทำประวัติส่วนตัวปลอม แยกความดีความชอบคนอื่น การลอกผลงานคนอื่น หรือนับความดีความชอบเก่า ๆ ให้เพิ่มขึ้นอย่างผิด ๆ พวกเขาจะไม่ยอมเป็นผู้แพ้เป็นอันขาด

พวกเขายอมขายตัว โกหก แปรพรรค หรือเอาเปรียบคนอื่น เพื่อให้ตัวเองก้าวหน้า พวกเขาไม่มีมโนธรรมใด ๆอีกแล้ว พวกเขาแยกความจริงกับการหลอกลวงออกจากกันไม่ออก พวกเขาต้องดิ้นรนอย่างเดียวเพื่อความอยู่รอดของตัวตนที่บอบช้ำ ทำทุกอย่างเพื่อพยุงภาพลักษณ์ของตัวไว้

พวกเขาตั้งเป้าให้ตัวเองสูงเกินจริง ซึ่งจะต้องใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้านั้น พวกเขายอมขายตัวเอง เพื่อตัวเอง เช่นยอมแม้แต่ทำลายอนาคตของตัวเองในระยะยาวเพื่อผลในระยะสั้น โดยไม่รู้ตัว พวกเขาเอาเปรียบคนอื่น แต่ตัดทางตัวเองด้วยโดยไม่รู้ตัว พวกเขาไม่สงสารใคร แม้แต่ตัวเอง คน ๆอื่นเป็นเพียงเครื่องมือในการให้การยอมรับแก่เขาเท่านั้น พวกเขามีความสัมพันธ์กับใครก็มีแต่ให้ไม่มีรับ ใครให้ประโยชน์อยู่ก็คบ หมดประโยชน์ก็ทิ้งทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนนั้นเรียกร้องที่จะคบต่อไป สิ่งที่สังเกตได้ง่ายว่า"ไทป์สาม" อยู่ในระดับนี้หรือไม่ก็คือ ในระดับนี้"ไทป์สาม" ไม่มีความสัมพันธ์ระยะยาวกับใครในโลกเหลืออยู่ พวกเขาหลอกใช้ไปหมดทุกคนแล้ว เช่นเดียวกันกับเรื่องของเป้าหมาย พวกเขาไม่เหลือเป้าหมายระยะยาวอีกต่อไป

ถึงอย่างไร"ไทป์สาม" ในระดับนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จอยู่ พวกเขามักดูมีความสุขกว่าที่แท้จริง พวกเขาเริ่มจะต้องหลบซ่อนตัว เพื่อไม่ให้ใครเห็นหายนะที่ตนกำลังจะต้องเผชิญ

ระดับแปด "คนหลอกลวง"

ในระดับนี้"ไทป์สาม" กำลังกลัวความจริงจะถูกเปิดเผย แต่แทนที่จะยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา และหาทางแก้ไข พวกเขากำลังถล้ำลึกลงอีกขั้นโดยการหาทางปกปิดความไม่เอาไหนของตัวเองให้มิดชิดกว่าเดิม พวกเขาทำภาพพจน์ของตัวเองให้น่าเชื่อถือมากขึ้น แต่เต็มไปด้วยการทุจริต พวกเขาโกหกจนเป็นสันดาน คิดว่าสิ่งใดที่ตนพูดออกไป สิ่งนั้นก็คือความจริง พวกเขาจะโกหกหากทำให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วกว่า แม้ว่าจะเสี่ยงมากกว่าหากถูกจับได้ ชีวิตแบบนี้เต็มไปด้วยความน่ากลัว แต่พวกเขาก็พยายามตีหน้าหลอกคนอื่นว่าตนยังอยู่ในอาการสงบ ข้างในของพวกเขารู้สึกจนมุม และตื่นตระหนก ความกลัวการถูกจับได้ และลงโทษทำให้ พวกเขาเป็นคนอันตราย พวกเขาทำลายหลักฐาน หักหลังเพื่อน ยุให้คนแตกกัน ฯลฯ พวกเขาทำลายสิ่งที่คนอื่นทุ่มเททำ และทำร้ายจิตใจคนที่รักพวกเขา เพราะการเห็นคนอื่นล้มเหลวทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ยิ่งทำความชั่วก็ยิ่งถอนตัวไม่ขึ้น และสักวันคนอื่นต้องจับได้อย่างแน่นอน

ระดับเก้า "คนบ้าคลั้ง"

หาก"ไทป์สาม" ถูกเปิดโปง ชีวิตทั้งชีวิตคงดับสลาย พวกเขาคงหนีความรู้สึกไร้ค่าของตัวเองไปไม่รอด ความสำเร็จของคนอื่นก็บาดใจพวกเขาเหลือเกิน พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าคนอื่นเก่งกว่าตนทั้งนั้น พวกเขารู้สึกว่าจะต้องหยุดยั้งทุกอย่าง พวกเขากล้าทำอันตรายทุกคนที่ทำอะไรแทงใจดำพวกเขา พวกเขาเป็นศัตรู และริษยาคนที่มีสิ่งที่พวกเขาต้องการ แค้นที่คนอื่นพยายามบรรลุความสำเร็จอย่างแท้จริง ในขณะที่ตนสร้างแต่ภาพ คนทั่วไปที่มีความรู้สึกอย่างปุถุชน มีความรัก และมีคนอื่นรัก ล้วนแล้วแต่เป็นเป้าที่"ไทป์สาม" จ้องทำร้าย

ใครที่ก่อนหน้านี้สังเกตเห็นความผิดปกติในตัว"ไทป์สาม" ก็มักจะไม่กล้าเจอหน้า"ไทป์สาม" ซึ่ง"ไทป์สาม" เริ่มมีอาการผิดปกติอย่างสมบูรณ์ อาจไม่สนใจข้อจำกัดใด ๆ กระทำการแก้แค้นที่โหด***มให้สมใจ เพื่อระบายความโกรธ บางครั้งอาจไม่รู้สึกตัวว่าได้ทำอะไรลงไป นอกจากอาชญากรรมอย่าง การทำร้ายร่างกาย การลอบวางเพลิง หรือการก่อวินาศกรรม พวกเขายังสามารถฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกสำนึกผิดบาป พวกเขาฆ่าคนแบบฆ่าแมลงวัน และการสังหารก็กระทำโดยไม่เลือกหน้า อย่างคนที่ออกไปสังหารคนตามท้องถนน พวกเขาทำไปเพื่อความต้องการที่จะได้ความเลิศเลอกว่าคนทั่วไปกลับมา ซึ่งก็คือโดยการทำลายคนอื่น

เหยื่อของ"ไทป์สาม" ที่เป็นผู้ชายก็จะได้แก่ผู้หญิงเป็นหลัก เนื่องจากในวัยเด็ก พวกเขาถูกทารุณหรือถูกทำอะไรสักอย่างที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีวันชนะใจผู้เลี้ยงดูได้ แต่เด็กไม่สามารถโกรธเกลียดผู้ปกครองได้ เพราะสังคมไม่ยอมรับ เด็กจึงแปรเปลี่ยนความรู้สึกนี้ไปเป็น การทรมาณ และการข่มขืนผู้หญิงเมื่อโตขึ้น และเนื่องจาก"ไทป์สาม" ต้องการการยอมรับ และความสนใจจากคนรอบข้าง พวกเขาจึงไม่สะทกสะท้านต่อการประณามหยามเหยียดของสังคม เพราะการที่คนอื่นกลัว หรือเกลียดชังตน ย่อมแสดงว่าทุกคนยังเห็นหัวตนอยู่

พัฒนาการ

จาก"ไทป์สาม" ไปสู่ "ไทป์เก้า"

ในระดับสี่"ไทป์สาม" จัดการกับความเครียดด้วยการไปสู่ "ไทป์เก้า" เนื่องจาก"ไทป์สาม" เป็นไทป์ที่ชอบสร้างผลงาน การไปสู่"ไทป์สาม" เป็นเหมือนการหยุดพักชั่วคราว เป็นการลดดีกรีของการแข่งขันที่สูงเกินไปของตนต่อสายตาของเพื่อน ๆ และเมื่อรู้สึกวิตกกังวล พวกเขาจะโกรธกับเพื่อน ทำตัวให้เป็นปกติมากขึ้น ลดงานลง และทำตามกลุ่ม

ในระดับห้า"ไทป์สาม" กำลังง่วนอยู่กับโครงการเพื่อความสำเร็จต่าง ๆ ซึ่งมันทำให้ต้องรับทำงานบางอย่างที่ไม่อยากทำไปด้วย พวกเขาหาทางออกด้วยการหันเหความสนใจออกจากงานเหล่านั้น การเข้าไปสู่ "ไทป์เก้า" ทำให้พวกเขาดูเฉื่อยไปเป็นคนละคน

ในระดับหก พวกเขาโปรโมตตัวเองต่าง ๆนานา พวกเขาอยากให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ใช่ธรรมดา แต่การหลอกตัวเองไม่ใช่ของสนุก และเสี่ยงต่อการเจอความผิดหวัง ซึ่งพวกเขาจะรับมือด้วยการเข้าสู่ "ไทป์เก้า" กลายเป็นพวกเมินเฉย ไร้จุดหมาย หลีกเลี่ยงรากเหง้าของปัญหา และหันไปหาจิตนาการ และความฝันส่วนตัวสำหรับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่อันต่อไป พวกเขาอาจดื่มเหล้า หรือใช้ยาด้วยในระดับนี้

ในระดับเจ็ด พวกเขาแอบอ้างตัว และหลอกตัวเองเพื่อรักษาความรู้สึกเลิศเลอของตัว เมื่อเครียดพวกเขาจะไปสู่ "ไทป์เก้า" กล่าวคือมีอาการซึมเศร้า และไม่แยแส ทำอะไรไม่ได้ เป็นอยู่แบบนี้ เป็นเดือนเป็นปีก่อนที่จะเข้าสู่ระดับแปด และเก้าต่อไป

ในระดับแปด พวกเขากำลังพยายามปกปิดความผิดพลาดของตัวเอง อาจก่อคดีเพื่อปกปิดความผิด ซึ่งการอาจได้ผลระยะหนึ่งแต่ พวกเขาก็ต้องการเวลาพัก พวกเขาจะเข้าสู่ "ไทป์เก้า" โดยการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง มีอาการซึมเศร้าสลับการอาการฮิสทีเรีย แต่พวกเขาจะปกปิดตัวเองในสภาพนี้ และหาทางเรียกความมั่นใจกลับคืนมาเมื่อพบปะคนอื่น

ในระดับเก้า พวกเขาระเบิดความโกรธที่มีต่อคนที่ทำร้ายภาพพจน์ของพวกเขาออกมา เมื่อเข้าสู่ "ไทป์เก้า" พวกเขาจะทำตัวอยู่ในโลกของความฝันราวกับว่าพวกเขาจะไม่ตื่นขึ้นอีกต่อไป ทุกสิ่งดูเป็นของไม่จริง แม้แต่พฤติกรรมที่ตนทำร้ายคนอื่น พวกเขาตัดตัวเองออกจากความรู้สึกสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็คือ ความเป็นศัตรูกับคนอื่น ทำให้พวกเขารู้สึกไร้ความรู้สึกเป็นคนว่างเปล่า ไม่สนใจสิ่งใดแม้แต่ตัวเอง อาจมีอาการบุคลิกภาพแตกแยกร่วมด้วย

จาก"ไทป์สาม" ไปสู่ "ไทป์หก"

การไปสู่ "ไทป์หก" เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับ"ไทป์สาม" เพราะเป็นการเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับการถูกปฏิเสธ เนื่องจาก "ไทป์หก" ชอบถวายตัวรับใช้คนอื่น และชอบความผูกพันใกล้ชิด ซึ่งพวกเขาก็ไม่ชอบอีก เพราะไม่อยากให้คนอื่นมารู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่เคยพัฒนาตัวตนเลย แต่อย่างไรก็ดี

การเข้าสู่ "ไทป์หก" เป็นการสัญญากับคนอื่น เป็นการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ซึ่งในที่สุดจะทำให้"ไทป์สาม" รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้หมดค่า แต่กลับทำให้เติบโตขึ้นอย่างที่ตัวเองเป็น การเข้าหาคนอื่นเป็นสร้างคุณค่าให้ตัวเองอย่างฝังรากลึก การเข้าสู่ "ไทป์หก" เป็นการยอมให้คนอื่นได้เห็นจุดอ่อนของตัว เป็นการให้โอกาสตัวเองเผชิญกับสิ่งที่ตัวเองกลัว และพบกับความรู้สึกที่แท้จริงของตน พวกเขาจะพบว่าตัวเองยังคงได้รับการยอมรับ และยังมีโอกาสได้สร้างตัวตนที่แท้จริงขึ้นมาอีกด้วย

การหลงรักใครสักคนที่มีวุฒิภาวะของการพัฒนาสูงกว่าตน จะช่วยให้"ไทป์สาม" เข้าสู่ "ไทป์หก" ได้อย่างถาวร การรักและเทิดทูนคน ๆนั้น อย่างไม่รู้สึกอยากเอาชนะทำให้ความสัมพันธ์นั้นยืนยง และความสัมพันธ์จะย้อนกลับมาพัฒนา"ไทป์สาม" ให้อยู่ในระดับดีได้อีกต่อหนึ่ง พวกเขาเลิกสนใจเกียรติยศ ชื่อเสียง ความสำเร็จ และสถานภาพทางสังคม พวกเขากลับรู้จักการให้การยอมรับคนอื่นบ้าง ซึ่งทำให้ตัวเองมีคุณค่า รู้จักเปิดใจ และมีความนับถือตัวเองอย่างแท้จริง พวกเขาจะค้นพบว่า คนอื่นจะให้ความร่วมมือ รัก และเคารพพวกเขามากกว่าการพยายามแข่งขันเพื่อให้เป็นผู้ชนะ พวกเขาจะเลิกสนใจพัฒนาแต่ภาพพจน์ และหันมาสนใจตัวเองตัวจริง และพบกับความสุขอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

ไทป์ย่อย

"ไทป์สามปนสอง" "ดาว"

ลักษณะโดยทั่วไปของ"ไทป์สาม" และ "ไทป์สอง" นั้นส่งเสริมกัน และทำให้ได้ "ไทป์สามปนสอง" ที่มีทักษะทางสังคมที่ดีเยี่ยม พวกเขาชอบอยู่ท่ามกลางผู้คน และเป็นศูนย์กลางของความสนใจ "ไทป์สอง" กระตุ้นให้พวกเขาเข้าหาคนอื่น พยายามรู้จักคนอื่น

ตัวอย่างบุคคล Bill Clinton, Prince Andrew, Elvis Presley, Paul McCartney, Brooke Shields, Jane Pauley, Whitney Houston, Denzel Washington, Shirley MacLine, Jack Kemp, Kathie Lee Gifford, *** Clark, Vanna White, Tony Robbins, Joe Montona, Sylvester Stallone, Arnold Schwarzennegger, O.J.Simpson, "Hedda Gabler,""Lady Macbeth"

"ไทป์สอง" ส่งผลให้พวกเขาเป็นคนแสดงออก และเป็นมิตรมากกว่า ไทป์สามปนสี่ พวกเขามีความอบอุ่น และความรู้สึกในแง่ดีให้คนอื่น และไม่ใช่คนที่ไร้รักโดยสมบูรณ์ พวกเขาแคร์คนบางคนที่พวกเขาใกล้ชิด พวกเขาให้กำลังใจ และชื่นชมคนอื่น รู้จักความปวดร้าว มีความสนุกสนานในตัวอย่าง "ไทป์เจ็ด" ช่างพูด ชอบช่วยเหลือ และใจกว้าง อย่าง "ไทป์สอง" ในขณะที่วางตัว ดูแลบุคลิกภาพอย่าง"ไทป์สาม" พวกเขาต้องการการยอมรับทางใดทางหนึ่งจากคนอื่น ต้องการทั้งให้คนสนใจ และให้คนรัก ทำให้เป็นคนรู้จักเอาใจคนอื่น

ในระดับปานกลาง พวกเขาพยายามทำให้ตนเป็นที่ต้องการ จึงเข้าหาคนอื่น และพยายามมีส่วนร่วม "ไทป์สอง" ช่วยทำให้พวกเขารู้จักแสดงความรู้สึก หรือมายาของความรู้สึกของตัวออกมา รู้วิธีที่จะนำมันมาใช้เพื่อสร้างความประทับใจให้คนอื่น พวกเขาแคร์ว่าคนอื่นรู้สึกอย่างไรกับตนอย่างมาก ชอบแข่งขัน ชอบเปรียบเทียบ และให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ พวกเขาปรารถนาที่จะได้คู่ครองที่เซ็กซี่ เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป พวกเขาต้องการให้ลูกของตัวดูดี รวมทั้งบ้าน งานอดิเรก เวลาพักร้อน และสิ่งต่าง ๆในชีวิต พวกเขาหลงตัวเองอย่างเปิดเผยมากกว่า ไทป์สามปนสี่ พวกเขาหว่านเสน่ห์อย่างเกินงาม และไม่เหมาะสม ไม่ค่อยรู้ตัวว่าสิ่งที่ทำไปกลับทำให้ตัวเองดูแย่ลง ชอบโชว์ และชอบล่อลวง พวกเขาไม่ค่อยรู้ตัวว่าคนอื่นไม่ชอบการกระทำอย่างนั้นของพวกเขา

ในระดับเสื่อม พวกเขาทั้งหลอกตัวเอง และขอความรัก พวกเขาหลอกใช้คน และแก้แค้นคนที่ไม่ยอมรับรักของพวกเขา พวกเขาจะเป็นศัตรูกับทุกคนถ้าตัวเองไม่ได้เป็นที่หนึ่ง และเมื่อถึงขีดสุด พวกเขาจะกลายเป็นคนอันตราย อย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาเป็นคนโรคจิตเจ้าเสน่ห์ ที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง ที่วันหนึ่งเผยความอันตรายออกมา ด้วยการทำร้ายคนที่พวกเขาใกล้ชิดที่สุด เพราะคนเหล่านั้นได้แตะต้องความหลงตัวเองของพวกเขา

ไทป์สามปนสี่ "มืออาชีพ"

ไทป์นี้เป็นไทป์ที่ซับซ้อน และขัดแย้งมาก เพราะ"ไทป์สาม" เป็นพวกเขาที่อยู่ท่ามกลางคนอื่น แต่ "ไทป์สี่" เหม่อลอยออกไปนอกสังคม พวกเขามีทักษะทางสังคมน้อย และสนใจงาน การยอมรับ และความสำเร็จมากกว่า ถ้าอิทธิพลของ "ไทป์สี่" มีมาก พวกเขาจะดูเหมือน "ไทป์สี่" มากกว่า"ไทป์สาม" กล่าวคือ เงียบ ชอบความเป็นส่วนตัว มีสมบัติผู้ดี และชอบศิลปะมากกว่า พวกเขาใช้อารมณ์ แต่ไม่เปิดเผยความรู้สึก

ตัวอย่างบุคคล Jimmy Carter, George Stephanopoulos, Sting, Richard Gere, Barbra Streisand, Meryl Streep, Tom Cruise, Micheal Tilson Thomas, *** Cavett, Bryant Gumbel , Truman Capote, Andy Warhol, Somerset Maugham, "Iago"

ในระดับดี ไทป์สามปนสี่ มีญาณดี และระลึกตนได้ จึงพัฒนาความรู้ด้วยตัวเอง และรู้จักชีวิตในด้านอารมณ์มากกว่า "ไทป์สามปนสอง" พวกเขามักมีหัวศิลป์ มีความคิดสร้างสรรค์ มีสไตล์เป็นของตัวเอง ซึ่งสังเกตได้จากที่อยู่อาศัย และการแต่งตัว พวกเขาให้ค่าของสติปัญญามากกว่ารูปกายเมื่อแสดงตัวออกสู่สังคม พวกเขาชอบงานศิลป์ และของที่ดูดี ขยัน และเน้นงานมากกว่า "ไทป์สามปนสอง" พวกเขาให้เวลากับการพัฒนาความชำนาญและความรู้ทางด้านเทคนิคในงานที่ตัวเองทำอย่างมาก เพื่อที่จะทำให้ทำได้ดีเลิศในแขนงที่ตนทำอยู่ พวกเขาจึงดูเหมือนกับว่าจะเป็น Five หรือ One พวกเขามั่นใจในตัวเอง โดดเด่น แต่ก็ครุ่นคิดเรื่องอดีต และอารมณ์อ่อนไหว

พวกเขาสนใจเกียรติยศ และความสำเร็จ แต่จะทำอย่างลึกซึ้ง นิสัยชอบแข่งขันของ"ไทป์สาม" ผสมกับความลังเลในตัวเองของ "ไทป์สี่" สร้างแรงกดดันให้กับพวกเขาอย่างมาก พวกเขาฝากความนับถือตัวเองไว้กับคำวิจารณ์เกี่ยวกับงานแทบทุกชิ้นของเขาโดยใครบางคน และแม้ว่าจะมีอารมณ์ศิลปิน แต่พวกเขาก็มักกดเก็บอารมณ์เอาไว้ในบางสถานการณ์ เพื่อให้คนประทับใจพวกเขาในแบบที่พวกเขาต้องการ ซึ่งบางทีนำมาซึ่งแรงกดดันภายในใจที่ยากจะทนทาน พวกเขาจะกล่าวหาตัวเอง ความล้มเหลวเป็นสิ่งที่ล่อแหลมต่อพวกเขามากเพราะ"ไทป์สาม" มีแรงปรารถนาที่จะชนะ ในขณะที่ "ไทป์สี่" ชอบตำหนิตัวเองเมื่อทำพลาด พวกเขาเจ้าอารมณ์มากกว่า "ไทป์สามปนสอง"

ในระดับเสื่อม พวกเขาหลงตน สลับกับ ลังเลในตัวเอง แต่เนื่องจาก"ไทป์สาม" เป็นไทป์หลัก ความพีงพอใจส่วนตัวจึงมาก่อน บางทีพวกเขามีอาการซึมเศร้า อมทุกข์ และไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลานาน ซึ่งอาจเป็นระยะที่ทำให้คิดได้และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่แลัวจะกลับไปเป็นอย่างเดิม และกู่ไม่กลับในที่สุด พวกเขาอาจมีพฤติกรรมที่ดูคล้าย คนบ้าที่ซึมเศร้า เพราะอารมณ์ที่แปรปรวนเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความวิตกกังวล แต่เป็นการหลงตัวเอง และการที่ตนไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ พวกเขาอาจฆ่าตัวตาย หรือทำร้ายตัวเองหาความเป็นจริงไม่มีอะไรดีขึ้น

บทส่งท้าย

"ไทป์สาม" เสียคนเพราะการปฏิเสธตัวเอง เลือกที่จะไม่ทำตามหัวใจเรียกร้องเพื่อแลกกับการเป็นคนแบบที่ตนคิดว่ามีคุณค่า พวกเขาจึงพัฒนาชีวิตเพียงด้านเดียว เหมือนกับนักเพาะกายที่เลี้ยงกล้ามเพียงส่วนเดียว แทนที่จะทำให้ดูดีทั้งตัว พวกเขาจึงมีคุณภาพแค่บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด พวกเขาพัฒนาภาพลักษณ์ของตัวเพื่อสนองความหลงตัวเอง และในที่สุดก็เอาตัวเขาแลกเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่ไม่ใช่ตัวเองเหล่านั้นไว้ พวกเขาละทิ้งสิ่ง ๆเดียวที่ทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าได้ นั้นคือ ข้างในตัวของเรา สิ่งที่ผู้อื่นชื่นชมนั้นเป็นภาพลวง ซึ่งย้อนกลับมาตอกย้ำความรู้สึกที่ว่างเปล่าในจิตใจ

พวกเขาเป็นนักสร้างความประทับใจให้คนอื่นเห็น คนทั่วไปจึงมักมองไม่ออกว่าที่จริงแล้วพวกเขาไม่เอาไหน พวกเขาเอาความนับถือตัวเองไปแขวนไว้กับคนอื่น วันใดที่รู้จักข่มความกลัวการเป็นคนไร้ค่า หยุดดิ้นรน และแสดงความเป็นคนธรรมดาที่มีหัวจิตหัวใจออกมา วันนั้นพวกเขาจะเป็นที่รักและมีพลังในตัวเอง ?

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:13:56 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 14 (885559)

2. นักบุญ

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

ต้องการเป็นที่รัก แสดงความรู้สึกที่ตนมีต่อคนอื่น เป็นที่ต้องการ เป็นที่ชื่นชม ให้คนอื่นตอบสนองตน พิสูจน์ความสำคัญของตน

ความรักมีหลายแง่มุม มันจึงเป็นการยากที่จะหาคำจำกัดความ มันเป็นคำที่รวมเอาสิ่งดี ๆทั้งหลายเอาไว้ และก็มีสิ่งที่เลวอยู่ในนั้นด้วย สำหรับ "ไทป์สอง" แล้ว ความรักคือความรู้สึกที่ดี ๆที่มีให้คนอื่น การเอาใจใส่ และการอุทิศตัวเพื่อคนอื่น หรืออาจหมายถึงความผูกพันใกล้ชิด การเข้าถึงคนอื่น แน่นอนสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของนิยามรัก แต่ "ไทป์สอง" มักไม่ยอมเข้าใจด้วยว่า ความรักที่สูงส่งขึ้นไป จะมีความใกล้เคียงกับ โลกแห่งความเป็นจริง มากกว่าเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก รักแท้คือการให้สิ่งที่ดีที่สุดกับคน ๆนั้น แม้ว่าจะต้องแลกด้วยความบาดหมางกัน ความรักคือความปรารถนาที่จะเห็นคนที่ตนรักยืนด้วยลำแข้งของตนเองอย่างเข้มแข็ง แม้จะหมายถึงการที่ "ไทป์สอง" จะต้องเดินออกไปจากชีวิตของคนที่ตนรักด้วยก็ตาม ความรักไม่ใช้การเอาสิ่งที่คนอื่นไม่สมควรให้ ความรักอยู่เหนือ การเมินเฉย ความเห็นแก่ตัว และการทำผิด ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายกระทำ และความรักเป็นสิ่งที่ขอคืนไม่ได้ ถ้าได้สิ่งนั้นไม่ใช่ความรัก

ถ้าจะเข้าใจ "ไทป์สอง" ต้องเข้าใจว่า แม้ว่าภายนอก "ไทป์สอง" จะดูเป็นฝ่ายเสนอความรัก แต่ลึก ๆแล้วพวกเขาขาดแคลนมัน "ไทป์สอง" เชื่อว่าถ้าตนรักใครมาก ๆ คน ๆนั้นก็จะรักตนตอบเอง พวกเขาจึงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้คนอื่นตลอดเวลา และมักได้ความผิดหวังเป็นสิ่งตอบแทน สักวันหนึ่งหาเขาเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง แม้ว่าจะไม่ได้รักตอบจากคนอื่น ความรักอันนั้นจะทำให้พวกเขารู้สึกเป็นฝ่ายถูกรักได้เอง

"ไทป์สอง" เชื่อว่าความรักเป็นต้นกำเนิดของคุณธรรมที่ดีทุกอย่างในชีวิต อาจจะจริงอยู่ แต่เราจะพบนิยามรักในคนกลุ่มนี้ที่แตกต่างกันไปหลาย ๆรูปแบบ มีทั้งรักที่ประเสริฐและที่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด

ตัวอย่างบุคคล Mother Teresa, Archbishop Desmond Tutu, Eleanor Roosevelt, Barbara Bush, Robert Fulghum, Leo Buscaglia, Luciano Pavarotti, Barry Manilow, Richard Simmons, Sammy Davis, Jr., Pat Boone, Doug Henning, Ann Landers, Florence Nightingale, "Melanie Hamiton Wilkes" in Gone with the Wind, "Tin Woodsman" in The Wizard of Oz และ แม่ในอุคมคติของชาวยิว

กับความรู้สึก

แม้ว่า "ไทป์สอง" จะเต็มไปด้วยความรู้สึกต่อคนอื่น แต่พวกเขาก็มีปัญหากับความรู้สึกส่วนตัว พวกเขาชอบแสดงออกถึงความรู้สึกดี ๆที่มีต่อคนอื่นมากเกินพอดี และเพิกเฉยความรู้สึกในแง่ลบในเวลาเดียวกัน พวกเขามองว่าตัวเองเป็นคนที่รักคนอื่น ห่วงคนอื่น แต่บ่อยครั้ง พวกเขารักเพียงเพื่อต้องการให้คนอื่นรักตอบ ความรักของเขาไม่ได้ให้เปล่า แต่มีใบวางบิลติดมาด้วย พวกเขาฝากตัวตนไว้กับการเป็นคนที่มีความรู้สึกที่ดีกับคนอื่นแต่เพียงด้านเดียว จึงเป็นอุปสรรคให้ "ไทป์สอง" ไม่รู้จักการรักคนอื่นอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม ในระดับดี "ไทป์สอง" เป็นไทป์ที่เอาใจใส่คนอื่น และรักคนอื่นอย่างแท้จริงมากที่สุด พวกเขาให้ในสิ่งที่คนอื่นต้องการอย่างแท้จริง ในขณะที่ในระดับเสื่อม พวกเขาปฏิเสธความรู้สึกในด้านลบในใจ ความต้องการทางอารมณ์ และความก้าวร้าว จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังครอบงำคนอื่น และหลอกใช้คนอื่นอยู่ ยากที่จะรับมือ "ไทป์สอง" ในระดับนี้ เพราะพวกเขาเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ แต่มือถือสาก ปากถือศีล ทำสิ่งที่ชั่วร้ายได้โดยไม่รู้ตัว และคิดว่าตนทำดีที่สุดแล้ว

ปัญหาหลักของ "ไทป์สอง" คือการมองไม่เห็นตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็น superego ของพวกเขากำหนดว่า หากพวกเขาแสวงหาความต้องการส่วนตัวอย่างตรง ๆ พวกเขากำลังเห็นแก่ตัว และต้องได้รับโทษ ดังนั้น "ไทป์สอง" จึงหลอกตัวเองว่าไม่ต้องการอะไร และสิ่งที่ตนทำก็เพื่อคนอื่นทั้งนั้น พวกเขาเห็นตัวเองในภาพของนักบุญเท่านั้น พวกเขาหลอกตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบในระดับเสื่อม จนทุกคนต้องแปลกใจในตัวพวกเขา พวกเขามีวิธีการที่จะสนองความต้องการของตนเองในทางอ้อม ไม่ยอมตำหนิตัวเอง และไม่ให้ใครทำด้วย พวกเขาบังคับในทุกคนเห็นดีกับการกระทำของเขาทั้งที่มันเลวบริสุทธิ์

ปัญหาเกี่ยวกับความเป็นศัตรู และการสร้างตัวตน

ไทป์ในกลุ่มความรู้สึกล้วนมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นศัตรู แต่ "ไทป์สอง" จัดการกับมันโดยการปฏิเสธว่าตนเองบาดหมางกับคนอื่น และกดเก็บความก้าวร้าวเพราะ Superego ของพวกเขาห้ามเอาไว้ ถ้าจะแสดงความก้าวร้าวออกมาก็ต้องหาคำอธิบายให้ได้ว่าทำไปเพื่อคนอื่นไม่ใช่ตนเอง พฤติกรรมก้าวร้าวขัดแย้งกับตัวตนที่เป็นพ่อพระของพวกเขา และทำให้พวกเขากลัวการถูกคนอื่นตีจาก พวกเขาปฏิเสธตัวเองว่ามีแรงขับของความเห็นแก่ตัว และมองกระทำของตัวเองเป็นแง่บวกเสมอ พวกเขาเริ่มชำนาญกับการหลอกตัวเองจนทำได้โดยสมบูรณ์แบบ ในระดับเสื่อม พวกเขาสามารถทำเลวอย่างร้ายกาจที่สุดได้โดยไม่รู้สึกว่าเป็นสิ่งผิดเลย

ต้นเหตุของพฤติกรรมของ "ไทป์สอง" คือความต้องการที่จะเป็นที่รัก ซึ่งมันแปรเปลี่ยนไปเป็นความต้องการที่จะควบคุมคนอื่น พวกเขาค่อย ๆพยายามทำให้คนอื่นจำเป็นต้องพึ่งพวกเขา พวกเขาฉุนเฉียวมากขึ้น และบังคับให้ทุกคนเห็นความดีของเขา แน่นอนสิ่งเหล่านี้ทำให้คนอื่นบาดหมางกับพวกเขาแน่ ๆ และเมื่อเกิดขึ้น พวกเขาจะหลอกตัวเองให้รู้สึกว่า กำลังถูกกระทำ แทนที่จะเป็นฝ่ายกระทำ พวกเขามองว่าตนเองทำทุกอย่างเพื่อคนอื่นแต่กลับถูกแว้งกัด ความก้าวร้าวของพวกเขาในที่สุดก็จะถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของความเจ็บป่วยทางร่างกาย ซึ่งบังคับให้ทุกคนต้องหันมาเอาใจใส่ตน

"ไทป์สอง" ยึดติดกับความคิดที่ว่า คนเราจะได้รับความรักก็ต่อเมื่อ รักและทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น พวกเขากลัวคนอื่นจะไม่รักถ้าไม่พยายามทำให้คนอื่นรักตน พวกเขาไขว่คว้าหาความรัก ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดความก้าวร้าวแบบเก็บกดขึ้น ถ้าคนอื่นไม่ตอบสนองพวกเขาอย่างที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจะฉุนเฉียวมากขึ้น แต่ความที่ไม่อาจยอมรับว่าตนเองมีความก้าวร้าวอยู่ พวกเขาจึงแสดงมันออกมาทางอ้อม ด้วยการบังคับคนอื่น คนรอบข้างจะรู้สึกประหลาดใจมากที่ "ไทป์สอง" อำมหิตกับคนอื่น แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าตนเองทำความดี

เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะอยู่ในระดับดี "ไทป์สอง" สนใจแต่ตัวเอง แต่ไม่รู้ตัว พวกเขาไม่ได้สนใจสวัสดิภาพของคนอื่นเลย ความรู้สึกดีกับตัวเอง ซึ่งได้มาด้วยการเห็นการตอบสนองที่ดีจากคนอื่น เท่านั้นที่พวกเขาสนใจ พวกเขาเอาตัวตนไปผูกติดกับ การรักตอบจากคนอื่น พวกเขาจึงไม่เคยเห็นความดี และความรักที่แท้จริงในตัวเอง และยิ่งตกสู่ระดับเสื่อม พวกเขาจะเริ่มไม่ได้รับการตอบสนองในทางบวกจากคนอื่น พวกเขาจะควานหาแต่ อะไรสักอย่างที่พวกเขาถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงการรักตอบจากคนอื่น และไม่สนใจสัญญาณอื่น ๆ พวกเขาจะนิยามคนดีในความรู้สึกของตน และทำทุกอย่างเพื่อที่จะบรรลุนิยามนั้น และได้รับสัญญาณของการรักตอบนั้นให้ได้

พวกเขามองไม่เห็นตัวตนที่แท้ของตัวเอง ยังไงก็ยังมองตัวเองว่าประเสริฐอยู่ดี พวกเขาปฏิเสธความต้องการส่วนตัว และเชื่อแต่ภาพลักษณ์ของพ่อพระที่ตัวเองอุปโหลกขึ้นมาก พวกเขาเป็นที่รำคาญของคนอื่น เพราะความที่เอาตัวตนไปผูกติดกับ การตอบสนองในทางบวกที่คนอื่นให้กลับมา พวกเขาต้องรู้ตัวให้ได้ว่ากำลังหลอกตัวเอง แต่หันมาหาคนที่ต้องการความรักจากพวกเขาอย่างมากที่สุด นั้นก็คือตัวเขาเอง

กับพ่อแม่

ในวัยเด็ก "ไทป์สอง" สองจิตสองใจกับ ผู้ปกป้อง ซึ่งก็คือ พ่อ หรือใครก็ตามที่ให้ต้นแบบ และสร้างวินัยให้กับ "ไทป์สอง" พวกเขาไม่ผูกพันกับ ผู้ปกป้อง แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้ตัดขาดกันทางจิตใจ ผลก็คือ "ไทป์สอง" จะคิดว่าตนเองสามารถมีที่ยืนอยู่ในบ้านได้ หากหน้าที่ในสิ่งที่ผู้ปกป้องขาดหายไป ซึ่งสิ่งที่ผู้ปกป้องไม่มีก็คือ ความเป็นผู้เลี้ยงดู หรือแม่นั่นเอง พวกเขาเริ่มทำตัวเป็นแม่ตัวน้อย ๆในบ้าน เพื่อให้คนในบ้านรักตอบ และกลายเป็นสิ่งที่ "ไทป์สอง" ปฏิบัติต่อกับคนที่พวกเขาต้องการความรัก เมื่อโตขึ้น

ความนับถือตัวเองของ "ไทป์สอง" เป็นความนับถือตัวเองแบบมีเงื่อนไข ความรักตัวเองแบบมีเงื่อนไขเป็นสาเหตุของความทุกข์ใน "ไทป์สอง" พวกเขาตั้งเงื่อนไขว่าจะรักตนเองก็ต่อเมื่อ ตนเองเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว และบริสุทธิ์ ยิ่งวัยเด็กของ "ไทป์สอง" ยิ่งเลวร้ายเท่าไร พวกเขายิ่งอุทิศตัว และกดเก็บความต้องการส่วนตัวมากเท่านั้น

และยิ่งเห็นแก่ตัวเท่าไร "ไทป์สอง" ก็ยิ่งต้องหาทางออกให้ตัวเองทางอ้อม superego ของเขาเข้มงวด และตรวจตราว่า "ไทป์สอง" ทำอะไรเห็นแก่ตัวหรือไม่ อีกทั้งยังคอยตรวจสอบการตอบสนองจากคนรอบข้างอีกด้วย "นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่ วนิดาพูดเกี่ยวกับตัวเธอ แต่ถ้าเธอเป็นคนที่น่ารักจริง วนิดาจะต้องกอดเธอเลย" ในระดับเสื่อม พวกเขาไม่มีทางทำให้ superego ของพวกเขาพอใจได้ พวกเขาไม่สามารถหาคนมาแสดงความรักตอบได้มากพอ และไม่สามารถเสียสละได้มากพอ พวกเขาจึงต้องหาทางออกด้วยการหลอกตัวเองว่า เป็นคนดี ไม่เห็นแก่ตัว และไม่มีกิเลส

ปัญหาเกิดเมื่อ "ไทป์สอง" คิดว่าตัวเองดีตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่ตนทำเลว แต่เมื่อ "ไทป์สอง" เข้าสู่ระดับดี พวกเขาเริ่มหันเหความสนใจมาที่การรู้จักรักตัวเอง และแยกแยะได้ว่ามันแตกต่างจากการเป็นคนเห็นแก่ตัว และรู้ด้วยว่ามันเป็นพื้นฐานที่จำเป็นหากต้องการจะเป็นที่พึ่งของคนอื่น พวกเขารู้จักรักตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข และไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีสำหรับคนอื่นตลอดเวลา พวกเขาจะเริ่มรู้จักการเอาใจใส่คนอื่นในทางที่ถูก

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้ปรารถนาดี"

"ไทป์สอง" ในระดับนี้รักคนอื่นอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องการให้รักตอบ อย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขามีอิสระภาพที่จะรัก และไม่รัก และในเวลาเดียวกันคนอื่นจะรักหรือไม่รักเขาตอบได้อย่างมีอิสระเสรีด้วย คนที่พวกเขารักจะเดิบโตไปตามทางของคน ๆนั้น แม้ว่าจะต้องหมายถึงการแยกจากกันไปก็ได้ การได้รักคนอื่นก็เป็นสิ่งที่พิเศษที่คนอื่นมีให้พวกเขาแล้ว และมักไม่ใช่อะไรที่พวกเขาจะเรียกร้องกลับ

ที่ "ไทป์สอง" รู้สึกได้อย่างนี้ เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ที่จะให้ความสนใจในความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และรู้จักดูแลตัวเอง พวกเขาให้ตัวเองโดยไม่คิดว่าเป็นการเห็นแก่ตัว จึงไม่จำเป็นต้องไปหาความรักจากคนอื่น พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไร จึงเข้าใจความต้องการของคนอื่นด้วย และในบางทีก็คิดได้ว่า การช่วยเหลือที่ดีที่สุด อาจเป็นการไม่ทำอะไรเลย การให้นั้นเป็นทางเลือก ไม่ใช่เรื่องบังคับ

ในระดับนี้ "ไทป์สอง" รักผู้อื่นอย่างประเสริฐที่สุด เท่าที่มนุษย์จะมีได้ พวกเขามีความปรารถนาดีอยู่เต็มเปี่ยม และดีใจเมื่อคนอื่นได้ดี พวกเขาถือว่าคนเราควรทำความดี ไม่ว่าจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ พวกเขาไม่โกรธถ้าใครจะเอาความดีของพวกเขาไปเอาหน้า แค่ได้ทำสิ่งดีให้กับคนอื่นก็สมบูรณ์แล้ว พวกเขาปรารถนาดีต่อคนอื่นโดยไม่มีแรงดึงดูดอื่นแอบแฝง การไม่หวังผลตอบแทนทำให้พวกเขามองออกถึงความต้องการที่แท้จริงของคนอื่น ไม่มีอัตตาหรือความต้องการส่วนตัวมาบังตา พวกเขาจึงมีความสัมพันธ์กับบุคคลอย่างตรงไปตรงมา

ยิ่งให้ พวกเขาก็ยิ่งสนุกกับการให้ ยิ่งได้รับอำนาจจากคนอื่น พวกเขาก็ยิ่งไม่ต้องการมัน ยิ่งไม่ต้องการความรักตอบ พวกเขาก็ยิ่งได้ สิ่งที่พวกเขาได้รับจากการทำความดี คือความสุขใจอยู่แล้ว พวกเขาเบิกบานเพราะได้ทำดี พวกเขาเปล่งรัศมีของความดีออกมายังคนข้าง ๆ

มีคนน้อยนักที่ก้าวเข้ามาอยู่ในระดับนี้ได้ และเมื่อมาถึง พวกเขาก็ไม่โอ้อวด และรู้สึกถ่อมตัวเกินกว่าที่จะให้ใครยกย่อง พวกเขาจะรู้สึกแปลก ๆที่ใครจะมายกย่องพวกเขาให้เป็นนักบุญ เพราะไม่ได้คิดว่าตนเองดีเด่นอะไร พวกเขาเรียนรู้ความรักที่แท้จริง และก้าวข้ามอัตตาเพื่อให้โอกาสตัวเองและคนอื่น

ระดับสอง "ผู้เอาใจใส่"

แม้จะไม่ได้รักอย่างบริสุทธิ์ "ไทป์สอง" ในระดับนี้ก็เป็นห่วงเป็นใยคนรอบข้าง เป็นไทป์ที่เห็นอกเห็นใจคนมากที่สุด พวกเขารู้สึกถึงความทุกข์ของคนอื่นราวกับว่าประสบกับตัวเอง เข้าใจสภาพที่คนอื่นเป็นอยู่ เมื่อได้ทราบข่าวโศกนาฏกรรมทางโทรทัศน์ พวกเขาก็ส่งใจไปหาผู้ประสบภัย ปัญหาเรื่องงานและเรื่องชีวิตรักของเพื่อนสะกิดใจพวกเขามาก แค่นี้ก็เป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับคนที่เดือดร้อนแล้ว

อย่างไรก็ตามพวกเขาเริ่มเบนความสนใจจากความรู้สึกที่แท้จริงของตน ไปยังคนอื่น เริ่มเห็นตัวเองเป็นผู้ที่มีแต่ความรู้สึกในด้านดีต่อคนอื่น แทนที่จะปล่อยความรู้สึกของตนให้มีอิสระ แต่พวกเขาก็ยังเป็นคนดีจริงอยู่ เพราะเป็นห่วงคนอื่นอย่างจริงใจ พวกเขามีอารมณ์ร่วมกับคนอื่นอย่างมาก ใช้ใจมากกว่าใช้สมอง พวกเขาไม่สนใจว่าอะไรถูกผิดเท่ากับการที่เป็นห่วง และไม่ตัดสินคน พวกเขามองว่าตนเป็นคนดี และก็ใช่จริง ๆ พวกเขาสัมผัสได้ถึงความเป็นคนอบอุ่นของตัวเอง พวกเขามั่นใจในตัวเอง เพราะความดีที่พวกเขาได้ทำ พวกเขาใจกว้างเสมอ แม้ว่าจะจน ใจบุญ และตีความอะไรเป็นแง่ดีไปหมด เห็นคนอื่นแต่ส่วนดี พวกเขารักได้แม้แต่คนบาป แต่ไม่ได้รักบาป

ระดับสาม "ผู้ช่วยเหลือ"

"ไทป์สอง" ต้องการบอกให้คนอื่นรู้ว่าตนรู้สึกอย่างไร ซึ่งความต้องการนี้ให้ผลออกมาในรูปการกระทำ พวกเขาหาความสุขจากการได้ช่วยคนอื่นอย่างเป็นรูปธรรม ปรนนิบัติคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ให้หาอาหาร เครื่องนุ่งหุ่ม เยี่ยมคนป่วย อาสาบริการสังคม และใช้ทำอย่างที่ตนมีในการบำเพ็ญประโยชน์

พวกเขาออกหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ยอมช่วยคนอื่นทั้งที่ตนต้องลำบาก ช่างคิดช่างเอาใจ เป็นที่พึ่งของคนอื่นในยามวิกฤต เป็นคนที่คุณสามารถโทรไปหาตอนเที่ยงคืนได้ ถ้าต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาเอื้อเฟื้อทั้งเวลา ความเอาใจใส่ เงินทอง ฯลฯ ผู้คนเข้าหาเขาเพราะพวกเขามีทั้งความห่วงใย และการสงเคราะห์ที่เป็นรูปธรรม พวกเขาให้ทุกอย่างที่มี รวมทั้งการใช้ความสามารถที่มีอยู่ และมีความสุขกับการได้ให้ และได้เห็นคนเหล่านั้นเติบโต

พวกเขาทำแบบนี้ได้ ด้วยรู้จักขีดจำกัดของตัวเอง และไม่ทำอะไรเกินกำลัง พวกเขาใส่ใจทั้งคนอื่น และตัวเอง ถ้าบอกให้คนอื่นพักผ่อนให้มาก พวกเขาก็ต้องแน่ใจด้วยว่าตัวเองก็พักผ่อน พวกเขาจึงยังคงสนุกกับชีวิต เป็นเพื่อนที่เฮฮา เพราะเป็นผู้ฟัง สนใจคนอื่น และมีอารมณ์สนุกสนานอย่างแท้จริง พวกเขารู้สึกสบาย ๆกับ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ ความรักที่พวกเขามีให้เป็นสิ่งที่พิเศษ กล่าวคือ พวกเขาทำให้คนอื่นได้รู้สึกว่ามีใครสักคนคอยเป็นห่วง พวกเขาเห็นความดีของคนอื่น และชมด้วยความจริงใจ ยกใจคน และสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้คนอื่น พวกเขามีอิทธิพลต่อชีวิตของคนอื่น เพราะพวกเขาทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่ามีใครสักคนคอยเป็นห่วง และเป็นผลทำให้คนเหล่านั้นเติบโตและสร้างสรรสิ่งที่ดีงามอีกที

"ไทป์สอง" เป็นพ่อแม่ตัวอย่าง พวกเขาให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก คอยดูแลสวัสดิภาพ ให้กำลังใจ ให้โอกาสที่จะเติบโต เรียนรู้ และค้นพบจุดแข็งของตัวเอง พวกเขาใฝ่ฝันที่จะเป็นอย่างนักบุญ และก็ทำได้ดี

ระดับสี่ "เพื่อนเผยความรู้สึก"

"ไทป์สอง" ในระดับนี้เริ่มไม่ดีจริง พวกเขาพูดถึงความรู้สึกและความปรารถนาดีของตนมากเกินไป และแทนที่จะสนใจในสวัสดิภาพของคนอื่นจริง ๆ พวกเขากลับสนใจว่าคนอื่นจะคิดถึงเขาในทางที่ดีหรือไม่ และต้องการจะแน่ใจว่าคนอื่นรักเขา พวกเขาเริ่มกลัวว่าสิ่งตนทำยังไม่ดีพอที่จะซึ้อคนได้ และเริ่มจะมองว่าความรักคือความใกล้ชิดสนิทสนม และมองข้ามส่วนอื่น ๆของความรักไปสิ้น "ไทป์สอง" ต้องการให้ทุกคนตระหนักถึงความดีของตน และรับรู้ว่าตนแคร์แค่ไหน และพูดถึงบ่อย ๆ ว่าความผูกพันที่มีอยู่ลึกซึ้งแค่ไหน พวกเขาดิ้นรนที่จะเข้าใกล้คนอื่น และพยายามคิดว่าคนอื่นต้องการพวกเขา

ในระดับนี้ พวกเขายังใจกว้างอยู่ แต่สนใจการมีภาพลักษณ์ของคนใจกว้างมากกว่าที่จะใจกว้างจริงๆ "ไทป์สอง" เป็นมิตรและช่างพูด อยากเสวนากับทุกคนที่ได้พบ พวกเขาดูอารมณ์อ่อนไหว ชอบบอกให้คนอื่นรู้ความรู้สึกของตน มีความสามารถในการพบปะ และมักกล่าวถึงคนที่ได้พบเจอในฐานะเพื่อน มากกว่าแค่คนรู้จัก เวลาอยู่กับใครก็ชอบโอบไหล่ หรือจับแขนอย่างสนิทสนม พวกเขาต้องการที่จะอยู่ใกล้ ๆ อยากหอม อยากสัมผัส และอยากกอด พวกเขาเอาใจคนอื่นเพื่อให้คนอื่นรักตอบ แต่ไม่ยอมรับ พวกเขาพยายามเชื่อว่าตัวเองต้องการแค่จะรัก และแสดงออกให้คนรู้ว่าตนรู้สึกดีกับคนเหล่านั้น คำพูดเหล่านั้นฟังดูเป็นการป้อยอมาก และดูเหมือนต้องการให้คนนั้นสำนึกบุญคุณที่พวกเขากล่าวชมเชยด้วย

"ไทป์สอง" มั่นใจว่าตนมีอะไรดีที่จะให้คนอื่น นั้นก็คือความรักและเอาใจใส่จากพวกเขา พวกเขาเชื่อว่าตัวเองเป็นคนคิดดีกับคนอื่น และสิ่งที่ตนทำล้วนแล้วแต่เป็นความดี อัตตาของพวกเขากำลังได้ใจ แต่พวกเขาไม่ยอมรับ

ศาสนามักมีความสำคัญต่อชีวิตของ "ไทป์สอง" พวกเขาอาจทำดีเพราะเคร่งศาสนา ศาสนาเป็นสิ่งที่ไปกันได้กับภาพลักษณ์ที่พวกเขาพยายามสร้างอยู่แล้ว และมันยังให้ความหมายของคำที่พวกเขาชอบพูดถึง ไม่ว่าจะเป็น ความรัก มิตรภาพ การเสียสละ ความดี ฯลฯ พวกเขาพยายามติตด่อกับพระเจ้า หรืออยากมีพลังจิต เพราะคุณสมบัติเหล่านี้ช่วยเสริมให้ "ไทป์สอง" ดึงดูดคนได้มากขึ้น และทำให้พวกเขาอยู่ข้างเดียวกับเทพ ยากที่จะถูกกล่าวถึงในทางลบ พวกเขาจินตนาการเอาว่า ความรักของเขาเอาชนะทุกสิ่งได้ ฆ่าคนอื่นได้ด้วยความเมตตา เอาชนะใจคนอื่นได้ด้วยความดี หรือฝันว่าตัวเองเป็นเทวฑูต เรื่องของศาสนาล้วนแล้วแต่ทำให้ "ไทป์สอง" รู้สึกดีกับตัวเองทั้วสิ้น

พวกเขาเริ่มยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางมากขึ้น พวกเขาพยายามเน้นถึงความประเสริฐของตัว แม้ว่าคำพูดจะพยายามยกความดีให้คนอื่น แต่ลึก ๆแล้วแฝงคำโฆษณาตัวเองไว้ด้วย พวกเขาพยายามใกล้ชิดคนที่พวกเขาต้องการความรักตอบมากขึ้น พยายามคยั้นคยอให้คนเหล่านั้น เผยความคิดลึก ๆ หรือเรื่องที่ส่วนตัวมาก ๆ เพราะพวกเขาอยากเป็นคนพิเศษ สำหรับคน ๆนั้น

หลายคนชอบสิ่งที่ "ไทป์สอง" ทำ โดยเฉพาะพวกที่ไคว่คว้าหาการยอมรับ แต่คำสรรเสริญเยินยอเหล่านั้นของ "ไทป์สอง" ไม่ใช่สิ่งที่ให้ฟรี พวกเขาต้องการอะไรกลับมา

ระดับห้า "พ่อคนสนิท"

"ไทป์สอง" มีพรสวรรค์ในเรื่องมนุษยสัมพันธ์ และมักสร้างแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคนที่ต้องพึ่งพวกเขาได้สำเร็จ พวกเขาอยากเป็นศูนย์กลางของครอบครัว หรือชุมนุมชน เพื่อว่าทุกคนจะได้เห็นเขาเป็นคนสำคัญในชีวิต พวกเขาอุปการะคนอื่น และทำให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่าเป็นหนี้ชีวิตที่ "ไทป์สอง" ยอมรับเขามาในกลุ่ม

ในระดับนี้ พวกเขาเหมือน มารดาในอุดมคติของชาวยิว ผู้ซึ่งทำให้คนอื่นไม่สิ้นสุด พวกเขาค้นหาคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไม่เลือกหน้า ซึ่งนั้นเป็นผลเสียกับ "ไทป์สอง" เพราะ ในที่สุด รอบตัวเขาก็จะเต็มไปด้วย คนที่ขาดทางจิตใจ ซึ่งไม่สามารถให้ความรักตอบแทน "ไทป์สอง" ได้อย่างที่ "ไทป์สอง" ต้องการ แต่นั้นคงไม่ได้เป็นปัญหา เท่ากับการที่ "ไทป์สอง" จะมองหาบางสิ่งบางอย่างโดยเฉพาะในการพิสูจน์ว่าตนได้รับความรักตอบเท่านั้น ถ้าไม่มีก็แสดงว่าคนอื่นไม่รัก พวกเขาเริ่มกลัวว่าคนที่ตนรักจะรักคนอื่นมากกว่าตน และเริ่มรู้สึกว่าต้องมีคนรักตนอยู่ ตนจึงจะมีชีวิตอยู่ได้ พวกเขาไม่รู้ตัวว่ารู้สึกแบบนี้ เพราะ superego ของพวกเขาห้ามไว้ และบังคับให้ "ไทป์สอง" เชื่อว่าตนมีความรักที่บริสุทธิ์

รักเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับเขา พวกเขาต้องการที่จะรักทุกคน ความรักกลายเป็นข้ออ้าง เหตุผล แรงจูงใจ และเป้าหมายชีวิต ความรักของเขาเป็นคำตอบสำหรับความปรารถนาทั้งปวงของมนุษยชาติไปแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมองทุกคนเป็นเด็กอมมือที่มีแต่ความต้องการ และพยายามมอบความรัก ความเอาใจใส่ให้คนอื่น ไม่ว่าคนอื่นจะต้องการหรือไม่ พวกเขายุ่งเรื่องคนอื่น สอนคนอื่นอย่างไม่ได้รับเชิญ เสือกทุกกรณี โดยอ้างการเสียสละตัว พวกเขาต้องการที่จะเป็นที่ต้องการ

พวกเขาทำตัวยุ่ง เพราะก้าวก่ายคนอื่นเสียทุกเรื่อง ทำตัวเป็นพ่อแม่ของเพื่อนๆ และคิดว่าการแก้ปัญหาของคนอื่นเป็นหน้าที่ของตน ไม่ลังเลที่จะเข้าช่วยคนอื่น ช่วยหางาน ช่วยให้คำแนะนำการแต่งบ้าน ผลก็คือ คนอื่นเริ่มรู้สึกรำคาญ และทำตัวออกห่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่ "ไทป์สอง" กลัวที่สุด

ในระดับนี้ "ไทป์สอง" ชอบนินทา เพราะเหมือนกับเป็นการบอกเป็นนัยว่า ตนมีเพื่อนมากและสนิททุกคน พวกเขาพูดถึงเพื่อนอย่างสนิทสนม และเปิดเผยเรื่องราวที่น่าอับอาย นอกจากนี้ยังชอบถามคำถามละลาบละล้วง และคนที่ถูกถามมักรู้สึกอับอายที่ถูกถาม ในขณะที่ พวกเขาไม่ยอมพูดถึงตัวเอง เพราะพยายามบอกคนอื่นว่าตนไม่มีปัญหา คนอื่นต่างหากที่มี และเป็นหน้าที่ของพวกเขาที่จะต้องช่วย

พวกเขาแทรกตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนอื่นได้รวดเร็ว ยากที่จะหลีกเลี่ยง พวกเขาเอาใจอัตตาของตัวเอง และทำให้คนอื่นต้องแบกภาระด้วยการให้ความรักแก่เขาตอบ การเข้าแทรกแซงของ "ไทป์สอง" มักส่งผลร้ายให้กับคนอื่น แต่พฤติกรรมที่อุทิศตนอย่างไม่คิดชีวิตของ "ไทป์สอง" ทำให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดนั้น

การเสียสละเพื่อคนอื่น ทำให้ "ไทป์สอง" คิดว่าตนน่าจะมีสิทธิ์ในคน ๆนั้นด้วย พวกเขาจึงทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ หึงหวง ชอบเช็คโทรศัพท์ พวกเขาเริ่มกลัวว่าจะถูกนอกใจ และหากห่างเหินเกินไป คงถูกทอดทิ้งแน่ ๆ พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะแนะนำเพื่อน ๆของเขาให้รู้จักกันเอง เพราะกลัวถูกทิ้ง พวกเขารู้สึกชอบที่เห็นเพื่อนตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะนั้นทำให้หน้าที่เพื่อนของเขาชัดเจน และมีความสำคัญขึ้นมาอีก พวกเขาไม่มีวันตีจากใคร

พวกเขาแสวงหาสัญญาณที่แสดงถึงความรักตอบที่เพื่อนมีให้ พวกเขากลัวเกินกว่าเหตุ และยากที่จะทำให้เชื่อได้ว่า คนอื่นรักเขาจริง พวกเขามองหาสัญญาณที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจงมาก เช่น คาดหวังให้คนอื่นรู้ความต้องการของตน อาทิ ให้โทรกลับ ให้นัดไปทานอาหาร ให้ส่งบัตรเชิญมาให้ หรือให้เขียนขอบคุณ ทุกอย่างต้องเฉพาะเจาะจง การเขียนการ์ดมาใช้ไม่ได้ถ้า "ไทป์สอง" ต้องการการกอด บางทีพวกเขาจะเรียกร้องมันอย่างอ้อม ๆ "ดูเหมือนคุณต้องการการกอดจากใครสักคนนะ" พวกเขาไม่ยอมบอกความต้องการเหล่านั้นอย่างตรง ๆเพราะ superego ของเขาไม่อนุญาต พวกเขาหยิ่งในตัวเอง ไม่ยอมรับว่าตัวเองก็มีความต้องการ หรือมีความเจ็บปวด

พวกเขาจึงพึงใจอย่างยิ่ง ถ้าถูกยกย่องให้เป็นผู้รู้ ผู้ที่คนอื่นมาปรึกษาเรื่องส่วนตัว พวกเขาคาดหวังให้เพื่อนทุกคนบอกเรื่องสำคัญต่าง ๆในชีวิตให้พวกเขาทราบ ต้องการเป็นเหมือนจุดที่ข่าวสังคมทุกข่าวต้องมาผ่าน พวกเขาใจจดจ่อที่จะได้ทราบว่า คนอื่นกำลังกล่าวถึงเขาอย่างชื่นชม ความรักและความเอาใจใส่ของเขาได้ส่งผลที่ดี ฯลฯ พวกเขาจึงพยายามติดต่อเพื่อนเก่า ๆเอาไว้ และใช้เวลากับคนเหล่านั้นให้มากที่สุด พยายามพร่ำบอกว่าพวกเขาคิดถึงคนเหล่านั้นอยู่เสมอ เป็นห่วง สวดมนต์ให้ ฯลฯ แม้ว่าพวกเขาจะยังเป็นคนช่างคิดช่างเอาอกเอาใจ แต่มันผิวเผินขึ้นทุกที พวกเขาคอยจำและโทรไปอวยพรวันเกิด และกลับไม่ยอมติดพันกับความต้องการที่แท้จริงของใครคนใดคนหนึ่ง เพื่อจะได้มีเวลาให้กับคนได้หลายๆ คน

"ไทป์สอง" ต้องการเป็นที่รักของทุกคน พวกเขาจึงแสวงหาความรักจากหลาย ๆแหล่ง พวกเขาจะขยายวงของกลุ่มเพื่อนให้กว้างออกไปเรื่อย ๆ และประดิษฐ์ความต้องการหลาย ๆรูปแบบให้เพื่อน เพื่อตนจะได้สนองความต้องการเหล่านั้นให้ พวกเขาจะไม่มีวันได้ความรักที่ลึกซึ้งตอบ เพราะเมื่อใครคนหนึ่งต้องการความช่วยเหลือ ก็พบว่า "ไทป์สอง" กำลังไปช่วยคนอื่นอยู่ และในเวลาเดียวกัน "ไทป์สอง" เองก็รู้สึกว่ามีภาระของคนอื่นอยู่ท่วมหัว แต่ก็ยากที่จะสลัดทิ้ง เพราะมันเป็นสิ่งที่มีความหมายต่อตัวตนของพวกเขามาก ผลก็คือพวกเขาจะพร่ำบ่นถึงความเจ็บปวด ความลำบาก และปัญหาต่าง ๆที่เกิดจากการเป็นคนดีของพวกเขา พวกเขาอาจมีอาการป่วยทางกาย อาการจิตสลายอย่างอ่อน ๆ และอาการไฮโปคลอนเดีย (คิดว่าตัวเองเป็นโรคต่าง ๆ) ร่วมด้วย

ถึงขั้นนี้ "ไทป์สอง" ไม่ใช่คนดีเหมือนก่อน พวกเขามีอัตตาสูง ซึ่งแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธ ("ไทป์สอง" ไม่เคยบอกว่าตัวเองไม่มีอัตตา เพียงแต่บอกว่าตัวเองเป็นที่มีความรักให้คนอื่น และปรารถนาดีเท่านั้น) และพวกเขายังมีแรงขับภายในสัญชาตญาณที่ไม่สามารถปลดปล่อยออกมาได้ตรง ๆอีก "ไทป์สอง" รับไม่ได้ที่จะเห็นตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว พวกเขาจึงพยายามเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำไป เป็นไปเพื่อคนอื่นทั้งหมด พวกเขารู้สึกว่าถ้าจะเป็นที่รักของคนอื่น ต้องทำเพื่อคนอื่นทุกอย่าง พวกเขากำลังติดสินบนคนอื่นให้รักตน พวกเขาต้องการการตอบสนองที่จริงใจ แต่กลับไม่ปล่อยให้คนอื่นแสดงออกมาเอง พวกเขาดิ้นรนเพื่อให้คนอื่นแสดงออกอย่างที่พวกเขาคาดหวัง พวกเขาจะเริ่มวิตกกังวลเพราะรู้สึกว่า คนอื่นจะไม่ตอบสนองถ้าเขาไม่กระตุ้น พวกเขากำลังเผชิญปัญหาที่ตัวเองเป็นคนสร้าง

ระดับหก "นักบุญคนสำคัญ"

พวกเขากำลังสงสัยว่า เขาทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น ทำเพียงเพราะสุขใจที่ได้ทำ แม้แต่การเสียสละตัวเองก็ทำไปแล้ว แต่ดูเหมือนคนอื่นจะไม่ค่อยแคร์ ไม่มีใครเห็นความดี ดูเหมือนว่าทุกคนจะเป็นคนขี้ลืม และไม่ค่อยคิดอะไรมาก คนเหล่านี้สมควรได้รับการเตือนให้รู้อยู่เสมอว่า พวกเขาทำดีขนาดไหน

ปัญหาของ "ไทป์สอง" คือ พวกเขาไม่สามารถทำอะไรให้ตัวเองได้ ถ้าไม่มีคนอื่นเข้ามารับประโยชน์ด้วย พวกเขาเริ่มยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยกย่องตัวเอง บอกว่าตัวเองสำคัญต่อทุกคน ชมตัวเองอย่างไร้ยางอาย ทั้งที่ที่จริงทำเพื่อตัวเอง

บาปของ "ไทป์สอง" ก็คือ ความจองหอง พวกเขาชื่นชมตัวเอง และไม่ปล่อยโอกาสที่จะทวงบุญคุณให้หลุดรอดไป "รู้ไหมว่านายโชคดีขนาดไหนที่มีฉันเป็นเพื่อน" พยายามบอกให้คนหนึ่งให้ความสำคัญกับตน เพราะอึกคนหนึ่งกำลังทำอย่างนั้นอยู่ พวกเขาไม่รู้ตัวว่าตัวเองจองหอง พวกเขาเรียกร้องความสนใจในการกระทำเยี่ยงนักบุญของพวกเขา พวกเขาปรารถนาที่จะส่องแสงเจิดจรัสต่อหน้าทุกคน ความจองหองกำลังปิดหูปิดตาตัวเขาให้มองไม่เห็นจิตที่ทรมานของเขา "ไทป์สอง" เชื่อว่าหาตนคิดไม่ดีสักนิดเดียว ตนจะต้องถูกผู้คนทอดทิ้ง "ไทป์สอง" ไม่ยอมรับว่าตัวเองมีความเจ็บปวด และความพิโรธ แต่ทุกคนกำลังรู้สึกได้ด้วยสิ่งที่ "ไทป์สอง" สื่อออกมาทางอ้อม พวกเขาไม่อาจพูดอะไรอย่างเปิดอกได้ เพราะได้ลงทุนไปกับตัวตนที่จอมปลอมของเขาอย่างกู่ไม่กลับแล้ว

ความหลงตัวเองและความนับถือตัวเองได้สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับพวกเขาจน พวกเขาต้องการให้คนอื่นดีกับเข้าอย่างต่อเนื่องอย่างไม่สิ้นสุด พวกเขาต้องการให้คนอื่นให้เขากลับเพื่อสนองคุณ ไม่ว่าที่จริงแล้วพวกเขาจะมีบุญคุณหรือไม่ พวกเขารู้สึกว่าคนอื่นติดหนึ้เขาอย่างไม่มีวันชดใช้ได้หมด พวกเขาคิดว่าบุญคุณของเขายิ่งใหญ่เกินจริง และคิดถึงสิ่งที่คนอื่นตอบแทนกลับมาอย่างต้อยต่ำเกินไป พวกเขาอ้างบุญคุณกับทุกสิ่งที่ดี ๆในชีวิตของคนอื่นหมด "ไทป์สอง" คิดว่าคนอื่น ๆคงไม่มีวันเป็นผู้เป็นคนแบบนี้ได้ หากไม่มีเขาเมื่อวันก่อน และพวกเขาก็กล้าที่จะทวงบุญคุณอย่างไม่ลังเล

ในระดับนี้ "ไทป์สอง" ดิ้นรนหารัก และเริ่มหาอย่างคนหน้ามืด ความต้องการส่วนตัวของพวกเขารุนแรงร้าวร้อนขึ้น แต่ยังกดเก็บไว้ พวกเขาดิ้นรนหาอะไรสักอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ที่แทนความรักที่คนอื่นตอบกลับมา พวกเขาเรียกร้องความสนใจอย่างไม่เลือกหน้า พวกเขาเข้าร่วมทุกสถานการณ์ที่ตนอาจมีโอกาสได้รับรักตอบ พวกเขาเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมทุกอัน และอยากรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น บางทีก็มีอาการปลดปล่อยทางเพศ พยายามทำให้ตัวเองเป็นที่ดึงดูด เพราะนั้นหมายถึงการเป็นคนที่มีคนอื่นรัก

พวกเขาไม่รู้ตัวว่าคาดหวังจากคนอื่นมากไป พวกเขาโกรธถ้าใครไม่ยอมให้พวกเขาเข้าไปยุ่มย่ามชีวิตส่วนตัว ยิ่งเสือกเท่าไร คนอื่นก็ยิ่งวิ่งหนี และยิ่งทำให้ "ไทป์สอง" รู้สึกขมขื่นเพราะมันทำร้ายความรู้สึกของการเป็นคนสำคัญของเขาไป พวกเขามักระบายอารมณ์ด้วยการ กินจุ ดื่มเหล้า ใช้ยา แต่ยิ่งทำก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีคนรัก

ระดับเจ็บ "นักหลอกใช้คน"

พวกเขาต้องใช้วิธีการหลอกใช้คนอื่นเท่านั้นในระดับนี้ เพราะความก้าวร้าวของพวกเขารุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถแสดงออกมาตรง ๆได้ พวกเขาจึงต้องหาใครสักคนมามอบความรักที่พวกเขาโหยหาให้ได้ โดยการหลอกใช้ แต่ยิ่งพวกเขาหลอกใช้ พวกเขาก็จะยิ่งไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ

"ไทป์สอง" ทนไม่ได้ที่พบว่าไม่มีใครรัก เพราะความรักเป็นนามธรรมที่มีค่าที่สุดในความคิดของพวกเขา แต่ความรักในระดับเสื่อมนี้ไม่ใช่ความรัก มันคือการเกาะคนอื่น และความต้องการอย่างไม่สิ้นสุด ในระดับนี้พวกเขาไม่มีสติมากพอที่จะรับรู้ความรัก ไม่ว่าจะเป็นการให้รัก หรือการรับรัก

พวกเขาใช้คำว่ารักเป็นข้ออ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตน เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการทางอ้อม หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การหลอกใช้ พวกเขาใช้ ความรู้สึกผิด เป็นเครื่องมือที่บังคับให้คนอื่นทำอะไรก็ได้ตามต้องการ หลอกใช้ให้คนตีกันเอง หรือหลอกให้คนอื่นมาทำอะไรให้ตน มันเป็นเรื่องน่าตกใจสำหรับคนอื่นที่รู้ว่า "ไทป์สอง" ทำได้ขนาดนี้ พวกเขาดึงเอาคนทุกระดับไม่ว่าสูงหรือต่ำกว่าตนให้เข้ามาร่วมเกมส์ได้ พวกเขาประนาณคนอื่นให้รู้สึกลังเลสงสัย สับสน และรู้สึกผิด เพื่อล่อให้ทำอะไรที่พวกเขาต้องการได้อย่างไม่น่าเชื่อ

พวกเขาทำร้ายคนอื่น แต่บอกว่ากำลังช่วย มือหนึ่งกำลังแทงจุดอ่อน ในขณะที่อีกมือหนึ่งกำลังทำแผลให้ พวกเขาทำให้คนอื่นรู้สึกต้อยต่ำในขณะที่ใช้คำชมเชยป้อยอไปด้วย พวกเขาเตือนคนอื่นให้รู้ว่ามีปัญหา และไม่มีอนาคต แต่ไม่ต้อง พวกเขาจะอยู่เคียงข้างตลอดไป พวกเขาฉีกแผลเก่าให้กว้างขึ้น และรีบเข้ามาทำแผลให้ พวกเขาทำตัวเป็นทั้งเพื่อนที่ดีที่สุด และศัตรูหมายเลขหนึ่ง

พวกเขายังคงรู้สึกว่าต้องทำอะไรให้คนอื่น แต่พวกเขาก็บ้าเกินกว่าที่จะทำได้แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด ผลก็คือความเจ็บป่วยทางกาย ซึ่งเปิดโอกาสให้ "ไทป์สอง" หยุดช่วยคนโดยที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว ในระยะยาว ยา และอาหารที่พวกเขาใช้จะทำให้พวกเขาเจ็บป่วยขึ้นมาจริง ๆ และกลายเป็นเครื่องมือในการดึงดูดความสนใจของคนอื่น พวกเขาใช้ความน่าสงสารในการขอความรัก

ยากที่จะช่วย "ไทป์สอง" ในระดับนี้ เพราะพวกเขาปฏิเสธความช่วยเหลือ พวกเขาเอาตัวเองไปผูกไปกับความเป็นผู้ประเสริฐ และยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการกระทำทุกอย่างของตน ห้ามใครสงสัยหรือคิดจะเปิดโปงเจตนาที่แอบแฝงอยู่ ไม่ว่าใครจะมีหลักฐานที่ชัดเจนขนาดไหน พวกเขาก็อาศัยความบริสุทธิ์ใจ และพลังแห่งความรักหักล้างหมด พวกเขาใช้เหตุผลทางศาสนาในการอธิบายให้ตัวพ้นจากความผิด พวกเขาถือว่าด้วยความรักแล้ว พวกเขาจะทำอะไรก็ได้ไม่ผิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากการกดเก็บความโกรธ และการดิ้นรนเพื่อให้อัตตาของตนอยู่รอด พวกเขาทำทุกวิถีทางที่จะรั้งคนอื่น ๆเอาไว้ เพราะถ้าไม่มีใครพึ่งพวกเขาอยู่ พวกเขาก็รู้สึกเหมือนคนไร้ค่า พวกเขากลัวที่จะต้องโดดเดี่ยว แต่ก็พร่ำด่าคนที่มาขอพึ่งว่าทำให้พวกเขาต้องลำบาก และพวกเขาจะไม่มีวันยอมรับว่าตนมีความเกลียดชัง หรือทำอะไรเพื่อตัวเองเป็นอันขาด

การหลอกตัวเอง เป็นกลไกการป้องกันตัวที่บังตา "ไทป์สอง" ไว้ไม่เห็นว่าพฤติกรรมของตัวแท้จริงแล้ว ห่างไกลจากภาพลักษณ์ที่ตนเข้าใจนัก พวกเขาตีความการกระทำของเขาออกมาในทางดีได้หมด พวกเขารู้สึกอย่างชัดเจนว่าตัวเองมีแต่ความปรารถนาดี พวกเขาหลอกใช้คนได้อย่างไม่รู้สึกอะไร พวกเขามีเหตุผลให้ตัวเองเสมอ พวกเขาไม่มีวันรู้สึกผิด และคิดว่าคนอื่นต่างหากที่หาความลำบากมาให้ พวกเขาเป็นแค่เหยื่อที่น่าสงสาร พวกเขาเกาะเกี่ยวกับคนอื่นทางจิตใจแบบหมากัดไม่ปล่อย ไม่ว่าความรู้สึกที่เหลืออยู่จะเป็นความรู้สึกที่เลวร้ายขนาดไหนก็ตาม พวกเขาไม่เหลือคราบของคนที่มีความสุข คนรอบข้างก็ต้องเจ็บปวดด้วย

ระดับแปด "จอมบงการชีวิต"

พวกเขาต้องการความรักจากคนอื่น และคิดว่าพวกเขามีสิทธิโดยสมบูรณ์ที่จะได้รับสิ่งที่ต้องการ ทุกคนในโลกนี้เป็นหนี้ชีวิตพวกเขา เพราะความเสียสละที่พวกเขาได้ทำลงไปแล้วในอดีต พวกเขากลัวที่จะไม่ได้รับรักมากเสียจนกลายเป็นคนที่ยากที่ใครจะอยู่ร่วมได้ ในระดับนี้ พวกเขาเริ่มกดเก็บความต้องการไว้ไม่อยู่ และเบื่อหน่ายกับการเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว พวกเขายืนกรานที่จะให้ความต้องการของตนมาก่อนคนอื่น พวกเขาเผยอัตตาออกมา และเรียกร้องทุกสิ่งทุกอย่างคืนเป็นการตอบแทน

พวกเขาตามล่าความรักจากทุกแหล่ง โดยมากแล้ว "ไทป์สอง" ในระดับนี้เคยผ่านประสบการณ์ทารุณย์มาในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย ทางเพศ หรือทางอารมณ์ พวกเขาจะไม่รู้จักความรักที่แท้จริงแม้ว่าจะเผอิญได้เจอเข้า พวกเขาแสวงหาความสัมพันธ์แบบเดียวกับที่เคยมีกับผู้ปกป้องในอดีต ไม่ว่าจะเป็น การถูกทารุณกรรม การถูกทอดทิ้ง หรือการใช้ความรุนแรง พวกเขาอาจมีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ การทำลาย และการปลดเปลื้องทางเพศ

พวกเขาระเบิดความโกรธที่ได้กดเก็บไว้ออกมาด้วย แต่ก็ยังสงวนไว้กับใครบางคนที่ตนรักมาก ความก้าวร้าวของพวกเขาถูกปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของการทำให้คนอื่นรู้สึกด้อยค่าในนามของความรัก พวกเขาพูดไม่ดีต่อคนอื่นทั้งต่อหน้า และลับหลัง และพยายามสำเร็จโทษคนอื่นด้วยการเลิกรักคนนั้น "เอาสิ ต่อไปนี้ลองดูว่าถ้าไม่มีฉันแล้วจะเป็นอย่างไร" และพยายามทำนายว่าคน ๆนั้นต้องไปไม่รอดแน่ถ้าไม่มีเขา พวกเขาไม่รู้สึกผิดว่าตัวเองชอบพูดทวงบุญคุณ เพราะเอาความรักมาเป็นข้ออ้าง พวกเขาจะทวงบุญคุณ และต่อว่าว่าสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาเป็นความขมขื่น

การพูดหักหาญกำลังใจคนอื่นอาจเรียกร้องความสนใจให้กลับมาได้ แต่มันเป็นความสนใจอีกรูปแบบหนึ่ง ได้แก่ความโกรธ แต่นั้นไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุด เพราะพวกเขาจะยิ่งบอกว่า ตนทำแต่ความดี แต่ดูสิคนอื่นกลับทำกับพวกเขาแบบนี้

พวกเขาต้องการความรักเสียจน พยายามบังคับคนอื่นให้รักตน อาจเป็นการเลี้ยงต้อย หรืออาจมีอาชีพอย่าง ครู พระ คนเลี้ยงเด็ก หรือพยาบาล อาชีพเหล่านี้สังคมเทิดทูนและไม่ระแวง เมื่ออยู่ในระดับนี้ พวกเขาจะใช้ข้อนี้เป็นโอกาสในการข่มขืนเด็ก หรือแสวงหารักในรูปแบบต่าง ๆจากเด็ก เพื่อสนองความต้องการทางอารมณ์และทางเพศ เพราะโหยหาความผูกผันใกล้ชิดกับคนอื่น พวกเขาใช้ความไม่มีทางสู้ของเด็กเป็นเครื่องมือ พวกเขาชอบเด็กเพราะเด็กช่วยตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะปลอบประโลมเด็กทุกคนที่พวกเขาทำให้หวาดกลัว ทำตัวเป็นพ่อพระสลับกับคนใจบาป

ระดับเก้า "เหยื่อทางใจ"

ถ้าขอความรักแล้วไม่ได้ผล พวกเขาเปลี่ยนวิธี ความเจ็บป่วยทางกายดูเหมือนจะได้ผล การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บังคับคนอื่นให้ต้องการมาดูแลตน แม้ว่าการมาดูแลไม่ใช่การรัก แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย จิตใต้สำนึกของพวกเขาจะพยายามทำให้พวกเขาสูญเสียความสามารถทางกายภาพ เพราะมันช่วยทำให้พวกเขาสะใจกับสิ่งที่พยายามพร่ำบอกคนอื่นมาตลอดชีวิต "ฉันไม่เคยเห็นแก่ตัว ฉันตกเป็นเหยื่อของคนอื่นมาตลอด ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคนอื่น"

superego ของเขาเป็นพิษ และปราศจากความเมตตาต่อตัวเขา และทำให้ "ไทป์สอง" ไม่มีทางออกทางอื่นที่จะหาความรักมาได้นอกจากการกลายเป็นคนเจ็บ มันเป็นอาการที่เป็นมาจากอาการฮิสทีเรียซึ่งแปรเปลี่ยนความวิตกกังวลให้กลายเป็นความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายได้ ซึ่งโรคที่เป็นก็มักเป็นโรคที่มีผลมาจากความเครียด พวกเขามักป่วยบ่อยจน ทุกคนสังเกตออกว่า "ไทป์สอง" รู้สึกเป็นสุขกับการได้เจ็บป่วย แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้แกล้งป่วย แต่กำลังเอาประโยชน์จากความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจริง มันเป็นเสมือนการประท้วงคนที่ไม่ยอมรับรักของ "ไทป์สอง" มันเป็นวิธีการที่จะได้รับความเอาใจใส่จากคนเหล่านั้นอย่างยาวนาน

พัฒนาการ

จาก "ไทป์สอง" ไปสู่ "ไทป์แปด"

ในระดับสี่ "ไทป์สอง" ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการเข้าสู่ "ไทป์แปด" เพราะ พวกเขาเป็นพวกกดเก็บความก้าวร้าว การเข้าสู่ "ไทป์แปด" เป็นทางระบายความก้าวร้าวออกในเวลาที่ กลไกการป้องกันตัวตามปกติไม่ทำงาน พวกเขาจะเริ่มกลายเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ ใจกล้า โผงผาง และถึงพริกถึงขิงมากกว่าเดิม พวกเขาจะทำงานหนักมากขึ้น ทุ่มเททุกอย่างมากกว่าเดิม

ในระดับห้า พวกเขาเข้าสู่ "ไทป์แปด" เพื่อเรียกร้องความสำคัญ พวกเขาจะโอ้อวด ทำวางเขื่อง

ในระดับหก เมื่อความปรารถนาดีใช้ไม่ได้ผล พวกเขาจะแสดงความก้าวร้าวของ "ไทป์แปด" ออกมา พวกเขาจะพูดทำลายความมั่นใจของคนอื่น เพื่อโน้มน้าวให้รับเอาความคุ้มครองของเขาไว้ ภาพของนักบุญหายไปกลายเป็นความโกรธ และความแค้น โดยที่พวกเขาจะมีเหตุผลอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างดี หรือทำลืมเสีย ในขณะที่คนอื่นยากที่จะลืม

ในระดับเจ็ด การเข้าสู่ "ไทป์แปด" แสดงถึงความไม่สามารถกดเก็บความโกรธได้อีกต่อไปแล้ว พวกเขาอาจถึงกับลงไม้ลงมือ กรีดร้อง และทำอันตรายคนที่ทำให้ไม่สมใจ

ในระดับแปด พวกเขาควบคุมความต้องการของตัวเองไม่ได้ พวกเขาป่าเถื่อน และไล่ล่าคนที่ปฏิเสธพวกเขา ปัญหาของเขาคือ การที่ไม่มีสติตื่นรู้ความก้าวร้าวของตัวเอง

ในระดับเก้า ความเจ็บป่วยทางกายขัดขวางพวกเขาไม่ให้ทำร้ายคนอื่น แต่สภาพแบบนี้อยู่ได้ไม่ตลอดไป เมื่อพวกเขาหายดี พวกเขาก็จะเริ่มเข้าสู่ "ไทป์แปด" และระเบิดอารมณ์ใส่คนอื่นอีก และเนื่องด้วยพวกเขาอยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาจึงไม่อยู่ในสถานะที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือจัดการกับความก้าวร้าวอย่างถูกต้อง การเข้าสู่ "ไทป์แปด" เป็นการแก้แค้นคนที่ไม่รับรักตน ความรักกลับกลายเป็นความเกลียด และนำไปสู่ความรุนแรงและการทำลายล้างในเวลาต่อมา แม้แต่การฆาตกรรมก็อาจเกิดขึ้นได้ในระดับนี้ คนในครอบครัวเป็นกลุ่มที่เสี่ยงภัยที่สุด

จาก "ไทป์สอง" ไปสู่ "ไทป์สี่"

การเข้าสู่ "ไทป์สี่" ทำให้ "ไทป์สอง" ตระหนักถึงความรู้สึกของตัวเอง โดยเฉพาะความรู้สึกที่ก้าวร้าว พวกเขาจะเริ่มรู้จักตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็น เลิกปฏิเสธที่จะเห็นตัวเอง และแรงขับของสัญชาตญาณที่ตนมี ไปสู่ความสว่าง

ในระดับดี พวกเขายอมรับความรู้สึกในแง่ลบของตนพอ ๆกับความรู้สึกในแง่บวก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะนำมาปฏิบัติ พวกเขาเพียงแต่ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และยอมรับว่ามันมีอยู่ เป็นการยอมรับตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าถึงความต้องการของคนอื่นได้ด้วยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน พวกเขาจะได้รับความรักจากคนอื่น ไม่ใช่เพราะพวกเขาทำดีกับคนอื่น แต่คนอื่น ๆรักเขาอย่างที่เขาเป็น

อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาจากการเข้าสู่ "ไทป์สี่" ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ พวกเขามีความเป็นปุถุชนมากขึ้น สิ่งที่พวกเขาให้กับคนอื่นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆเพราะ พวกเขาจริงกับตัวเอง อย่างที่ตัวเองเป็น

ไทป์ย่อย

"ไทป์สองปนหนึ่ง - คนรับใช้"

ทั้ง "ไทป์สอง" และ "ไทป์หนึ่ง" ล้วนถูกตีกรอบด้วย superego ดังนั้น ถ้าจะประเสริฐ "ไทป์สองปนหนึ่ง" ก็จะประเสริฐมาก ในขณะเดียวกัน "ไทป์สอง" กับ "ไทป์หนึ่ง" ก็มีบางอย่างที่ขัดแย้งกันอยู่ "ไทป์สอง" ใช้ความรู้สึก ลำเอียง เหนือจริง แต่ "ไทป์หนึ่ง" ใช้เหตุผล ไม่ลำเอียง และควบคุมตัวเอง "ไทป์สองปนหนึ่ง" จึงเข้มงวดต่อหน้าที่ที่ตนอุทิศให้คนอื่น และพูดน้อยกว่า "ไทป์สองปนสาม" และทำให้"ไทป์สองปนหนึ่ง" ดูคล้าย Six พวกเขามีอุดมการณ์ที่จะปฏิบัติต่อทุกอย่างอย่างเป็นธรรม และบ่อยครั้งที่หลักการขัดแย้งกับเรื่องของหัวใจ

ตัวอย่างบุคคล ได้แก่ Mother Teresa, Eleanor Roosevelt, Archbishop Desmond Tutu, Danny Thomas, Alan Alda, Ann Landers, Florence Nightingale, Lewis Carroll, " Melanie Hamilton Wilkes," "Jean Brodie"

ในระดับดี พวกทำประโยชน์ให้คนอื่นได้หลายอย่าง อาจเป็นเพราะ "ไทป์หนึ่ง"-wing พวกเขาให้ความรู้ ทำชีวิตให้ดีขึ้น และมักเป็นผู้ก่อตั้ง หรือเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ พวกเขามีจิตใจบริการ โดยไม่หวังผลตอบแทน และปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์มากกว่า "ไทป์สองปนสาม" พวกเขาจริงจังต่อเป้าหมาย เป็นครูที่ดี เพราะให้ข้อเท็จจริง และให้ความอบอุ่นทางใจแก่เด็ก พวกเขาให้กำลังใจ และชื่นชมคนอื่น พวกเขาค่อนข้างใช้ชีวิตตามอัตภาพ และเน้นประโยชน์ใช้สอย แทนที่จะทำอะไรเกินตัวอย่าง "ไทป์สองปนสาม"

ในระดับปานกลาง พวกเขามีความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ กับความรู้สึกส่วนตัว เพราะการเห็นอกเห็นใจคนอื่นของ "ไทป์สอง" ค่อนข้างขัดแย้งกับหลักการของ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขามีใจที่จะบริการคนอื่น และไม่กล้าปฏิเสธคน แต่บางทีก็มีแนวโน้มที่จะชอบบังคับคนอื่น และตัวเอง พวกเขาไม่ถนัดที่จะเรียกร้องความสนใจ และชอบปิดทองหลังพระ แต่ความเป็น "ไทป์สอง" ก็ยังทำให้ลึก ๆแล้วอยากเป็นคนสำคัญในชีวิตของคนอื่น พวกเขารู้สึกผิดและตำหนิตัวเองบ่อยกว่า "ไทป์สองปนสาม" มักวิจารณ์ตัวเองที่ไม่สามารถบรรลุมาตรฐานได้ พวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีมากพอ และไม่ค่อยกล้าเรียกร้องเท่า "ไทป์สองปนสาม"

ในระดับเสื่อม พวกเขาไม่ยืดหยุ่น ในสิ่งที่ตนเองเชื่อมั่น สิ่งเหล่านี้ผสมผสานกับการหลอกตัวเอง และแรงปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองมีค่า ทำให้กลายเป็นคนหัวแข็งอย่างร้ายกาจ ติคนอื่นเก่ง แต่ไม่ยอมติตัวเอง ไม่ยอมรับว่าตัวเองผิด หรือเห็นแก่ตัว และปฏิเสธความรู้สึกก้าวร้าวของตัวเอง มักมีอาการ ไฮโปคอนเดีย และจิตสลาย พวกเขาหมกหมุ่นอยู่กับร่างกายของตัวเอง

"ไทป์สองปนสาม - เจ้าบ้าน"

"ไทป์สอง" กับ "ไทป์สาม" มีส่วนที่ส่งเสริมกัน ทั้งสองไทป์ล้วนแล้วแต่เก่งคน "ไทป์สาม" สร้างเสน่ห์ให้กับ "ไทป์สอง" ทำให้เป็นคนมีบุคลิก และปรับตัวได้ดี พวกเขาจึงแสวงหารักด้วยการสร้างความผูกพันใกล้ชิด ล่อลวงเก่ง พวกเขาเอาชนะใจคนด้วยความมีเสน่ห์ และความสง่างามทางสังคม พวกเขาให้ความสำคัญการ เรื่องของความสัมพันธ์มาก เพราะ "ไทป์สาม" ต้องการการยอมรับ ส่วน "ไทป์สอง" ต้องการการชื่นชม และความสนิทสนม

ตัวอย่างบุคคล Luciano Pavarotti, Barbara Bush, Barry Manilow, Richard Simmons, Sammy Davis, Jr., Leo Buscaglia, Kathy Bates, Doug Henning, Tommy Tune, John Denver, Pat Boone, Lillian Carter

ในระดับดี พวกเขามีเสน่ห์ เป็นมิตร และเฮไหนเฮนั้น พวกเขามีความสุขกับการเป็นจุดสนใจ มั่นใจ และใช้ชีวิตอย่างมีสวัสดิภาพ พวกเขามีอิสระเสรี และเจ้าสำราญจนดูคล้าย "ไทป์เจ็ด" พวกเขามีความอบอุ่นที่จริงใจอยู่ในตัว และสามารถสื่อสารไปยังคนอื่นได้ การให้ของพวกเขาดูไม่เกินงาม พวกเขายินดีที่จะแบ่งปัน ความสามารถส่วนตัวให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็น การทำอาหาร การเต้น การร้องเพลง การฟัง ฯลฯ พวกเขาเป็นเสมือนผู้ให้ของขวัญ มากกว่าที่จะเป็นคนใช้ พวกเขาห่วงคุณภาพชีวิตของสังคมมากกว่าเรื่องศีลธรรม

ในระดับปานกลาง "ไทป์สองปนสาม" ต้องการแสดงตนในภาพลักษณ์ของคนที่อบอุ่น และเป็นมิตร พวกเขาอยากเป็นคนพิเศษที่ทุกคนปรารถนา พวกเขาวัดผลตัวเองจากการตอบสนองของคนอื่นที่มีต่อตน พวกเขาจะวัดว่าตัวเองเป็นที่ต้องการของคนทั่วไปขนาดไหน โดยเฉพาะในเรื่องของความมีเสน่ห์ทางร่างกาย หรือความเซ็กซี่ พวกเขาทำงานหนัก และคาดหวังผลสำเร็จ ความห่วงภาพพจน์ของ "ไทป์สาม" ปรากฏออกมาในรูปของการทำตัวเป็นมิตรจนเกินเหตุ พวกเขาพยายามทำตัวน่ารัก และอารมณ์อ่อนไหวเกินจริง พวกเขาชอบยอคน และชอบนินทา ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก แต่ก็มักเป็นสาเหตุให้เพื่อน ๆที่สนิทสนมมาก ๆเลิกคบ พวกเขาอ่อนไหวกับสิ่งที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับตัวเขามาก พวกเขามีอาการหลงตัวเอง "ไทป์สาม" ช่วยทำให้ "ไทป์สอง" แสดงความต้องการของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น พวกเขากลัวการขายหน้ามากกว่าการรู้สึกผิดที่ละเมิดอุดมการณ์ของตัวเอง

ในระดับเสื่อม พวกเขาหลอกทั้งตนเองและคนอื่น ชอบฉวยโอกาส พวกเขาเกลียดคนที่เป็นศัตรูอย่างรุนแรง พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำลายสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถมีได้ โดยเฉพาะทำร้ายความสัมพันธ์ของคนอื่น พวกเขาอาจทำพิศวาสฆาตกรรม

บทส่งท้าย

ปัญหาของ "ไทป์สอง" คือการทุ่มเทให้กับรักมากเกินไป เมื่อไม่ได้ก็เสียใจมาก ในระดับเสื่อมพวกเขาทำสิ่งตรงกันข้ามกับความต้องการของตัวเอง พวกเขาอยากจะถูกรัก แต่กลับเกลียดคนอื่น คนเพียงกลุ่มเดียวที่สนใจจะมาปรนนิบัติ "ไทป์สอง" ในระดับเสื่อมก็คือ "ไทป์สอง" คนอื่น ๆ ซึ่งต้องการที่จะหลอกใช้คน และยัดเยียดความปรารถนาดีให้กับคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว ผลก็คือโศกนาฏกรรม

"ไทป์สอง" อาจจะถูกที่ให้คุณค่ากับความรัก แต่ผิดที่การกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความรัก แน่นอนพวกเขาย่อมต้องผิดหวัง เมื่อใดที่มีอัตตาแอบแฝงมาในความรัก มันย่อมเป็นรักไม่แท้ ซึ่งผลก็คือสิ่งที่เราได้เห็นในบุคลิกภาพของ "ไทป์สอง"

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:11:26 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 13 (885555)

1. นักปฏิรูป

ลักษณะทั่วไป

แรงจูงใจ

ความถูกต้อง เสมอต้นเสมอปลาย และสมดุล การพัฒนาที่ดีขึ้น การปรับปรุงคนอื่น ความสอดคล้องกับอุดมคติของตน การพิสูจน์ตัวเอง การอยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ การไม่ถูกคนรอบข้างประณาม ผู้เคร่งศาสนาที่ปรารถนาที่จะไปเกิดใหม่ในภพที่ดี และทำอะไรตามหลักอย่างเคร่งครัดเป็นตัวอย่างของผู้มีบุคลิกของไทป์ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขาไม่เคยพอใจที่ตัวเองเป็นอยู่ และต้องการที่จะพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ พวกเขาหวังที่จะเหนือคนทั่วไป เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ในความคิดของพวกเขา คนเรายังพยายามไม่เต็มที่ที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้น ความคิดที่ว่า ไม่ว่าเราจะเป็นอะไรไป ก็ไม่ได้ทำให้โลกหยุดหมุน เป็นความคิดที่ฟังไม่เข้าหูสำหรับ "ไทป์หนึ่ง"

ตัวอย่างบุคคล

Pope John Paul II, Mahatma Gandhi, Margaret Thatcher, Al Gore, Elie Wiesel, Barbara Jordan, Bill Moyers, Katharine Hapburn, Harrison Ford, Ralph Nader , Sandra Day O'Conner, William F. Buckley, Noam Chomsky, George Bernard Shaw, Joan of Arc, "Mr. Spock"

กับสัญชาตญาณ

"ไทป์หนึ่ง" เผยสัญชาตญาณ และแรงขับดันในใจน้อยเกินไป พวกเขาขยันทำกิจกรรมเหมือน "ไทป์แปด" แต่ในขณะที่ "ไทป์แปด" คุมบังเหียน สัญชาตญาณ และแรงขับของตัวเอง "ไทป์เก้า" หลีกหนีมัน "ไทป์หนึ่ง" กำลังกดมันไว้ภายใน เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายที่ superego ของพวกเขาต้องการ พวกเขามีไฟอยู่เต็มเปี่ยม แสดงความคิด และศรัทธาออกมาอย่างแรงกล้า แต่พวกเขามันรู้สึกว่าต้องตรวจสอบไฟเหล่านั้นก่อน มิฉะนั้นมันคงมากมายจนล้น

ความโกรธ เป็นแรงขับที่มีพลังอย่างหนึ่งของ "ไทป์หนึ่ง" เมื่อใดที่พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่น่าผิดหวัง ความโกรธจะเป็นเชื้อเพลิงในการขับดันให้พวกเขาทำอะไรสักอย่าง ความโกรธ แท้จริงคือแรงขับภายในที่ใช้ตอบสนองสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจของมนุษย์ มันเป็นพลังที่ผลักดันให้เรากล้าพูดว่า "ไม่" "ไทป์หนึ่ง" หลายคนรู้จักความจริงข้อนี้ และนำความโกรธมาใช้ในทางสร้างสรร

มันน่าแปลกที่ "ไทป์หนึ่ง" มักไม่รู้ตัวว่ากำลังโกรธ เมื่อเขาโกรธ เขามักไม่ยอมรับ "ฉันไม่ได้โกรธ เพียงแต่อย่างทำให้อะไรมันดีขึ้นเท่านั้น" แต่ทุกครั้ง ความโกรธ ก็เป็นพลังที่ทำให้ "ไทป์หนึ่ง" ทำสิ่งต่าง ๆ พวกเขามันคิดว่าตนเองเป็นคนมีเหตุผล แต่พวกเขามักมีเหตุผลตามสามัญสำนึกมากกว่าปัญญา พวกเขาชอบความคิดริเริ่มใหม่ ๆ แต่ต้องเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ในขณะที่ "ไทป์ห้า" ชอบความคิดริเริ่มใหม่ ๆโดยไม่สนใจว่ามันทำได้หรือไม่

"ไทป์หนึ่ง" มั่นใจ แต่ไม่ใช่มั่นใจในตัวเอง พวกเขามั่นใจในหลักการณ์ที่เขาเชื่อ พวกเขามองตัวเองเป็นแค่จุดเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับหลักการ หรืออุดมคติที่เขาเชื่อ พวกเขาก้มหัวให้กับความถูกต้อง และความยุติธรรม และพยายามทำให้มันสมบูรณ์แบบที่สุด พวกเขาฝันอะไรเป็นอุคมคติ และพยายามทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ("ไทป์เก้า" ก็ฝัน แต่อาจไม่ทำอะไร) น่าตลกที่ "ไทป์หนึ่ง" ไม่เคยบรรลุเป้าหมายอย่างสมบูรณ์ พวกเขาได้รู้สึกว่าไร้ที่ติ ต่างกับคนทั่วไป เมื่อไรก็ตามที่ได้ใช้ความพยายามที่จะทำ และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาของ "ไทป์หนึ่ง" ในระดับต่ำ พวกเขาหลงผิดว่าได้บรรลุอุดมคติแล้ว พวกเขาคิดเอาว่าเมื่อไรก็ตามที่ไปตามที่ตนเชื่อว่าถูกต้อง พวกเขาก็จะถูกต้องเอง การเลือกทางนั้นทำให้ "ไทป์หนึ่ง" รู้สึกสูงส่งกว่าคนอื่น

ปัญหาของการกดเก็บ และความก้าวร้าว

"ไทป์หนึ่ง" กดเก็บด้านที่ไม่มีเหตุผลของตัวเอง ได้แก่ แรงขับภายใน สัญชาตญาณ และความต้องการส่วนตัว พวกเขากดเก็บมันไว้เพื่อมองหาความสมบูรณ์ไร้ที่ติ พวกเขากดความต้องการส่วนตัวไว้มากขึ้นเรื่อย ๆจนกระทั้งเกิดความขัดแย้งระหว่าง อุคมคติที่ต้องการ กับการนำอุดมคติมาปฏิบัติ พวกเขาสัมพันธ์กับโลกภายนอกในสองรูปแบบ ด้านหนึ่งมองว่าตนเองยังต่ำกว่าอุดมคติ อีกด้านมองว่าตนเองสูงกว่าคนอื่น และเป็นเหตุให้ต้องการจะทำคนอื่นให้ดีขึ้น พวกเขาวัดตัวเองกับอุดมคติ และต้องการที่จะดีขึ้น ๆ ไปเรื่อย ๆ อะไรที่ขวางจะก่อให้เกิดความโกรธ และการตำหนิติเตียนจากพวกเขาทันที

"ไทป์หนึ่ง" มีความสุดขั้วสองรูปแบบอยู่ในตัว ด้านนอกคือความสุดขั้วระหว่าง การแข่งตัวเองกับอุดมคติ ด้านในการเป็นความสุดขั้วระหว่างด้านที่ตนบังคับตัวเองให้สมบูรณ์แบบ กับความต้องการตามธรรมชาติที่ตนกดเก็บเอาไว้ พวกเขามักไม่ค่อยรู้ตัวว่าที่จริงแล้วตนเองเจ้าอารมณ์กับความคิด และอุดมคติประจำตัวมาก พวกเขาอยากเห็นตัวเองเป็นคนมีเหตุผล และคอยตรวจสอบถึงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆอยู่ตลอด โดยเฉพาะความก้าวร้าว และแรงขับทางเพศ แต่พวกเขาก็ยังไม่เคยได้ดังใจ

ดังนี้แล้ว "ไทป์หนึ่ง" จึงมักรู้สึกขัดแย้งในตัวเอง ระหว่างอุดมคติกับความไม่สมบูรณ์แบบของตน ระหว่างบุญกับบาป ระหว่างการกระทำกับมโนธรรม ระหว่างความต้องการเห็นระเบียบกับความไม่เป็นระเบียบทุกหนทุกแห่ง และระหว่างซาตานกับพระเจ้า พวกเขาเป็นนักปฏิรูป นักเรียกร้องทางสังคม ในระดับเสื่อม พวกเขาจะพยายามบังคับคนให้ทำตามเขา พวกเขาทนใครไม่ไคร่ได้ และคิดว่ามีแต่ตนเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรคือ "สัจจธรรม" ทุกอย่างที่ไม่สอดคล้องต้องได้รับการประณาม และแก้ไข ในระดับดี พวกเขาเป็นคนมีหลักการ ให้ความยุติธรรมกับตนเองและคนอื่น ๆ ตลอดจนตัดสินใจโดยไม่ใช้อารมณ์

กับพ่อแม่

ในวัยเด็ก "ไทป์หนึ่ง" แยกตัวจาก ผู้ปกป้อง ซึ่งมักได้แก่พ่อ แต่ไม่จำเป็นเสมอไป วิถีทางที่คนเราปฏิบัติต่อผู้ปกป้องมีผลต่อการสร้างตัวของ superego ในกรณีของ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขาอาจรู้สึกว่าตนไม่อาจพึ่งโครงสร้างทางสังคมในครอบครัวได้ ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีแนวทาง หรือไม่มีความมั่นคงที่เพียงพอจากผู้ปกป้อง และจำต้องพัฒนาวิถีชีวิตด้วยตนเอง พวกเขาพยายามก้าวข้ามกฏของครอบครัว ไปสร้างกฏที่เข้มงวดกว่า และเชื่อว่าตนจะไม่ถูกติเตียนจากครอบครัว หาพยายามทำตัวให้ไร้ที่ติ

นี่เป็นการสร้าง superego ที่ทำให้ "ไทป์หนึ่ง" บอกตัวเองตลอดเวลาว่า ตนยังใช้ไม่ได้ ต้องทำตัวให้ดีกว่านี้ และดียิ่ง ๆขึ้นไป ในครอบครัวที่แตกแยกหรือเข้มงวด superego ของพวกเขาอาจเลยเถิด พวกเขาจะกดความรู้สึก และอารมณ์ส่วนตัวเองไว้ทั้งหมด โดยผู้ปกครองนักลงโทษที่พวกเขาสร้างขึ้นเองภายใน การฝึกนิสัยการขับถ่ายในวัยเด็ก เป็นตัวอย่างของเวทีต่อสู้อันหนึ่งระหว่างตัวเขากับผู้ปกครองนักลงโทษตามทฤษฎีของฟรอยด์ เราพบนิสัยของพวกที่ติดอยู่กับระยะ anal อันได้แก่ ความเจ้าระเบียบ หัวรั้น และขี้เหนียว ในตัวของ "ไทป์หนึ่ง" ด้วย โดยเฉพาะ "ไทป์หนึ่ง" with a "ไทป์เก้า"-wing

สาเหตุที่ "ไทป์หนึ่ง" แยกตัวจากผู้ปกป้อง อาจเป็นได้หลายอย่าง ในครอบครัวอาจไม่มีผู้ปกป้อง เด็กอาจไม่ได้รับความยุติธรรม หรืออาจถูกกระทำไม่ดี การเลี้ยงดูแบบเคร่งครัดระเบียบ เคร่งศาสนา หรือการที่เด็กหวาดกลัวพระเจ้าจะลงโทษ คิดว่าจะต้องลงนรกหากเป็นคนเห็นแก่ตัว หาความสุข หรือมีแรงบันดาลใจโดยไม่มีเหตุผล แม้แต่บางทีที่อยู่ในครอบครัวที่ดีมีความเป็นธรรม แต่เด็กรู้สึกเองว่าไม่ เราพบว่า "ไทป์หนึ่ง" ส่วนใหญ่รู้สึกอึดอัดกับการเป็นเด็ก และมักทำตัวเป็นผู้ใหญ่ก่อนวัย พยายามพึ่งพาตัวเอง และทำให้ดีกว่าสิ่งที่ผู้ปกป้องกำลังทำให้

"ไทป์หนึ่ง" ควบคุมตัวเองด้วยความรู้สึกผิดบาปเมื่อตนออกนอกลู่นอกทาง พวกเขารู้สึกโกรธที่ต้องรับภาระในเรื่องความสมบูรณ์แบบไว้คนเดียว พวกเขาโกรธเมื่อเห็นคนอื่นทำตัวอิสระ และไม่ต้องอยู่ในกรอบอย่างตน

ปัญหาของความโกรธ และความสมบูรณ์แบบ

"ไทป์หนึ่ง" ระบายความโกรธตัวเองที่ไม่สมบูรณ์แบบด้วยการโกรธคนอื่น แทนที่จะจัดการกับความยุ่งเหยิงในใจ พวกเขากลับจับผิดคนอื่นตลอดเวลา แม้ว่าอารมณ์โกรธของ "ไทป์หนึ่ง" จะเป็นความก้าวร้าว แต่ที่จริง "ไทป์หนึ่ง" ไม่ได้จัดเป็นพวกก้าวร้าว พวกเขาเป็นพวกยอมตาม พวกเขายอมตามอุดมคติหรือ superego ของตัวเอง ความโกรธคือการแสดงว่าตน และคนรอบข้างยังไม่บรรลุอุดมคติ และเป็นสัญญาณแสดงว่า พวกเขากำลังแบกภาระในเรื่องความสมบูรณ์แบบมากเกินไป ความสมบูรณ์แบบไม่เหมาะกับมนุษย์ "ไทป์หนึ่ง" ควรเรียนรู้ที่จะเป็นคนสามัญที่มีหัวจิตหัวใจบ้าง ส่วนที่ไม่มีเหตุผลในตัวของพวกเขาไม่อาจถูกบังคับควบคุมได้เท่ากับส่วนที่มีเหตุผล สิ่งที่ "ไทป์หนึ่ง" รู้สึกคือ รู้สึกโกรธตัวเองที่เป็นแค่ปุถุชน พวกเขากลัวการถูกประณามว่าไม่ได้เป็นเทวดา

เมื่ออยู่ในระดับดี นิสัยมุ่งเป้าหมายทำให้พวกเขายังอยู่กับความเป็นจริงที่ว่า ตนก็เป็นแค่คนธรรมดา พวกเขาเป็นไทป์ที่มีเหตุผลที่สุด อดทนต่อตัวเองและคนอื่น ยอมรับและเข้าใจว่าอุดมคติส่วนตัวใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่เมื่ออยู่ในระดับเสื่อม พวกเขาอำมหิต ไม่มีจิตใจ ลงโทษคนอื่นด้วยข้อหาเพียงเล็กน้อย และอภัยให้ตัวเองในเรื่องร้ายแรง

ระดับจิตใจ

ระดับหนึ่ง "ผู้ใช้ปัญญา"

ในระดับนี้ "ไทป์หนึ่ง" ยอมให้ความรู้สึกแบบมนุษย์สามัญดำรงอยู่ พวกเขาเรียนรู้ว่าแรงขับภายในไม่ได้เลวร้ายเท่ากับความกลัว และปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกแสดงตัวออกมาได้ตามธรรมชาติ เกิดความสมดุลระหว่างเหตุผลและความรู้สึก พวกเขาจึงอยู่ในโลกของความเป็นจริง เป็นคนที่ดูมีวุฒิภาวะ และมีสมดุลในชีวิต พวกเขายังคงหลงใหลในอุดมคติ แต่ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย รู้จักปล่อยวาง superego และมองว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือการเป็นปุถุชนที่เติมเต็ม ความสมบูรณ์แบบของการเป็นมนุษย์ต้องมีความไม่สมบูรณ์แบบอยู่บ้าง เพราะมนุษย์ไม่สมบูรณ์แบบ

"ไทป์หนึ่ง" เป็นไทป์ที่ใช้ปัญญามากที่สุด เพราะพวกเขามีพรสวรรค์ในการแยกแยะชั่วดี รู้จักมองความเป็นจริงมากกว่าอุดมคติ พวกเขาไม่ตัดสินด้วยตรรก พวกเขารู้เสมอว่าสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะทำให้ขณะนั้นคืออะไร และเป็นที่ปรึกษาที่ดีแก่คนรอบข้าง

พวกเขาอดทน และยอมรับตัวเองและคนอื่น ความอดทนที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่ายอมทุกอย่าง แต่ "ไทป์หนึ่ง" ยอมรับและเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง ถ้าเขาเป็นโปรแตสแตนท์ พวกเขายอมรับคนยิว คาธอลิก และมุสลิม พวกเขาไม่บอกว่าทุกศาสนาถูกต้อง เพียงแต่เคารพความคิดของคนอื่นในการเลือกนับถือศาสนา ในระดับนี้ พวกเขาพูดความเห็นแล้วคนทั่วไปมักไม่รู้สึกต่อต้าน เพราะพวกเขารู้จักเก็บอุดมคติไว้แค่ภายใน และรับรู้ความเป็นจริงแทน ทำให้รู้อยู่เสมอว่าทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคืออะไร และเมื่อยังไม่รู้ทางแก้ พวกเขาก็ไม่รนราน หรือมุทะลุ พวกเขาจะรอจนความจริงคลี่คลายออกมา

พวกเขาเชื่อเสมอว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย พวกเขาจึงยอมรับการที่คนอื่นกำลังทำอะไรผิด เพราะมันไม่สำคัญ อย่างไรความจริงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ นี่เองที่เป็นเหตุผลที่ว่า การมองอะไรตามความเป็นจริงฉลาดกว่าการมองอะไรอุดมคติ ปัญญาอยู่เหนือการใช้เหตุผลทั่งปวง และรับเอาส่วนที่ไม่มีเหตุผลไว้ด้วย มันคือการมองทุกอย่างอย่างที่มันเป็น ทำให้มองออกว่าทางออกที่ถูกต้องที่สุดคืออะไรอยู่เสมอ

ระดับสอง "ผู้มีเหตุผล"

ระดับนี้ "ไทป์หนึ่ง" เริ่มมีความกลัวว่าตัวเองจะมีมลทิน พวกเขาชดเชยความกลัวด้วยความต้องการที่จะ ถูกต้อง ไปหมดทุกอย่าง ตัวตนของเขาขึ้นอยู่กับการใช้เหตุผลและมโนธรรมตลอดเวลา ทำให้เป็นคนมีเหตุผล มีการตัดสินใจที่ดี และรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง

ที่จริงแล้วหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจของ "ไทป์หนึ่ง" ไม่ได้มาจากตรรก แต่มาจากมโนธรรมภายใน ความถูกผิดไม่ได้เป็นแค่นามธรรมอันหนึ่ง แต่มันหมายถึงการมีชีวิตที่สมดุลย์หรือไม่ของ "ไทป์หนึ่ง" เลยทีเดียว พวกเขาเชื่อว่าการมีชีวิตที่ได้สมดุลจำเป็นอย่างยิ่งต่อการรักษาเป้าหมายชีวิต ซึ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจอีกต่อหนึ่ง พวกเขาไม่อยากให้ความรู้สึก และอารมณ์มามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของตัวเอง พวกเขาเป็นกลางมาก รู้จักออกมามองตัวเองจากภายนอก ไม่อยากทำผิด แต่เมื่อรู้ตัวก็ยินดีรับ ความถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ การยึดมั่นในสิ่งที่ผิดเพราะกลัวเสียฟอร์มเป็นสิ่งที่ไม่ดี

พวกเขารู้สึกดีกับตัวเองก็ต่อเมื่อตนเองทำถูกต้อง และรู้สึกผิดเมื่อตนเองทำพลาด พวกเขาปรารถนาที่จะเป็นคนตรง ความเป็นคนตรงไม่จำเป็นต้องเป็นคนเคร่งศาสนา หรือทำอะไรตามจารีตเสมอไป พวกเขาอยากทำตัวสอดคล้องกับกฏของธรรมชาติมากกว่า ตัวอย่างของความตรงที่เหมือน "ไทป์หนึ่ง" มากที่สุดคือปรัชญาเต๋า ได้แก่การเป็นบุคคลที่มีสมดุลระหว่างสวรรค์ โลก และความเป็นมนุษย์

พวกเขาเป็นคนที่รู้จักการสละประโยชน์ส่วนตัวระยะสั้น ๆเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาว ในระดับนี้ พวกเขาอาจดูเป็นคนมองโลกแง่ร้าย แต่แท้ที่จริงแล้วพวกเขามองโลกตามความเป็นจริง

ระดับสาม "ครูผู้มีหลักการ"

ความมีมโนธรรมทำให้พวกเขาเป็นคนมีศีลธรรม และบำเพ็ญประโยชน์ พวกเขาต้องการทำเป้าหมายของตัวเองให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ นอกเหนือจากความถูกต้องแล้ว ในระดับนี้ "ไทป์หนึ่ง" เริ่มให้ความสำคัญกับความยุติธรรม และสัจจธรรมด้วย พวกเขาจึงมีจิตใจที่ห่วงคนอื่นว่าจะได้ความเป็นธรรมหรือไม่อยู่ตลอดเวลา พวกเขาเกลียดความอยุติธรรมยิ่งนัก ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับใครก็ตาม การผดุงความยุติธรรมไม่ได้เป็นแค่หลักการของ "ไทป์หนึ่ง" แต่มันเป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าด้วย พวกเขายอมเป็นฝ่ายเสียเปรียบดีกว่าที่จะต้องเป็นคนเอาเปรียบคนอื่น (จุดนี้ทำให้ "ไทป์หนึ่ง" ในระดับดี ดูคล้ายกับ Eight ในระดับดี) พวกเขาเสมอต้นเสมอปลายอย่างมาก และมีจริยธรรมสูง การโกหกหรือการโกงไม่เคยอยู่ในความคิดของพวกเขา มีหลักการณ์ มีบรรทัดฐานส่วนตัว และไม่เคยคิดจะซิกแซก พวกเขาตัดสินใจด้วยเหตุผล มีวินัยในตัวเองสูง ทำให้บรรลุเป้าหมายระยะยาวได้ง่าย ไม่ซื้อเสียง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม พวกเขากล้าทำในสิ่งถูกแม้ว่าจะทำให้อาจได้รับอันตราย เพราะการผิดต่อตัวเองเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากสำหรับ "ไทป์หนึ่ง" พวกเขาต้องการทำอะไรสักอย่างให้สังคม และมองว่าตนเองเกิดมามีเป้าหมาย

ความเสมอต้นเสมอปลายของ "ไทป์หนึ่ง" ทำให้พวกเขาดูคล้าย Six ในระดับดี แต่ Six วัดผลตัวเองด้วยการมองออกไปนอกตัวเอง ในขณะที่ "ไทป์หนึ่ง" จะมองเข้าไปในตัวเอง พวกเขามีแรงบันดาลใจที่จะเป็นคนตรงคอยผลักดัน มันเป็นแรงที่ผลักดันให้ "ไทป์หนึ่ง" ประสบความสำเร็จอยู่เสมอ พวกเขารู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ทำอะไรตามลำดับสำคัญก่อนหลัง ทำให้บรรลุเป้าหมายได้

พวกเขายืนขึ้นเพื่อพิทักษ์ความถูกต้อง กล้าหาญที่จะแสดงสิ่งที่ตนเชื่อ ไม่ว่าใครจะว่าอย่างไร พวกเขาจึงเป็นครูสอนจริยธรรมที่ดี ถ่ายทอดหลักการ และมุมมองทางจริยธรรมให้คนอื่นได้ ถ้าขาดหลักการประจำใจ แล้ว "ไทป์หนึ่ง" จะรู้สึกหลักลอยมีชีวิตอยู่ไม่ได้

ในระดับดี พวกเขาเป็นครูสอนตัวเอง และทำตัวเองเป็นตัวอย่างให้คนอื่น แต่จะไม่เทศนาคนอื่น พวกเขาเชื่อมั่นในความจริง ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร ความจริงก็คือความจริง และมันจะพิสูจน์ตัวของมันเองในที่สุด

ระดับสี่ "นักปฏิรูป"

"ไทป์หนึ่ง" เริ่มใช้ superego นำทางมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขารู้สึกผิดและวิตกกังวลเสมอเมื่อไม่สามารถปฏิบัติตาม superego พวกเขาเริ่มหวาดกลัวว่าคนอื่น ๆจะเห็นอุดมการณ์ของเขาเป็นเรื่องไม่มีสาระ และเริ่มสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่สูงกว่าเดิมขึ้นไปอีก ทำทุกอย่างให้ดีขึ้น กลายเป็นนักอุดมคติ นักปฏิรูป ผู้ปลดปล่อย พร่ำบอกตนเองและผู้อื่นให้ปรับปรุงตัวตลอดเวลา

ในระดับนี้ พวกเขาเริ่มมีความคิดว่า ตัวเองเท่านั้นที่มีคำตอบสำหรับทุกคน เริ่มเห็นว่าคนอื่นไร้ระบบกว่าตน และรู้สึกเหมือนกับตนเกิดมาเพื่อปรับปรุงทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งที่ "ไทป์หนึ่ง" ถือเป็นอุดมคติจะถือเป็นบรรทัดฐานสำหรับทุกคน ความรู้สึกว่าต้องทำ ไม่ได้จำกัดอยู่แต่กับตัวเอง พวกเขารู้สึกว่าคนอื่น ๆก็ต้องทำด้วย พวกเขารู้สึกว่าตนนี่แหละที่ต้องให้การศึกษาคนอื่น ชี้ทางสว่างให้คน และให้ทุกคนเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ให้ถูกต้อง นอกจากนี้ พวกเขาจะไม่ค่อยวางใจให้ใครทำสิ่งที่ถูกแทนตน "ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำ"

พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นพวกมีมันสมอง และสูงส่งกว่าคนทั่วไป พวกเรารู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะออกกฏให้ทุกคนทำตาม พวกเขาตัดสินสิ่งต่าง ๆอย่างถี่ถ้วน และมักโต้เถียงกับคนอื่นในเรื่อง บุหรี่ เหล้า การรัดเข็มขัดในรถ คุณภาพของรายการโทรทัศน์ ภาพลามก เพลงเฮฟวี่ พวกเขาไม่ได้ถึงกับก้าวร้าว เพียงแต่รู้สึกเป็นหน้าที่ที่จะต้องชี้สิ่งถูก และอธิบายถึงผลที่ตามมาให้คนอื่นฟัง

มีอุดมการณ์อย่างเดียวก็ยังไม่พอ พวกเขาต้องการวัดผลด้วย พวกเขาจะวางเป้าหมายสูงเสมอ พวกเขาอาจไม่ยอมดูรายการบันเทิง และดูสารคตีเท่านั้นเพราะรู้สึกว่าไม่ควรใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระ ต้องพัฒนาตัวตลอดเวลา พวกเขามักมีส่วนร่วมในการจัดวิ่งการกุศล ดูแลการเลือกตั้ง ฯลฯ

พวกเขาชัดเจนในจุดยืนของตนเสมอ และต่อสู้เพื่อจุดยืนอย่างมุ่งมั่น "ไทป์หนึ่ง" มักพูดเก่ง ชอบการโต้วาที พวกเขามั่นใจมากว่าในความเห็นของตนเอง และคิดว่าถูกต้องแน่ ๆ ความคิดแบบนี้นำมาซึ่งความยุ่งยาก ต่อทั้งตัวเองและคนอื่น เพราะคนทุกคนไม่อาจถูกพวกเขาหล่อหลอมให้เป็นไปตามใจเขาได้ ความเป็นจริงมีทางของมันเองอยู่ แต่ "ไทป์หนึ่ง" พยายามบอกให้ทุกคนเลือกอีกทางหนึ่ง

ระดับห้า "คนเจ้าระเบียบ"

ในระดับนี้ "ไทป์หนึ่ง" ได้ประกาศจุดยืนของตัวเองไปแล้ว และพวกเขาไม่ต้องการให้ความรู้สึกของเขามาขัดแย้งกับอุดมการณ์ พวกเขาจึงพยายามควบคุมชีวิตตัวเองทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่องของอารมณ์ แรงขับภายใน และความรู้สึก วินัยในตัวเองของเขาได้แปรเปลี่ยนไปเป็นความเจ้าระเบียบ พวกเขาต้องการให้ความเป็นระบบกำหนดทุกอย่าง พวกเขามองอะไรเป็นขาวดำไปหมด และไม่เอาความรู้สึกส่วนบุคคลมาเกี่ยวข้อง พวกเขามองความรู้สึกส่วนตัวเป็นการเอาแต่ใจ วินัยควบคุมตัวเขา คนอื่น ๆ และทุกสิ่งรอบตัว

พวกเขาจัดการกับสิ่งรอบตัวอย่างละเอียดรอบคอบ วางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียดเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม การใช้ Flow chart เป็นตัวอย่างของวิธีการทำงานแบบ "ไทป์หนึ่ง" เวลาเป็นอีกสิ่งที่มีค่าสำหรับเขา พวกเขาจะวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้ไม่มีการเสียเวลา พวกเขาตรงต่อเวลาและต้องการให้คนอื่นตรงต่อเวลาด้วย พวกเขาจริงจังกับชีวิต และไม่ค่อยยอมให้ตัวเองมีเวลาผ่อนคลายบ้าง

วิธีคิคของเขาก็มีระบบ พวกเขามองความกำกวมเป็นตัวปัญหา และต้องการความเข้าใจที่เป็นขาวหรือดำไปเลย แม้ว่าสิ่งต่าง ๆในโลกนี้มันมักจะไม่ตรงเผงไปหมด แต่พวกเขาก็ต้องการให้มันเป็น พวกเขาสร้างระบบความคิดขึ้นในใจ เพื่อที่จะตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องการคำอธิบายที่กระจ่างสำหรับเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้น "มิฉะนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใครต้องรับผิดชอบ"

"ไทป์หนึ่ง" เป็นพวก anal ตามทฤษฏีของฟรอยด์ พวกเขาจัดลำดับความสำคัญของด้านต่าง ๆในชีวิตไว้ชัดเจน สิ่งใดสำคัญพวกเขาจะใส่ใจมาก ทุกอย่างจะต้องเป็นระบบ แน่นอน ซึ่งความเจ้าระบบระเบียบก็มีส่วนดีต่อตนเองและสังคม แต่มันก็มักเกินพอดี "ไทป์หนึ่ง" ควรมีชีวิตที่ผ่อนปรนบ้าง ซึ่งบางครั้ง "ไทป์หนึ่ง" ก็ให้รางวัลกับชีวิต แต่มักเป็นเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่อยู่ดี พวกเขามีสันทนาการแบบคอยระวังกิริยามารยาท การที่ "ไทป์หนึ่ง" ยึดถือตามแบบแผนมารยาทสังคมก็เพื่อที่จะไม่ต้องใช้ความรู้สึก หรืออารมณ์ส่วนตัว

"ไทป์หนึ่ง" ชอบทำอะไรให้ตรงข้ามกับความต้องการของตัวเอง เมื่อเขาคิดอยากไปดูหนังขึ้นมา เขาก็จะบอกตัวเองว่าควรเอาเวลาไปทำอะไรที่ก่อประโยชน์มากกว่า เมื่อไรที่เขาไม่อยากจะทำอะไร เช่น ทำงานในวันหยุด พวกเขาก็จะทำ เพราะรู้สึกจำเป็น การทำแบบนี้ แท้ที่จริง "ไทป์หนึ่ง" ก็กำลังตามแรงขับภายในของตัวเอง เพราะเลือกทำอะไรตรงข้ามกับแรงขับภายในเสมอ

"ไทป์หนึ่ง" มีนิสัยแบบนักพรต นักบำเพ็ญตบะ พวกเขาละความต้องการของตัวเอง ในบางคนกลัวการคิดเรื่องเพศ เพราะรู้สึกเป็นเรื่องต้องห้าม พวกเขารักนวลสงวนตัวมาก ดูแข็ง ๆ เก็บริมฝีปาก กัดฟัน และลำคอตั้งตรง

แม้ว่าพวกเขาจะควบคุมตัวเอง แต่พวกเขามักไม่รู้ตัว พวกเขามักรู้ตัวว่าตัวเองกำลังมีกิเลสมากกว่า พวกเขาคิดว่าตนเองกำลังทำให้โลกนี้เป็นระบบ และทำให้โลกไม่มัวเมาอยู่กับโลกียสุข พวกเขาระวังไม่ให้ตัวเองเผลอใจไปกับอบายมุข เพราะกลัวจะติดกิเลสจนถอนตัวไม่ขึ้น ขอไม่ลองเป็นดีที่สุด ตั้งแต่ระดับนี้ลงไป ความรักระบบของเขากำลังส่งผลในเชิงทำลาย พวกเขาเริ่มกดเก็บความต้องการธรรมชาติของตัวเอง และมองเห็นแต่ข้อบกพร่องของคนทั่วไป

ระดับหก "มนุษย์สุดสมบรูณ์แบบ"

"ไทป์หนึ่ง" เริ่มวิตกว่าคนอื่นอาจทำลายระบบระเบียบที่ตนอุส่าห์สร้างขึ้นมา พวกเขาจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ความเป็นระเบียบไม่พอเสียแล้ว มันต้องความสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตามในระดับนี้ "ไทป์หนึ่ง" ยังคงเข้มงวดกับตัวเองมากกว่ากับคนอื่น superego ของเขาหยาบกระด้าง และเรียกร้องทุกอย่างจากเขา อย่างไม่รู้จักพอ พวกเขาติทุกเรื่อง ต่อว่าทุกคน เพื่อชดเชยความหวาดกลัวคนอื่นจะตำหนิตน อารมณ์เดียวที่ "ไทป์หนึ่ง" ยอมให้ตัวเองมีก็คือ ความโกรธ ซึ่งแสดงออกมาหลายรูปแบบ ทั้งความอยู่ไม่สุข ความรำคาญ อาการหงุดหงิด ฯลฯ แต่แปลกที่ "ไทป์หนึ่ง" มักไม่รู้ตัวว่ากำลังโกรธ เพราะ superego ไม่ยอมปล่อยให้พวกเขารู้ตัว เนื่องจากความโกรธก็จัดเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่ต้องระงับไว้

พวกเขาเริ่มก้าวก่ายชีวิตคนอื่นมากขึ้น เริ่มบอกให้ทุกคนทำตามที่ตนเองคิด และพยายามเคี่ยวเข็ญคนอื่นให้พัฒนาตัวเอง พวกเขาต่อว่าทุกรูปแบบ และหงุดหงิดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง พวกเขาเห็นคนอื่นเป็นคนขี้เกียจ ไม่รับผิดชอบ "ทำไมคนอื่นสบาย มีแต่ฉันต้องมาทำงานหนักอยู่คนเดียว" พวกเขามีความคิดเห็นต่อทุกสิ่งทุกอย่าง และมองว่าความคิดเห็นของเขาคือ "ความจริง" ไม่ใช่ความเห็นของคน ๆหนึ่ง ในบางโอกาสพวกเขาอาจบอกว่าเขาอาจจะผิด แต่ก็เป็นไปเพื่อเกรงใจ หรือเพื่อมารยาท พวกเขารับไม่ได้ว่าความคิดของตนนั้นผิดจริง ๆ

พวกเขาคิดอย่างไร พวกเขาก็จะไม่มีวันเปลี่ยน หลักการเหล่านั้นมีความสำคัญในการดำรงชีวิต เป็นสิ่งที่บอกทิศทางให้พวกเขาในการทำทุกสิ่งให้ดีขึ้นไปไม่สิ้นสุด

พวกเขามักหงุดหงิดกับความผิดพลาดของคนอื่น ราวกับว่ามันมีผลกระทบอะไรกับ "ไทป์หนึ่ง" โดยตรง พฤติกรรมที่ขี้รำคาญนี้ก่อให้เกิดการต่อต้าน และการไม่เชื่อฟังจากคนอื่นมากขึ้น

ในชีวิตส่วนตัว พวกเขาบ้างาน พวกเขาจะรู้สึกผิดถ้าไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ทุกวินาที น่าเศร้าที่ "ไทป์หนึ่ง" ห่วงความสมบูรณ์แบบมากเกินไป ทำให้การทำงานของเขาไม่ค่อยได้งานเท่าที่ควร พวกเขาอาจเริ่มด้วยการขัดถูเฟอร์นิเจอร์อย่างหนัก ซ่อมแซมส่วนที่ชำรุด แล้วกลับฉีกหนังหุ้มเบาะทิ้งเพราะพบว่ามันก็ไม่สวยเหมือนเดิมอยู่ดี พวกเขาปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ไปไม่ใช่เพราะจำเป็น แต่ต้องทำเพื่อให้ตัวตนของเขาชัดเจน ความสมบูรณ์แบบนี้ทำให้คนอื่นหัวเสีย และทำให้ "ไทป์หนึ่ง" เป็นคนที่ใครทำงาน"ให้"ก็ไม่ได้ (อย่าหวังว่าจะมีใครทำงาน"ด้วย") พวกเขาอ่อนไหวต่อคำวิจารณ์มาก พวกเขาไม่ชอบการมอบหมายงานให้ใคร เพราะคิดว่าไม่มีใครทำให้ดังใจ พวกเขาคิดว่าคงใช้เวลานานกว่าในการสอนให้คนอื่นทำ แทนที่จะทำเสียเอง

ความจริงความสมบูรณ์แบบทำให้พวกเขารู้สึกสุขกับสิ่งที่ทำ พวกเขาจะไม่ละเลิกหากมันยังไม่สมบูรณ์แบบ ซึ่งมันต้องกินเวลานานมาก พวกหนีเสียปะจรเข้ เพราะพวกเขาไม่อยากทำงาน แต่ก็ไม่อยากหยุด ถ้างานยังไม่สมบูรณ์แบบ

ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเริ่มแย่ลง เนื่องจาก "ไทป์หนึ่ง" มีคำตอบสำหรับทุกอย่าง และห้ามคนอื่นบอกว่าคำตอบควรเป็นเช่นไร พวกเขาแสดงความเห็นแม้แต่ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ราวกับว่าเป็นผู้ชำนาญ และมักอธิบายวิธีทำให้คนอื่นราวกับว่าคนเหล่านั้นเป็นเด็กอ่อนที่ไม่มีทางทำอะไรได้เองถ้าไม่คอยบอก พวกเขาทึกทักเอาเองว่าคนอื่นทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ และห้ามไม่ให้คนอื่นทำ

ในระดับนี้ ไม่มีอะไรหยุด superego ของเขาได้ ไม่ว่า "ไทป์หนึ่ง" จะทำดีอย่างไร เสียงภายในของเขาก็ยังคงตำหนิเขาอยู่ เมื่อไรที่พวกเขาบรรลุบรรทัดฐาน บรรทัดฐานก็จะขยับหนีพวกเขาไปอีก "ไทป์หนึ่ง" ระบายออกด้วยการตำหนิคนอื่นต่ออีกที ในเวลาเดียวกัน "ไทป์หนึ่ง" ต้องการการพักผ่อนจากพันธนาการเหล่านี้ แต่พวกเขาก็พักผ่อนผิดวิธี พวกเขาพบความสุขจากการได้ทำสิ่งที่ superego ของเขาห้ามไว้ เช่น การดื่ม การเที่ยวกลางคืน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การมีเพศสัมพันธ์ ภาพเปลือย และการทำอะไรตามใจตัวเองในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้ พวกเขาทำมันอย่างลับ ๆเพราะหากใครเห็นเข้า มันจะขัดกับจุดยืนของตัวเอง

ระดับเจ็ด "คนใจแคบ"

"ไทป์หนึ่ง" รับไม่ได้ที่ตัวเองจะผิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะความเป็นจริงมันฟ้อง หรือเพราะมีคนอื่นที่มีเหตุผลที่ดีกว่าตน พวกเขาถูกทำให้ตัวเองเชื่อไปแล้วว่าทุกสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ผิด อุดมการณ์เปลี่ยนไม่ได้ และต้องไม่มีคำว่าประนีประนอม ทุกอย่างมีขาวหรือดำเท่านั้น ไม่มีสีเทาอยู่ตรงกลาง ไม่มีข้อยกเว้น ความไม่สมบูรณ์แบบเพียงเล็กน้อยทำลายภาพรวม และต้องรีบกำจัดเสีย การอยู่ท่ามกลางความสมบูรณ์แบบนี้ "ไทป์หนึ่ง" จำต้องกดเก็บความเป็นปุถุชนของตนไว้ พวกเขารักมนุษย์ชาติ และเกลียดบุคคล

ในระดับเสื่อม "ไทป์หนึ่ง" ไม่โทษตัวเองแล้ว พวกเขาโทษคนอื่นอย่างเดียว และคิดว่าตนเท่านั้นที่ถูก เนื่องจากถึงขั้นนี้แล้ว superego ของเขาเป็นพิษและจำเป็นต้องดันมันออกไปทางคนอื่นเพื่อเอาตัวรอดในทางจิตวิทยา เมื่อตัวเองทำได้ไม่ดี การเห็นคนอื่นทำได้เลวกว่าเป็นเสมือนยาระบาย พวกเขาจึงหันมาใส่ใจความผิดของคนอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษจากเสียงภายในตัวเอง

ความโกรธเป็นอารมณ์เดียวที่เหลืออยู่ที่เราเห็นได้จาก "ไทป์หนึ่ง" ในระดับนี้ พวกเขาชอบที่จะคิดว่าตัวเองเป็นกลางในการตัดสิน ตัวตนที่อ่อนแอของเขาจะอยู่ได้ก็ต้องรู้สึกว่าตนเองนั้นถูกทุกอย่าง และพวกเขาจะไม่ยอมให้มีที่ติเลยแม้แต่น้อย พวกเขาใจแคบ มองว่าใครที่เห็นต่างไปจากตนคือคนชั่ว พวกเขายัดเยียดความคิดให้คนอื่น พวกเขาอ้างศาสนา ความยุติธรรม และสัจธรรมต่าง ๆเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตัว และทำให้คนอื่นรู้สึกผิดบาป นั้นทำให้ "ไทป์หนึ่ง" ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก เพราะต้องปกป้องจุดยืนด้วยคำคมแต่ไร้เหตุผล เพื่อรักษาหมู่บ้านไว้ต้องระเบิดมัน เพื่อเอาคนเข้าศาสนาต้องขายพวกมันไปเป็นทาส หรือ เพื่อรักษาชีวิตทารกไว้ต้องฆ่าแม่เสีย

พวกเขาโกรธคนอื่นจนกระทั้งความโกรธกำลังรบกวนเขาเอง พวกเขาเริ่มที่จะควบคุมตัวเองไม่ได้แล้วเพราะความโกรธ การกดเก็บอารมณ์ความรู้สึกอย่างปุถุชนก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง ซึ่งปรากฏสลับกับอารมณ์โกรธเป็นระยะ ๆ ความโกรธที่ตนดันไปหาคนอื่นเริ่มหันกลับมาทิ่มแทงตัวเอง "ไทป์หนึ่ง" กำลังอ่อนล้า พวกเขาเริ่มติดเหล้า ยาเสพติด เริ่มไม่ใส่ใจการบำรุงรักษาบ้าน และหน้าที่การงาน

ระดับแปด "มือถือสาก ปากถือศีล"

พวกเขาเริ่มหมกมุ่นกับสิ่งที่ทำให้พวกเขาโกรธ แต่ในเวลาเดียวกันพวกเขาต้องควบคุมตัวเอง จึงไม่แสดงออกโดยตรง ผลก็คือการบังคับตัวเอง ด้วยแรงขับภายในอย่างหนัก ในความคิดของพวกเขาเต็มไปด้วยการต่อสู้กันระหว่างแรงขับภายใน กับการกดเก็บแรงขับภายใน ระหว่างเวลาที่ต้องการควบคุมตัวเอง กับเวลาที่ต้องการระเบิดความโกรธออกมา พวกเขาย้ำคิดย้ำทำ พวกเขาคิดมากจนรู้สึกเหมือนว่าตัวจะตกเป็นของซาตาน พวกเขาย้ำคิดถึงแต่กิเลสตัณหาที่ถูก superego กดเก็บไว้ พวกเขาพยายามควบคุมความคิดเหล่านั้นไว้ไม่ให้มากมายจนเกินไป

พวกเขาเริ่มหันมาคิดถึงสิ่งอื่นเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดถึงปัญหาที่แท้จริง พวกเขาเริ่มคิดถึงแต่เรื่องความสะอาด เพื่อเลี่ยงความคิดที่เกี่ยวกับแรงขับภายในที่พยายามกดเก็บอยู่ พวกเขาคิดเรื่องอาหาร แทนการคิดเรื่องเพศ ทำให้กลายเป็นโรคเกี่ยวกับการกินอาหาร พวกเขามีพฤติกรรมที่ขัดแย้งกันเองหลายอย่าง เป็นคนพูดอย่างทำอย่าง เพราะความขัดแย้งในใจที่รุนแรง เมื่อใดที่ถูกแรงขับภายในควบคุมอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาจะทำอะไรตรงข้ามกับความเชื่อของตัวเอง เช่น พร่ำบอกให้คนประพฤติพรหมจรรย์ แต่ตัวเองกลับมีกิจกรรมทางเพศ ทำอะไรที่ตัวเองห้าม ราวกับเจ้าหน้าที่ กบว.ที่ต้องนั่งดูหนังโป๊เพื่อคอยเซนเซอร์ นักวิจัยเพศศีกษาที่เฝ้าดูพฤติกรรมทางเพศ หรือผู้พิพากษาที่เป็นขโมยเสียเอง พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ "ไทป์หนึ่ง" ตกที่นั่งลำบาก เพราะคนที่พบเห็นย่อมเปิดโปงแน่นอน การพบว่าเจ้าหน้าที่ปปป. ฉ้อโกงเสียเองน่าตกใจกว่าการพบข้าราชการปกติฉ้อโกง

ที่ "ไทป์หนึ่ง" มีแนวโน้มที่จะทำสิ่งที่ตัวเองต่อต้าน เป็นเพราะพวกเขากดเก็บแรงขับภายในมากเกินไป จนทำให้อารมณ์ความรู้สึกของเขาผิดปกติไป สิ่งนี้เป็นอันตรายกับ "ไทป์หนึ่ง" มากกว่าแรงขับภายในเสียอีก

ระดับเก้า "ผู้มาล้างแค้น"

พวกเขาเคียดแค้นคนอื่นที่ทำความชั่ว เพื่อเป็นทางออกให้การกำจัดความคิดขัดแย้ง ที่หมกหมุ่นอยู่ในสมอง ทั้งที่มันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ของคนอื่น พวกเขารับไม่ได้อีกต่อไปว่าตัวเองทำอะไรผิด เพื่อพิสูจน์ตัวเอง พวกเขาต้องพิสูจน์ว่าคนอื่นผิด และต้องได้รับการลงโทษด้วย และในเมื่อคนอื่นเป็นคนเลว การกำจัดคนเลวย่อมไม่ผิด พวกเขาจะไม่มีความปราณีหลงเหลือให้กับเหยื่อที่เขาเห็นว่าผิด พวกเขาจะใช้อำนาจทุกอย่างที่ตนมีในการทำให้เขาเหล่านั้นได้รับความทรมาน วิธีการอะไรก็ได้

พวกเขามองตัวเองเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฏร์ ความยุติธรรมหนุนหลังการลงโทษคนผิดของพวกเขาอยู่ จากคนที่เคยให้ความสำคัญกับความยุติธรรม บัดนี้ "ไทป์หนึ่ง" ได้กลายเป็นจอมอยุติธรรมเสียเอง จากไทป์ที่มีเหตุผลที่สุดกลายเป็นไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง

พัฒนาการ

จาก "ไทป์หนึ่ง" สู่ "ไทป์สี่"

ในระดับสี่ เมื่อ "ไทป์หนึ่ง" รู้สึกวิตกกังวล และเครียด พวกเขาเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีของ "ไทป์สี่" จากไทป์ที่เข้มงวดกับตัวเองที่สุด กลายเป็นพวกปลดปล่อย แต่เมื่อทำตัวแบบนั้นลงไป พวกเขาจะเสียใจภายหลัง และเพื่อความเข้มงวดให้ตัวเองมากขึ้นไปอีก

พวกเขาเริ่มจินตนาการว่าตนเป็นคนอื่น พวกเขามองหาความงดงาม เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศที่กดดันของตน พวกเขาเริ่มทำตัวเป็นคนรสนิยมสูง ชอบคนที่มีเจ้าของแล้ว และไม่บอก แต่ในที่สุด พฤติกรรมแบบ "ไทป์สี่" เหล่านี้จะถูกระงับด้วย superego ของเขา เพราะเป็นสิ่งต้องห้าม

ระดับห้า "ไทป์หนึ่ง" เริ่มรู้สึกกดดัน และเริ่มใช้อารมณ์อย่าง "ไทป์สี่" พวกเขาอาจรู้สึกเศร้าใจ ที่ไม่มีใครเห็นความพยายามที่จะทำทุกอย่างให้ดีขึ้นของเขา ลังเลสงสัย อารมณ์ศิลป์จะใส่ไฟให้กับความรู้สึกเหล่านั้นเข้าไปอีก พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ดูเก้งก้างในสังคม เพราะใส่ใจกับตัวเองมากเกินไป สิ่งเหล่านั้นรังแต่จะเพิ่มความเครียดให้ "ไทป์หนึ่ง"

ในระดับหก เมื่อ superego ไม่ให้รางวัลกับความพยายามของพวกเขา พวกเขาจะน้อยใจ และเริ่มเอาแต่ใจตัวเองแทน สร้างข้อยกเว้นต่าง ๆให้ตัวเอง เริ่มแอบดื่มเหล้าบ้าง เริ่มร่วมกิจกรรมเซ็กส์หมู่ พวกเขาพยายามหาทางหลีกหนี superego ที่เข้มงวดของตน

ในระดับเจ็ด พวกเขาระงับความโกรธไม่อยู่ และเริ่มซึมเศร้า อาการซึมเศร้าของพวกเขารุนแรงและยาวนาน สำหรับ "ไทป์หนึ่ง" ที่มีชีวิตวัยเด็กที่ไม่อบอุ่นอาจเข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นไทป์ "ไทป์สี่" เพราะอาการซึมเศร้าเหล่านี้

ระดับแปด พวกเขาเกลียดตัวเองอย่างไม่มีเหตุผล แม้ว่า "ไทป์หนึ่ง" จะเลี่ยงไปโทษคนอื่น แต่อิทธิพลของ "ไทป์สี่" จะทำให้พวกเขาเกลียดตัวเองด้วย พวกเขาเริ่มตกอยู่ภายใต้คำสาปของจิตไร้สำนึก การค้นพบสิ่งที่อยู่ในตัวเอง ทำให้พวกเขาเกลียตตัวเอง เริ่มตระหนกว่าอุดมการที่ตนยึดถือมาตลอดพึ่งไม่ได้

ระดับเก้า พวกเขาเริ่มพบความเลวร้ายของตัวเอง "ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย" พวกเขารู้สึกว่าได้ทำตัวถล่ำลึกไปจนไม่น่าให้อภัยแล้ว พวกเขาตำหนิตัวเองที่เอาแต่โทษคนอื่น การมองเห็นแต่จุดเสียของคนอื่นได้กลายเป็นมองเห็นแต่จุดเสียของตัว การฆ่าตัวตายหรืออาการวิกลจริตเท่านั้นเป็นทางออก

จาก "ไทป์หนึ่ง" สู่ "ไทป์เจ็ด"

"ไทป์หนึ่ง" ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกมากเกินไป การเลื่อนไหลไปสู่ "ไทป์เจ็ด" ทำให้พวกเขาได้ผ่อนคลาย รู้จักไว้ใจตัวเอง และความเป็นจริง ตลอดจนรู้สึกมั่นคงในชีวิต แทนที่จะเกรง และเข้มงวดกับตัวเอง "ไทป์หนึ่ง" พบว่า ความสุขเป็นสัญญาณของความมีชีวิต ความสุขเกิดขึ้นในรูปแบบอื่นที่ไม่จมอยู่กับกิเลสก็ได้ และคนเราทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นสุขได้โดยไม่ต้องเห็นแก่ตัว หรือไม่รับผิดชอบ

พวกเขาเลิกรู้สึกว่าต้องทำทุกอย่างให้ไร้ที่ติ พวกเขากระตือรืนร้นมากกว่าจะรู้ว่าเป็นความจำเป็น ทำอะไรสบาย ๆและได้งาน พวกเขาแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมา สนุกว่าเดิม ร่าเริงกว่าเดิม ภูเขาได้ถูกยกออกจากอกพวกเขาแล้ว พวกเขาทิ้งความรู้สึกต้องสมบูรณ์แบบออกไป พวกเขาสนุกกับการปรับปรุงสิ่งต่าง ๆแทนที่จะรู้สึกว่าเป็นความจำเป็น สิ่งที่สมบูรณ์แบบอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดก็ได้ พวกเขาพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่มากขึ้น รู้สึกว่าธรรมชาตินี้มหัศจรรย์ ศิลปะเป็นสิ่งสวยงาม ความสำเร็จของคนอื่นที่แม้จะไม่สมบูรณ์แบบเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม

พวกเขายังพบด้วยว่าเขาสามารถผ่อนปรนได้โดยไม่ทำให้ความสมบูรณ์แบบเสียไป พวกเขาเลิกบ่น และใช้ชีวิตอย่างที่เป็น พวกเขาเลิกทำตัวเป็นเทวดา และหันมาเป็นมนุษย์เดินดิน

ไทป์ย่อย

"ไทป์หนึ่งปนเก้า - นักอุดมคติ"

ความเป็น "ไทป์เก้า" เป็นเสมือนแรงเสริมความเป็นนักอุดมคติของ "ไทป์หนึ่ง" บุคลิกทั้งสองไทป์ล้วนแต่มีแนวโน้มที่จะปลีกตัวออกจากสิ่งรอบตัว "ไทป์หนึ่ง" หันไปหาอุดมคติ "ไทป์เก้า" หันหาอุดมคติของคน มากกว่าที่จะหาคน ๆนั้นจริง ๆ ผลก็คือการผละจากคนอื่น พวกเขาไม่เข้าใครออกใคร แยกตัว และใช้ความคิดมากกว่า "ไทป์หนึ่งปนสอง" อย่างไรก็ตาม "ไทป์หนึ่ง" กับ "ไทป์เก้า" ก็มีส่วนขัดแย้งด้วย "ไทป์เก้า" แสวงหาความสงบ แต่ "ไทป์หนึ่ง" พยายามเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งสองล้วนชอบอุดมคติ และไม่ยอมให้ใครมามีอิทธิพลเหนือตน ความสันโดษ และการใช้ตรรก ทำให้คนมักเข้าใจผิดคิดว่า "ไทป์หนึ่งปนเก้า" เป็น "ไทป์ห้า"

ตัวอย่างบุคคล ได้แก่ Al Gore, Sandra Day O'Connor, Michael Dukakis, Carl Sagan, Dr.Joyce Brothers, Katharine Hepburn, George Harrison, George F. Will, Noan Chomsky, Eric Severeid, William F. Buckley, Jeane J.Kirkpatrick, C. S. Lewis, Thomas Jefferson, Cotton Mather, Saint Ignatius of Loyola, "Mr. Spock"

ในระดับดี พวกเขามองเป้าหมาย และตัดสินใจเก่ง พวกเขาดูมีอารยธรรม และมักแสดงให้เห็นถึงความมีการศึกษา พวกเขามีด้านของจิตวิญญาณในตัวด้วย พวกเขาสนใจธรรมชาติ ศิลปะ และสัตว์ มากกว่ามนุษย์ พวกเขาเก็บอารมณ์ แต่เป็นมิตรที่ภักดี และมีน้ำใจ พวกเขาอย่างเป็นบุคคลตัวอย่างในสิ่งที่เขาเชื่อ "ไทป์เก้า" ทำให้พวกเขาดูอ่อนโยน มีพรสวรรค์ในการพูดและเขียน และมักนำมาใช้เพื่อจรรโลงสังคม

ในระดับปานกลาง พวกเขารณรงค์เพื่อสิ่งที่ตนต่อสู้ แม้ว่าจะไม่ค่อยเชื่อว่าคนอื่นจะทำได้ "ไทป์เก้า" ทำให้พวกเขาไม่ค่อยสนใจการเมือง ทั้งที่มีอุดมการณ์ และทำให้ถูกมองว่าดีแต่พูด เป็นหอคอยงาช้าง พวกเขาพร่ำสอนคนในเชิงนามธรรม และไม่ค่อยใส่ใจธรรมชาติของมนุษย์ เท่าที่ควร เราสังเกตเห็นความโกรธของเขาได้ยาก แต่มักอยู่ในรูปแบบของอาการเกร็ง รุกรี้รุกรน หรือการพูดจากเสียดสี พวกเขามองหาโอกาสที่จะได้ทำงานคนเดียว แบบเดียวกับ "ไทป์ห้า" เพื่อจะได้ไม่ต้องยุ่งเรื่องคนให้มาก

ในระดับเสื่อม พวกเขาปราศจากความรู้สึก และทำอะไรขัดแย้งกันเอง พวกเขาไม่แม้แต่จะยอมพิจารณาอะไรที่ขัดกับมุมมองตน ยากที่จะเข้าถึงหัวใจเขา หัวแข็ง หลีกหนีคนอื่น ทำตัวเหมือนฤาษี พวกเขามองตนและคนอื่นเป็นขยะสังคมที่ต้องกำจัด หมกมุ่นอยู่กับการจับผิดคนอื่น พวกเขาเป็นอันตรายต่อคนอื่นด้วยเพราะไม่รู้ตัวว่าการยัดเยียดอุดมคติให้คนอื่น ทำให้พวกเขาเหล่านั้นเดือดร้อน

"ไทป์หนึ่งปนสอง - คนชอบสอน"

นิสัยของ "ไทป์หนึ่ง" และ "ไทป์สอง" เสริมกันหลายอย่าง ทั้งสองพยายามเอาใจ superego ของตนเอง ทำความดีตามที่เสียงภายในตัวบอก "ไทป์หนึ่ง" ต้องการเป็นคนถูกต้อง "ไทป์สอง" ต้องการเป็นคนดี เป็นที่รัก แต่ในขณะเดียวกัน "ไทป์หนึ่ง" มีเหตุผล ไม่เข้าใครออกใคร แต่ "ไทป์สอง" ใข้อารมณ์ และมองบุคคลด้วย พวกเราจึงอาจพบเห็นความอบอุ่น และความผูกผันกับคนอื่นได้ใน "ไทป์หนึ่งปนสอง" นอกจากนี้ "ไทป์หนึ่งปนสอง" ยังเป็นนักปฏิบัติมากกว่า "ไทป์หนึ่งปนเก้า"

ตัวอย่างบุคคล Pope John Paul II, Mahatma Gandhi, Albert Schweitzer, Mario Cuomo, Bill Moyers, Tom Brokaw, Leslie Stahl, Jane Fonda, Vanessa Redgrave, Ralph Nader, John Bradshaw, Jerry Brown, Gene Siskel, Margaret Thatcher, Alistair Cooke, Joan Baez, Joan of Arc, Saint Thomas More, Anita Brayant

"ไทป์สอง" ช่วยลดความเข้มงวดของ "ไทป์หนึ่ง" ลง พวกเขาคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นด้วยนอกเหนือจากอุดมการณ์ พวกเขาแคร์ และให้ความสำคัญกับเรื่องคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ในระดับดีพวกเขาเห็นอกเห็นใจด้วย มองเป้าหมายด้วย ใจกว้าง อารมณ์ดี เราพบพวกเขามากให้อาชีพที่เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ ครู หมอ หรือพระ เพราะอุดมการณ์ของเขามักเกี่ยวข้องกับบุคคล

ในระดับปานกลาง พวกเขามุ่งมั่น อยากให้ความรู้คนอื่น ด้วยเพราะอุดมการณ์และเพราะอยากมีอิทธิพลต่อคนอื่น พวกเขาไม่ได้คิดแค่ว่าตัวเองถูก แต่คิดว่าตัวเองมีปรารถนาดีด้วย พวกเขาร่วมกิจกรรมเพื่อปรับปรุงสวัสดิภาพของชุมชน "ไทป์หนึ่ง" ต้องการควบคุมตัวเอง "ไทป์สอง" ต้องการควบคุมคนอื่น แรงจูงใจของทั้งสองไทป์เสริมกัน ทำให้คนรอบข้างเอาตัวออกห่างได้ยาก พวกเขาบ่นเมื่อไม่พอใจมากกว่าในกรณีของ "ไทป์หนึ่งปนเก้า" เพราะพวกเขาสนใจคนด้วยนอกเหนือจากอุดมการณ์ พวกเขาจะโกรธถ้าใครไม่ทำตามคำแนะนำของเขา และรับไม่ได้ที่ใครจะมาวิพากษ์วิจารณ์หลักการของเขา

ในระดับเสื่อม ความคิดของเขาคับแคบ ไม่ชอบคนที่เห็นไม่ตรงกับตน พวกเขาหลอกใจคนด้วยการทำให้คนอื่นรู้สึกผิดที่ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ควรจะเป็น เป็นพวกหลอกตัวเอง พวกเขาอาจมีอาการซึมเศร้าบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะออกไปทาง ปลดปล่อยทางเพศ การติดยา หรือทำอะไรก็ได้ที่สวนทางกับอุดมคติของตน การหลอกตัวเองทำให้ช่วยเหลือพวกเขาได้ยาก พวกเขามีความก้าวร้าวที่กดเก็บไว้มากมาย ทั้งจาก "ไทป์หนึ่ง" และความก้าวร้าวทางอ้อมของ "ไทป์สอง" พวกเขาอาจมีอาการผิดปกติทางกาย หรืออาการจิตสลาย อันเป็นผลมาจากความกังวลที่เกิดจากความขัดแย้งในตัวเอง

บทส่งท้าย

ในระดับเสื่อม "ไทป์หนึ่ง" ได้สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดนั่นก็คือ การถูกประณาม ความใจแคบและดุดันทำให้คนอื่น และมโนธรรมของเขาเอง ประณามพวกเขา พวกเขาทำตัวขัดกับหลักการที่ตัวยึดถือเสียเอง

สิ่งที่ "ไทป์หนึ่ง" พร่ำสอนคนอื่นว่าเป็นสัจธรรม อันที่จริงแล้วเป็นความนิยมส่วนตัวมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องละทิ้งความเชื่อทั้งหลายทั้งปวง เพียงแต่ควรรับรู้บทบาทของจิตใจ และสิ่งที่ใช้เหตุผลไม่ได้ในชีวิตบ้าง เหตุผลไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่าง หากคนเราใช้เหตุผลสยบความรู้สึก เราจะตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เหตุผลที่จริงแล้ว เป็นหลุมพราง เพราะการใช้เหตุผลอย่างเดียวโดยไม่เอาธรรมชาติของมนุษย์มาพิจารณาประกอบด้วยนั้นไม่ได้ผลเสมอไป

ปัญหาของ "ไทป์หนึ่ง" คือความขัดแย้งในตัวเอง "ไทป์หนึ่ง" ปรารถนาที่จะมีความกลมกลืนกันระหว่างอุดมคติ และการกระทำของตน การผสมกลมกลืนคือความเป็นหนึ่งเดียว แต่ "ไทป์หนึ่ง" กลับแยกเอาความรู้สึกและอารมณ์ออก และกดเก็บมันไว้ นั้นเอง "ไทป์หนึ่ง" กำลังเสียความเป็นหนึ่งเดียวไป ทางออกสำหรับปัญหานี้คือ การไม่ตัดสิน ยิ่งตัดสิน ยิ่งวัดค่า ยิ่งเกิดความขัดแย้งในใจ และการแบ่งแยก จงยอมรับตัวเองอย่างที่ตัวเองเป็น พอใจตัวเองที่ทำได้ดีแล้วในระดับหนึ่ง

ความกลัวในใจของ "ไทป์หนึ่ง" ดึงดูดให้พวกเขาพยายามหากฏตายตัวในชีวิตไว้เดินตาม พวกเขามองชีวิตเป็นเหมือนการเดินบนเส้นด้าย พลาดเพียงนิดต้องตายไปเลย การมองแบบนี้ไม่มีความสุข และไม่แปลกที่คนอื่นมักไม่ยอมทำตามสิ่งที่ "ไทป์หนึ่ง" บอกให้ทำ พวกเขาควรเรียนรู้ว่า ไม่มีกฏใด ๆในโลกที่พึ่งได้เสมอ และแม้แต่กฏที่ดีที่สุดก็ไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ ยังมีสิ่งลึกลับที่ประเสริฐกว่า superego หรือหลักการเหล่านั้น นั้นก็คือ ปัญญา ปัญญาซึ่งอยู่เหนือหลักการใด ๆเมื่อเขาเข้าถึงปัญญาแล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับคนอื่นให้หันมาปฏิบัติตามตนอีก พวกเขาจะหันมาทำตามเองอย่างใจจดใจจ่อ

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:09:46 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 12 (885546)

เดี๋ยวผมจะนำ  รายละเอียดของแต่ล่ะบุคลิกภาพมาโพสไว้ให้ เพื่อทีอ่านมีคนอ่านแล้วสนใจขึ้นมา

วิธีดูอย่างแรกๆ เลยก็ คือ ต้องเข้าใจว่า บุคลิกภาพ ในภาพรวมๆนั้น เกิดจาก อัตตา หรือความคิดยึดติดในเรื่องบางอย่าง เพราะฉะนั้น  ผมแนะนำว่า ให้คุณคิดว่า คุณเป็นใครใน 9 แบบนี้ ก็ (อย่างมั่นใจ ) พอแล้วครับ แล้วก็ศึกษาๆไปเรื่อยๆเท่านั้นเองครับ  "เลือกเป็นอันไหนก็อ่านอันนั้น"

1. ไทป์หนึ่ง - นักปฏิรูป

2. ไทป์สอง - นักบุญ
3. ไทป์สาม - ผู้ชนะ
4. ไทป์สี่ - ศิลปิน
5. ไทป์ห้า - นักปราชญ์
6. ไทป์หก - เพื่อนยาก
7. ไทป์เจ็ด - เจ้าสำราญ
8. ไทป์แปด - ผู้นำ
9. ไทป์เก้า - ผู้รักสงบ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:06:57 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 11 (885538)
สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการศึกษาเรื่องไทป์ของ ENNEAGRAM
 
  • ที่จริงแล้วเราจะเห็นลักษณะผสมของไทป์ต่าง ๆในตัวคนคนเดียวเสมอ เพียงแต่ว่าจะมีลักษณะของไทป์ ๆหนึ่งเท่านั้นที่เป็นเสมือน "ฐานทัพ" ของบุคลิกภาพของเรา กล่าวคือ เราจะกลับไปหาลักษณะของไทป์นั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไทป์นั้นก็คือไทป์ประจำตัวของเราที่ติดตัวเรามาแต่เกิด ซึ่งไม่ว่าเราจะพัฒนาตัวเราไปในทิศทางใด เราจะไม่มีวันเปลี่ยนไทป์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนี้ได้
  • ลักษณะของไทป์ เป็นลักษณะที่เป็นสากล และไม่ขึ้นกับเพศ ไม่ว่าชายหรือหญิง แน่นอนโดยกว้าง ๆแล้ว ผู้ชายกับผู้หญิง จะมีลักษณะร่วมในเรื่องของการแสดงทัศนคติ ความถนัด และพฤติกรรมบางอย่างแตกต่างกัน แต่สิ่งที่อยู่ข้างในที่ผลักดันผู้ชายและผู้หญิงมีพื้นฐานมาจากสิ่งเดียวกัน
  • ลักษณะต่าง ๆของไทป์ของคุณ ไม่จำเป็นต้องตรงกับตัวคุณหมดทุกอย่าง เพราะคนเรายังมีความแตกต่างกันในเรื่องของระดับการพัฒนา อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะทางอารมณ์ และความกดดันของคนแต่ละคนด้วย
  • การเรียกแทนไทป์แต่ละไทป์ด้วยหมายเลข ไม่ได้หมายความว่า เลขมากดีกว่าเลขน้อย แต่เป็นเพราะการใช้ตัวเลขแทนไทป์ให้ความรู้สึกเป็นกลางมากกว่า การตั้งชื่อไทป์ตามลักษณะนิสัยเท่านั้น
  • ทุก ๆไทป์มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย จุดแข็งและจุดอ่อน ไม่มีไทป์ใดดีกว่าไทป์ใด การที่เรารู้สึกอยากเป็นไทป์โน้นไทป์นี้ เพราะรู้สึกว่าเป็นไทป์ที่ดีกว่านั้นเป็นเพราะ ค่านิยมในสังคมของเราทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น ซึ่งจะแตกต่างกับสังคมอื่น ที่มีค่านิยมไม่เหมือนกัน
  • ไม่ว่าคุณจะเป็นไทป์อะไร คุณจะมีลักษณะของทุกไทป์อยู่ในตัวคุณในระดับใดระดับหนึ่ง ทุกไทป์ล้วนมีความเกี่ยวเนื่อง และพึ่งพากันและกัน การสังเกตเห็นไทป์อื่น ๆในตัวเอง ทำให้เราเห็นอกเห็นใจคนไทป์อื่นได้ เช่น เราจะไม่รู้สึกว่าเกลียดไทป์สองเพราะเป็นพวกที่มีความต้องการอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ในจิตใจที่เอื้อเฟื้อของพวกเขา ถ้าเราพบว่าบางทีเราก็มีอาการแบบไทป์สองเหมือนกัน
  • ระมัดระวังการตัดสินคนอื่นด้วยการยัดเยียดไทป์ให้แก่พวกเขา เพราะแต่ละไทป์มีความซับซ้อนอยู่ในตัวเองอย่างมาก จนทำให้เราไม่อาจเข้าใจไทป์ของอื่น ๆได้อย่างแท้จริง และมักผสมอคติของเราเข้าไปด้วย การศึกษาไทป์จึงเป็นไปเพื่อการค้นพบตัวเองเป็นหลัก นอกจากนี้การล่วงรู้ไทป์ของคนอื่น แม้ว่าจะทำให้เรารู้จักเขามากขึ้นในแง่ของ การมองโลก การตัดสินใจ อุดมคติที่ยึดถือ แรงผลักดัน การตอบสนองสิ่งเร้า การต่อสู้กับความกดดัน ฯลฯ แต่คนเรายังมีเรื่องของระดับไอคิว พรสวรรค์ ประสปการณ์เฉพาะ และระดับคุณธรรม ที่ไทป์ไม่ได้บอก การเข้าใจประโยชน์ของ ENNEAGRAM อย่างถ่องแท้เท่านั้นที่จะทำให้เรารู้จักชื่นชมความคิดเห็นที่แตกต่างของคนอื่นได้
  • การได้รู้เรื่องของไทป์เป็นเรื่องที่มีประโยชน์อย่างมากในระยะแรก เพราะจะทำให้เราเข้าใจจิตใจของตัวเองได้อย่างมีระบบ แต่เมื่อรู้จักไทป์ของตัวเองไประยะหนึ่ง เรามักเอาไทป์มาเป็นข้ออ้างในการไม่พัฒนาตัวเองของเรา เช่น "ใช่แล้วฉันมันขี้ระแวง จะให้ทำยังไงล่ะ ก็ฉันมันไทป์หกนี่" อาการแบบนี้เป็นโทษ เพราะเป็นการหาข้ออ้างให้ตัวเองสะสม ภาพลักษณ์ของตัวตน ขึ้นให้เข้มแข็งกว่าเดิม และหยุดยั้งเราไม่ให้ค้นพบตัวตนที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายใน สรุปก็คือ การศึกษาเรื่องไทป์อย่างเดียวไม่ใช่จุดมุ่งหมายสุดท้ายของเรา การเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ภายในอีกระดับหนึ่งต่างหากที่สำคัญกว่า
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:02:36 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 10 (885535)

ความกลัวที่ซ่อนอยู่

ว่ากันว่าตอนที่เราออกมาจากท้องแม่ โลกภายนอกเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกล้วมาก มีทั้งความเจ็บปวด ความหิวโหย และความรู้สึกว้าเหว่ ทารกทุกคนจึงต้องสร้างอัตตาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา เป็นกลไกในการป้องกันตัว อัตตา คือสิ่งที่หลอกพวกเราว่า สิ่งที่เรากลัวนั้นมันไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด ทำให้ทารกสามารถเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ได

ความกลัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน มีอยู่ด้วยกันเก้าอย่าง เรียกว่า ความกลัวปฐมภูมิ (Basic Fears) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอัตตา และนำไปสู่บุคลิกภาพเก้าไทป์ในที่สุด ความกลัวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึก เรามักไม่รู้สึกตัวว่ามีความกลัวเหล่านั้นอยู่ อัตตาจะปกปิดความกลัวเหล่านั้น แล้วสร้างความกลัวในรูปแบบอื่นที่ยอมรับได้ขึ้นมา เรียกว่า ความกลัวทุติยภูมิ ซึ่งเป็นความกลัวที่เราตระหนักมากกว่า ความกลัวปฐมภูมิ (Secondary Fears)

Type
Basic Fears
Secondary Fears
One
กลัวว่าตนเองจะมีมลทิน หรือมีความชั่วติดตัว
กลัวว่าอารมณ์ และแรงขับดันในสันดานจะทำให้กลายตนเป็นคนเลวไป
Two
กลัวว่าจะไม่มีใครต้องการ ไม่มีค่าควรที่ใครจะรัก
กลัวว่าความต้องการส่วนตัว และความคิดอกุศลของตนจะทำร้ายความสัมพันธ์ที่ดี
Three
กลัวการเป็นคนไร้ค่า
กลัวการถูกปฏิเสธ
Four
กลัวการไม่มีตัวตน ไม่มีเอกลักษณ์
กลัวการไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง
Five
กลัวการเป็นบุคคลที่ช่วยตัวเองไม่ได้
กลัวว่าลำพังสิ่งที่ตนรู้มา จะไม่อาจนำพาตัวเองไปตลอดรอดฝั่ง
Six
กลัวว่าจะพึ่งตัวเองไม่ได้ หรือไม่มีใครคอยให้พึ่ง
กลัวขาดสวัสดิภาพ
Seven
กลัวทุกขเวทนา และความไม่มี
กลัวสูญเสียอิสรภาพ ความสุข หรือไม่ได้ตามที่ต้องการ
Eight
กลัวตกอยู่ใต้กำมือคนอื่น
กลัวตัวเองอ่อนแอ หรือต้องพึ่งพาคนอื่น
Nine
กลัวการสูญเสีย และการพลัดพราก
กลัวใจไม่สงบ
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:01:08 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 9 (885533)
ทฤษฎีพัฒนาการในวัยเด็ก
 
มนุษย์ทุกคน ไม่เว้นแม้ชาติไหน ภาษาไหน หรือยุคใดล้วนแล้วแต่มีผู้ปกครองสองคน คนหนึ่งคือ ผู้เลี้ยงดู (nurturing figure) ซึ่งอาจจะเป็นแม่หรือไม่ก็ได้ อีกคนหนึ่งคือ ผู้ปกป้อง (protective figure) ซึ่งก็อาจจะเป็นพ่อหรือไม่ก็ได้ ทฤษฎีพัฒนาการ เชื่อว่าพื้นฐานของบุคลิกภาพของทุกคน ได้รับอิทธิพลจากการเข้าหาผู้ปกครองทั้งสองในวัยเด็ก ไม่ว่าผู้ปกครองทั้งสองจะอยู่หรือตายไปแล้ว ดีหรือเลว ก็ตาม
 


การที่ Enneagram บอกว่าคนเรามีเก้าไทป์นี้อาจอธิบายได้ด้วยทฤษฎีพัฒนาการ เพราะการเข้าหาผู้ปกครองมีได้ สามอย่างคือ ติด (connected) ออกห่าง (disconnected) และก้ำกึ่ง (ambivalent) ในขณะที่เด็กอาจจะเข้าหาแต่ ผู้เลี้ยงดู ผู้ปกป้อง หรือทั้งสองคนก็ได้ ทำให้มีความเป็นไปได้รวมเก้ากรณีพอดี ตรงกับไทป์ทั้งเก้าของ Enneagram ดังนี้

 
ผู้ปกครอง
ติด(connected)
ก้ำกึ่ง(ambivalent)
ออกห่าง(disconnected)
ผู้เลี้ยงดู(nurturing figure)
ไทป์สาม
ไทป์แปด
ไทป์เจ็ด
ผู้ปกป้อง(protective figure)
ไทป์หก
ไทป์สอง
ไทป์หนึ่ง
ทั้งสองคน
ไทป์เก้า
ไทป์ห้า
ไทป์สี่
 
ทางจิตวิทยาเราเชื่อว่า ความผูกผันและการสะท้อนตัวเองกับแม่ในวัยเด็กทำให้เด็กสร้าง ego ของตนขึ้นมา พวกเขาจะมีแรงปรารถนาที่จะสนอง ego ของตน เชิดชู ego ของตนสู่โลกภายนอก มีกลไกป้องกันตัวคือความก้าวร้าว ซึ่งก็คือลักษณะของ ไทป์สาม-ไทป์แปด-ไทป์เจ็ด ไทป์สามเรียกร้องความสนใจ จึงต้องการการยอมรับ ไทป์แปด ต้องการที่จะควบคุมสิ่งรอบตัว พวกเขาจึงไขว่คว้าหาอำนาจ ไทป์เจ็ด ต้องการความพอใจและการปลุกเร้า จึงทำโน้นทำนี่ตลอดเวลา
 
อีกกลุ่มหนึ่งได้แก่ ไทป์หก-ไทป์สอง-ไทป์หนึ่ง เป็นพวกที่มีกลไกป้องกันตัวเป็นการยอมตาม เป็นบุคลิกภาพแบบ "ต้อง ต้อง ต้อง" การยอมตามเป็นภาพที่เราจะเห็นพวกเขาได้โดยรวม ๆ แต่ภายในพวกเขาจะมีส่วนผสมกันระหว่าง ความก้าวร้าวกับการยอมตาม เมื่ออยู่ในสภาวะกดดัน พวกเขาจะระเบิดมันออกมา พฤติกรรมของพวกเขาเป็นผลมาจากการเข้าหาผู้ปกป้อง ซึ่งทำให้ต้องสร้างกรอบ ข้อบังคับต่าง ๆที่ฝืนความต้องการที่แท้จริงของตนขึ้นมาในใจ
 
กลุ่ม ไทป์เก้า-ไทป์ห้า-ไทป์สี่ เป็นกลุ่มที่เข้าหาผู้ปกครองทั้งสองคน เป็นพวกเหม่อลอย เป็นคนที่เดียวดาย ชอบการใช้สติปัญญา และเป็นพวกคนช่างฝันของสังคม การเข้าหาผู้ปกครองทั้งสองคนในวัยเด็กเป็นผลทำให้ พวกเขามีปัญหาในการติดต่อกับคนอื่น เพราะแรงกดดันจากทั้งภายในและภายนอกที่มากเกินไป พวกเขาจะใจลอย และสร้างโลกส่วนตัวขึ้น เพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวจากสิ่งแวดล้อมจริง ๆ มีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงแรงขับดันใน id ของตนออกมา โดยเฉพาะการเรียกร้องสิทธิ หรือการใช้ความก้าวร้าว
 
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 16:00:05 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 8 (885530)

อธิบายด้วยทฤษฎีของฟรอยด์

  ทฤษฎีของฟรอยด์อธิบายว่า พลวัตของจิตคือปฏิสัมพันธ์ระหว่าง id ego และ superego ซึ่งเมื่อนำมาอธิบาย Enneagram ก็ได้ว่า กลุ่มอารมณ์(ไทป์สอง- ไทป์สาม- ไทป์สี่) คือกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับ ego กลุ่มความคิด(ไทป์ห้า-ไทป์หก-ไทป์เจ็ด) คือกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับ superego และกลุ่มสัญชาตญาณ(ไทป์แปด-ไทป์เก้า-ไทป์หนึ่ง) คือกลุ่มที่มีปัญหาเกี่ยวกับ id แต่ทุกไทป์จะมีบุคลิกภาพที่ถูกครอบงำด้วยอิทธิพลของ id ego หรือ superego อีกตัวหนึ่งด้วยเสมอ ดังนี้
 
 

กลุ่มอารมณ์

ไทป์สอง มีปัญหากับ ego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย superego

ไทป์สาม มีปัญหากับ ego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย ego

ไทป์สี่ มีปัญหากับ ego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย id

กลุ่มความคิด

ไทป์ห้า มีปัญหากับ superego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย id

ไทป์หก มีปัญหากับ superego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย superego

ไทป์เจ็ด มีปัญหากับ superego แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย ego

กลุ่มสัญชาตญาณ

ไทป์แปด มีปัญหากับ id แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย ego

ไทป์เก้า มีปัญหากับ id แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย id

ไทป์หนึ่ง มีปัญหากับ id แต่บุคลิกภาพถูกครอบงำด้วย superego

 


เป็นต้นว่า ไทป์สอง เป็นผู้ที่ระดับความนับถือตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าตนรู้สึกว่าเป็นที่รักของคนอื่นจากการทำสิ่งที่ดี และมีเจตนาที่ดี พวกเขาจะรู้สึกผิดเมื่อถูกมองว่า เห็นแก่ตัวหรือมีนิสัยก้าวร้าว นั้นก็คือ superego (ความยับยั้งชั่งใจ) ของ ไทป์สอง ครอบงำชีวิตหรือ ego (ความนับถือตัวเอง) ของ ไทป์สอง นั้นเอง เมื่ออธิบายตามหลักของฟรอยด์ ไทป์สอง ก็คือคนที่ superego กับ ego ขัดแย้งกัน สิ่งที่ ไทป์สอง ควรทำคือการเอา id มาช่วยซึ่งก็คือ การพัฒนาตัวเองไปเป็น ไทป์สี่ ในทางตรงกันข้าม ถ้า ไทป์สอง กลายเป็น ไทป์แปด ก็ยิ่งเป็นการเพิ่ม ego ให้กับตัวเอง และห่างไกลออกจาก ความก้าวร้าวที่อันตรายที่มีอยู่ใน id ออกไปอีก

 
หรือในกรณีของ ไทป์ห้า ผู้ซึ่ง id ขัดแย้งกับ superego เป็นผู้มีมี ego ที่อ่อนแอมากต้องการการมุ่งไปสู่ ไทป์แปด ซึ่งเป็นไทป์ที่มี ego ที่ชัดเจนเข้มแข็ง ความมั่นใจในตัวเองที่ ไทป์แปด มีจะช่วยทำให้ ไทป์ห้า มีความมั่นใจเมื่ออยู่ท่ามกลางสังคมมากขึ้น และสร้างสรรการกระทำที่เป็นประโยชน์ในรูปธรรมให้เกิดขึ้นได้ เพราะ ไทป์ห้า เป็นไทป์ที่ขาดทักษะทางสังคมมากที่สุด
 
เมื่อ ไทป์ห้า เสื่อมลง พวกเขาจะมุ่งสู่ ไทป์เจ็ด ซึ่งเป็นไทป์ที่มี ego ที่ไม่ดี ก้าวร้าวและทำให้จิตใจของ ไทป์ห้า สลายได้
 
ไทป์สาม เป็นไทป์ที่มีปัญหากับ ego มากที่สุดพวกเขาหลีกหนีอารมณ์ความรู้สึกของตัว ทำให้ไม่อาจมองเห็นตัวตนของตัวเองได้ด้วยตัวของตัวเอง จึงต้องมองหาจากการสังเกตปฏิกิริยาของคนรอบข้าง กลายเป็นไทป์ที่หมกมุ่นอยู่กับภาพพจน์ของตัวเองมากที่สุด พวกเขาต้องพัฒนาตัวเองให้เป็น ไทป์หก เพื่อพัฒนา superego ขึ้นมาให้ถ่วงดุลกับ ego ที่ถูกพัฒนามากเกินไป เป็นการลดความรู้สึกต้องห้ามที่จะใช้ความรู้สึก และลดความปรารถนาที่จะมีหน้ามีตาในสังคม นอกจากนี้ ไทป์สาม ก็ยังต้องการ การพัฒนา id โดยการเข้าสู่ ไทป์เก้า อีกด้วย แต่การเข้าสู่ ไทป์เก้า โดยไม่ผ่าน ไทป์หก นั้นเป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับ ไทป์สาม เพราะความสามารถในการใช้อารมณ์ความรู้สึกของพวกเขาถูกกดเก็บอยู่
ผู้แสดงความคิดเห็น dekisugi.net/enneagram วันที่ตอบ 2007-04-04 15:58:05 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 7 (885528)

ความรู้สึก-ความคิด-และสัญชาตญาณ

 

 

ไทป์ทั้งเก้า แบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มใหญ่คือ

กลุ่มความรู้สึก (The Feeling Triad) ได้แก่ ไทป์สอง, ไทป์สาม และ ไทป์สี่

กลุ่มความคิด (The Thinking Triad) ได้แก่ ไทป์ห้า, ไทป์หก และ ไทป์เจ็ด

กลุ่มสัญชาตญาณ (The Instinctive Triad) ได้แก่ ไทป์แปด, ไทป์เก้า และ ไทป์หนึ่ง

 

ไทป์ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันนั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีลักษณะนิสัยอะไรคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพวกเขามากที่สุดคือสิ่งเดียวกัน เช่น ในกลุ่มความรู้สึก ทั้งไทป์สอง, ไทป์สาม และ ไทป์สี่ ชีวิตของพวกเขาจะดีจะร้ายก็ขึ้นอยู่กับการใช้ความรู้สึกของพวกเขาเป็นหลัก ไทป์สอง นั้นเผยความรู้สึกของตนเองออกมามากเกินไป ส่วน ไทป์สี่ปกปิดความรู้สึกมากเกินไป และ ไทป์สามนั้นหลีกหนีความรู้สึกของตัวเอง ทั้งสามไทป์ล้วนมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งกับความรู้สึกทั้งสิ้น

 
 

 

นกลุ่มความคิดและกลุ่มสัญชาตญาณก็มีลักษณะเดียวกัน นำมาสรุปได้ดังตาราง

ปัญหาเกี่ยวกับการแสดงออก ปัญหาเกี่ยวกับการหลีกหนี ปัญหาเกี่ยวกับการปกปิด
กลุ่มความรู้สึก ไทป์สอง : เผยความรู้สึกมากเกินไป ไทป์สาม : หลีกหนีความรู้สึกของตัวเอง ไทป์สี่ : ปกปิดความรู้สึกมากเกินไป
กลุ่มความคิด ไทป์ห้า : เผยความคิดมากเกินไป ไทป์หก: หลีกหนีความคิดของตัวเอง ไทป์เจ็ด : ปกปิดความคิดมากเกินไป
กลุ่มสัญชาตญาณ ไทป์แปด : เผยสัญชาตญาณมากเกินไป ไทป์เก้า : หลีกหนีสัญชาตญาณของตัวเอง ไทป์หนึ่ง : ปกปิดสัญชาตญาณมากเกินไป

 

 

 

ไทป์สาม, ไทป์หก และ ไทป์เก้า นั้นมีปัญหามากที่สุด สังเกตว่ามีรูปสามเหลี่ยมในวงกลมที่เชื่อมทั้งสามไทป์เข้าด้วยกัน พวกเขามีเรื่องยุ่งยากมากที่สุดเพราะกำลังหลีกหนีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ เราทั้งสามไทป์นี้ว่าเป็น ไทป์ปฐมภูมิ

 
 

 

ส่วน ไทป์สอง ไทป์สี่ ไทป์ห้า ไทป์เจ็ด ไทป์แปด และ ไทป์หนึ่ง นั้นเรียกว่าเป็น ไทป์ทุติยภูมิ คือมีบุคลิกภาพแบบผสมผสานปัญหามากกว่าหนึ่งปัญหาเข้าด้วยกัน ไทป์ทุติยภูมิทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกันสังเกตจากการเชื่อมจุดเหล่านี้ด้วยเส้นที่เหลือในวงกลมของ Enneagram ปัญหาของคนพวกนี้มีลักษณะผสมและไม่ได้หลีกหนีสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียวไปเลย

 

 

ไทป์ปฐมภูมิ เป็นไทป์ที่ก้าวพ้นอัตตาได้ยาก เพราะกำลังหลีกหนีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ แต่หากก้าวพ้นอัตตาได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ง่ายขึ้น ในขณะที่ ไทป์ทุตยภูมิ ปัญหาอาจไม่รุนแรงเท่า ละทิ้งอัตตาเพื่อรู้จักตัวเองได้ง่ายกว่า

ผู้แสดงความคิดเห็น dekisugi.net/enneagram วันที่ตอบ 2007-04-04 15:56:33 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 6 (885526)
ที่มาของ ENNEAGRAM

ที่มาของ Enneagram นั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด มีแต่เพียงสมมติฐาน หลักฐานที่พบเป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับ Enneagram ก็คือ ในคำสอนของนิกายสุหนี ในศาสนาอิสลาม แต่เป็นที่เข้าใจว่าต้นกำเนิดของมันเก่าแก่กว่านั้นมากและไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามแต่ประการใด บางกลุ่มเชื่อว่าน่าจะมาจากชาวบาบิโลน หรือกลุ่มอารยธรรมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในแถบเอเชียกลาง 2500 ปีก่อนคริสตกาล

คำว่า Enneagram เป็นภาษากรีก หมายถึง แผนภาพเลขเก้า ซึ่งมีความสัมพันธ์ในเชิงคณิตศาสตร์ที่แปลกประหลาดซ่อนอยู่ เป็นไปได้เหมือนกันว่า Enneagram ถูกพัฒนาขึ้นในยุคที่มีการพัฒนาความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ของปิธากอรัสหรือพวกเพลโตใหม่ เนื่องจากเส้นที่เชื่อมโยงจุดบนวงกลมนั้นเชื่อมเลข 1-4-2-8-5-7 เข้าเป็นลำดับซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นเศษทศนิยมไม่รู้จบที่เกิดจากการหารเลขใด ๆ ในระบบเลขฐานสิบด้วยเลขเจ็ด

Enneagram ยุคใหม่นั้นถูกบุกเบิกโดย George Ivanovish Gurdijieff (1877-1949) นักผจญภัยผู้ลึกลับผู้หนึ่ง ซึ่งเผยแพร่วงกลมของ Enneagram ในรัชเชีย ขยายไปทั่วยุโรป และสู่สหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ดี Enneagram ยุคใหม่ที่อธิบายลักษณะของแต่ละไทป์อย่างละเอียด เป็นผลงานของ Oscar Ichazo ผู้ก่อตั้งสถาบัน Arica เขาเป็นผู้ที่เอาหลักการของ ego fixation ซึ่งเป็นทฤษฎีจิตวิทยาสมัยใหม่มาอธิบาย Enneagram หลักจากนั้น Enneagram ก็ได้รับการพัฒนาต่อไปด้วยคนอีกหลายกลุ่มโดยยึดหลักวิทยาศาสตร์สมัยจนกลายมาเป็น บุคลิกภาพเก้าประเภทที่เรากำลังจะศึกษากัน
ผู้แสดงความคิดเห็น dekisugi.net/enneagram วันที่ตอบ 2007-04-04 15:55:45 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 5 (885517)

 ขอแนะนำสักเล็กน้อย สิ่งนี้ไม่สามารถใช้ในการ ทำนาย หรือ พยากรณ์ แต่อย่างใด  เพียงมีจุดประสงค์สำคัญ คือ การรู้จักตัวเอง และ "อัตตา" ของแต่ละคนเท่านั้น  อาจจะไม่ใช่การละทิ้ง อัตตาไป แต่เปรียบเสมือน การผูกมิตรกับ สิ่งที่เรายึดติดนั้น  และทำให้ได้ทราบว่า ทำอย่างไร ชีวิตเราจึงจะมีความความสุข ไม่ว่าจะเจอทุกข์ร้ายเพียงใด 

  การที่บุคคล คนนึงนั้น จะมีลัษณะ บุคลิกภาพแบบใด เกี่ยวพันไปถึงสิ่งแวดล้อมในวัยเด็กของแต่ล่ะคน ว่าเป็นเช่นไร  ซึ่งทุกๆคนจะไม่ตรงกันทุกอย่าง เพราะพื้นฐานในหลายๆสิ่งนั้นแตกต่างกัน  

    นพลักษณื นี้ อาจสามารถช่วยเหลือให้ใครที่กำลังมีทุกข์ ไม่เข้าใจตัวเอง ได้พบทางออกได้   แต่สิ่งที่สำคัญอย่างแรกนั่นก็คือ ต้องทราบก่อนว่า ตัวเรานั้นมีบุคลิกภาพ เป็นแบบใด หรือมีมุมมองความคิดต่อเรื่องต่างๆนั่นเป็นเช่นไร  ด้วยเหตุที่ว่า "ทุกข์ก็ต้องแก้ที่ต้นเหตุแห่งทุกข์"  เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องรู้จักตัวเองให้ดีก่อน

     บทความด้านบนนั้น ผมไม่ได้ทำขึนมาเอง แต่ ก้อป*** มาจากที่เว็บอื่น เนื่องจากหากจะ พิมพ์ทิ้งไว้แค่ address คิดว่า น้อยคนที่จะสนใจเปิดเข้าไปดู  ผมก็คิดว่าน่าเสียดาย หากท่านอื่นๆไม่มีโอกาศได้รับทราบเรือ่งที่ดีๆเช่นนี้ 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 15:53:22 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 4 (885498)
บทส่งท้าย

ENNEAGRAM สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเราจึงมีพฤติกรรมอย่างที่เรามี เป็นเสมือนเครื่องมือที่จะชี้นำเราไปในทิศทางที่ถูกที่ควร และเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเสริมความรักความเข้าใจระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 
เมื่อคุณได้รู้จัก ENNEAGRAM แล้ว คุณก็จะเริ่มสังเกตเห็น ไทป์ ของคนรอบข้าง อย่างที่ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ขอให้เก็บข้อสังเกตนั้นไว้ในใจ และเปิดใจให้กว้างที่สุด จำไว้ว่าการตัดสินว่าใครเป็นไทป์อะไรที่แม่นยำจริง ๆนั้นต้องทำโดยคน ๆนั้นเอง เพราะตัวเราเท่านั้นที่รู้ว่าข้างในลึก ๆของเราคิดอะไรอยู่
 
แม้ว่ามนุษย์จะมีประเภทหลัก ๆ อยู่แค่เก้าแบบ แต่พฤติกรรมที่พวกเขาแสดงออกมานั้น ได้รับอิทธิพลของ อายุ ไทป์ของพ่อแม่ การเป็นลูกคนที่เท่าไหร่ในครอบครัว ค่านิยมของสังคม และลักษณะทางพันธุกรรม จึงทำให้คนเราทุกคนมีความแตกต่าง และมีคุณค่าในตัวของตัวเอง ไม่มีใครในโลกนี้ที่เหมือนกันทุกอย่าง
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 15:42:53 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 3 (885496)
ระดับจิตใจ

มีคนบนโลกนี้นับล้าน ๆที่มีไทป์เดียวกับคุณ ภายในไทป์เดียวกัน มีทั้งคนดี และไม่ดีปะปนกัน ทุก ไทป์สามารถแบ่งระดับจิตใจออกได้เป็นสามระดับใหญ่เก้าระดับย่อย
ระดับจิตใจมักเลื่อนขึ้นลงได้ตามสถานการณ์ เช่นคน ๆหนึ่งอาจมีระดับจิตใจอยู่แถว ๆระดับห้า ระดับจิตใจของเขาก็จะอาจเข้าสู่ระดับสี่หรือสูงกว่าได้ชั่วคราวเมื่อรู้สึกมั่นคง และอาจลงสู่ระดับหกหรือต่ำกว่าได้เมื่อรู้สึกเครียด แต่หากส่วนใหญ่แล้วระดับจิตใจอยู่แถว ๆระดับห้า ก็ถือว่าอยู่ระดับห้า เป็นต้น
ระดับด ระดับปานกลาง ระดับเสื่อม

ระดับหนึ่ง

ระดับสี่ ระดับเจ็ด
ระดับสอง ระดับห้า ระดับแปด
ระดับสาม ระดับหก ระดับเก้า
ประชากรส่วนมากอยู่ในระดับปานกลาง มีคนส่วนน้อยที่อยู่ในระดับดีและระดับเสื่อม คนที่อยู่ในระดับเสื่อม (ตั้งแต่ระดับหกลงไป) จัดว่ามีปัญหาทางจิตที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา คนทั่วไปที่อยู่ในระดับปานกลางต่างก็มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น แต่ยังไม่ถือว่าเป็นโรคจิต
 
อิทธิพลของลูกศรในทางดีจะแสดงออกมาเมื่อเราอยู่ในระดับหนึ่งถือสาม เมื่อเข้าสู่ระดับดีจึงมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ระดับสี่เป็นระดับสมดุล ส่วนตั้งแต่ระดับห้าลงไปจะมีอิทธิพลของลูกศรในทางไม่ดี และมีแนวโน้มที่จะเสื่อมลงได้ง่าย
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 15:41:55 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 2 (885494)
พัตนาการ

และเมื่อรู้สึกกดดันลุกศรจะกลับทิศทาง
อิทธิพลของลูกศรช่วยทำให้เราค้นหาไทป์ของตัวเองได้แม่นยำขึ้น ด้วยการอาศัยการสังเกตบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไปเมื่อรู้สึกมั่นคง หรือเมื่อรู้สึกกดดัน
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 15:41:21 IP : 124.121.5.84


ความเห็นที่ 1 (885492)
พัตนาการ
ไทป์สาม ไทป์หก และไทป์เก้า มีความเกี่ยวข้องกันในแง่ของพัฒนาการทางจิตใจ เมื่อรู้สึกมั่นคงไทป์ทั้งสามจะส่งอิทธิพลต่อกันตามลูกศรข้างล่าง เช่น เมื่อไทป์สามมั่นคงจะแสดงบุคลิกภาพบางอย่างของไทป์หกให้เห็น เมื่อไทป์หกมี่นคงแสดงบุคลิกภาพบางอย่างของไทป์เก้าให้เห็น เป็นต้น

ทำนองเดียวกัน ไทป์ที่เหลือ ได้แก่ ไทป์หนึ่ง ไทป์สอง ไทป์สี่ ไทป์ห้า ไทป์เจ็ด และไทป์แปด จะมีอิทธิพลต่อกันในทิศทางตามลูกศร
ผู้แสดงความคิดเห็น BW วันที่ตอบ 2007-04-04 15:40:48 IP : 124.121.5.84



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.